อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563

พปชร.จัดทัพใหม่ ปิดทางพท.-สร้างทายาทการเมือง

เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อ''พลังประชารัฐ (พปชร. )'' ปรับทัพครั้งใหญ่ ส่งเทียบเชิญ ''บิ๊กป้อม''ให้เข้ามารับตำแหน่ง ''หัวหน้าพรรค''โดยวางเป้าหมายเพื่อสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้น และนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อังคารที่ 30 มิถุนายน 2563 เวลา 12.00 น.


ไม่พลิกโผใดใดทั้งสิ้น หลังจากการประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้ผ่านพ้นไป เท่ากับจากนี้ไป “บิ๊กป้อม” พล.. ปรวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ นอกจะรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ยังแต่งตั้งบุคคลที่ใกล้ชิด รับตำแหน่งที่สำคัญเกือบในพรรคทั้งหมด

โดยผลการเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่แบบลับ ที่ประชุมมีมติเลือก “พล..ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่แบบไร้คู่แข่ง มีการเสนอเพียงรายชื่อเดียว “นายอนุชา นาคาศัย” เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ , นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นเหรัญญิกพรรค และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ เป็นนายทะเบียนพรรค




พล.อ.ประวิตรได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยคะแนนเสียง 516 เสียง, นายอนุชาได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค ด้วยคะแนนเสียง 495 เสียง, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้รับเลือกเป็นเหรัญญิกพรรค ด้วยคะแนนเสียง 480 เสียง และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ได้รับเลือกเป็นนายทะเบียนพรรค ด้วยคะแนนเสียง 494 เสียง

สำหรับกรรมการบริหารพรรคพปชร. ทั้ง 23 คน ประกอบด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, นายวิรัช รัตนเศรษฐ, นายไพบูลย์ นิติตะวัน, นายสุชาติ ชมกลิ่น



นายอิทธิพล คุณปลื้ม, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, นายสุพล ฟองงาม , นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ, นายชาญวิทย์ วิภูศิริ, นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์, นายนิโรธ สุนทรเลขา, นายไผ่ ลิกค์, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์, นายสุรชาติ ศรีบุศกร, นายนิพันธ์ ศิริธร, น.ส.ประภาพร อัศวเหม และนายสกลธี ภัททิยกุล รวมเป็น 27 คน



ขณะที่กลุ่ม 4 กุมารนำโดย นายอุตตม สาวนายน พร้อมด้วย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” อดีตหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพปชร. ไม่มีชื่ออยู่ในกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย เพราะการบริหารงานในพรรคก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกพรรค อันเนื่องจากไม่เข้ามาร่วมทำกิจกรรม และไม่ได้ดูแล ส.ส.ตามแนวทางที่ทุกพรรคทำกัน

ขณะที่ พล..ประวิตร”ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยคะแนนเสียง 516 เสียง, นายอนุชา” ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค ด้วยคะแนนเสียง 495 เสียง, “นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ได้รับเลือกเป็นเหรัญญิกพรรค ด้วยคะแนนเสียง 480 เสียง และ “นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์” ได้รับเลือกเป็นนายทะเบียนพรรค ด้วยคะแนนเสียง 494 เสียง

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 23 คน ที่ประชุมได้ลงคะแนนให้ความเห็นชอบ ซึ่งส่วนใหญ่มีคะแนนเสียงใกล้เคียงกัน


นอกเหนือจากการเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค นายทะเบียนพรรค เหรัญญิก และกรรมการบริหารพรรคพรรคชุดใหม่ ยังมีการเสนอปรับเปลี่ยนโลโก้พรรคใหม่ ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนมาแล้วครั้งหนึ่งจากสัญลักษณ์รังผึ้งหกเหลี่ยม ลายธงชาติ เปลี่ยนมาเป็นวงกลม ซึ่งแสดงถึงความกลมเกลียว ไร้เหลี่ยมคมที่จะทิ่มแทงตัวเอง

โดยครั้งนี้จะเป็นวงกลมเหมือนเดิม แต่จะขยับตัวอักษรที่เขียนว่า “พรรคพลังประชารัฐ” ที่จากเดิมอยู่ข้างนอกวงกลม จะนำมาอยู่ในวงกลมทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความกลมเกลียวและไม่ให้แตกออกมานอกวง



นอกจากนี้ยังมีการเปิดคลิปวีดีโอของ” พล..ประวิตร” หัวหน้าพรรค พปชร.คนใหม่ ซึ่งกล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความไว้วางใจ ในการเลือกตนเป็นหัวหน้าพรรค พรรคของเราถึงแม้ว่าจะกำเนิดมาด้วยระยะเวลาอันสั้น แต่ก็สามารถสร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนอย่างดียิ่ง ตนพร้อมที่จะทำงานให้กับพรรค และนำพาพวกท่านไปด้วยความมั่นคง


 พล..ประวิตรกล่าวอีกว่า ขอให้พวกท่านทั้งหลายมีความสามัคคีกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่จะสร้างพรรคของเราให้เข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนให้จงได้ ขอฝากให้ทุกคนลงพื้นที่ช่วยกันทำนุบำรุงพรรคของเราให้มีความเข้มแข็ง

และให้ประชาชนมีที่อยู่ที่กิน ได้อยู่ดีกินดีขึ้น วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นในการที่จะสร้างพรรคให้เกิดความเข้มแข็ง ที่มีองค์กรที่ชัดเจนในการทำงานให้กับพวกท่าน จะนำพาพรรคให้เกิดความเข้มแข็ง และนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

จะเห็นว่า การแสดงความคิดเห็น ภายหลังรับตำแหน่งหัวหน้าพปชร.จะเน้นในเรื่องความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งในใจเดียวกัน เพราะโครงสร้างของพรรคแกนนำรัฐบาล เกิดขึ้นอย่างหลวมๆ มีนักการเมืองจากหลายกลุ่มหลายก๊วน เข้ามาร่วมตัวกันก่อตั้งพรรคขึ้น เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

อีกทั้ง “ผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง” ไม่ต้องการให้กลุ่มอำนาจเก่า นำโดย “เพื่อไทย” (พท.) กลับมายึดครองอำนาจรัฐอีก เพราะเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายตามมา ด้วยหลายคนเชื่อว่า ถ้าเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” กลับมายึดครองอำนาจรัฐ ก็คงหนีไม่พ้นความพยายามผลักดัน กฎหมายล้างผิด ด้วยผู้สนับสนุนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ล้วนมีคดีติดตัวแทบทั้งสิ้น และในที่สุดจะส่งผลทำให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง เหมือนในอดีตที่ผ่านมา



มาถึงวันนี้ “บิ๊กป้อม” คงมองถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องการผลักดันให้ พปชร. กลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้สมาชิกวุฒิสภา (..) สามารถลงคะแนนเสียง ให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามบทเฉพาะกาลที่กำหนดไว้

ดังนั้นถ้ารัฐบาลพล.. ประยุทธ์ จันทร์โอชาอยู่ครบวาระ และมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ก็ยังได้เปรียบคู่แข่งอย่าง “พท.”อยู่ ยังไม่นับส.ส. แกนนำพรรคฝ่ายค้านเกือบ 30 ชีวิต ที่พร้อมจะแปรพรรค หันมาร่วมงานกับ “พปชร.” เพราะพรรคต้นสังกัดขาดการดูแลในเรื่องปัจจัยทางการเงิน นั่นหมายความว่า พรรคฝ่ายค้านมีความอ่อนแอ ไม่มีศักยภาพในการต่อสู้ทางการเมืองได้

อย่างไรก็ตามแม้ยังไม่มีสัญญาณยุบสภาฯ แต่ชื่อ “พล.. ประวิตร ก็คงเตรียมสร้างทายาททางการเมือง หากในอนาคต “พล..ประยุทธ์” ประกาศวางมือทางการเมือง เพราะการดำรงสถานะหัวหน้ารัฐบาลสองสมัยติด ก็ถือว่าก็กินระยะเวลานานพอสมควร อีกทั้งการมีตัวตายแทนเข้ามารับช่วงต่อ ยังช่วยป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ตามมาไล่ล่าในภายหลังได้

อย่าลืมว่า ความขัดแย้งทางการเมือง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา “พี่น้อง 3ป. ภายใต้รหัส “บูรพาพยัคฆ์ ล้วนมีบทบาทสำคัญในห้วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นการกำหนดยุทธศาสตร์ ไม่ให้ถูกเช็คบิลภายหลัง ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งกลุ่มนายทหารที่เข้ามามีบทบาททางการเมือง คงไม่พลาดที่จะให้ใคร เข้ามากลั่นแกล้ง และไล่ล่าได้ง่ายๆ

แต่การบ้านข้อใหญ่ ก่อนจะไปถึงจุดนั้น คงหนีไม่พ้น การปรับคณะรัฐมนตรี ( ครม. ) ภายใต้การเคลื่อนไหวของกลุ่มก๊วนต่างๆใน พปชร. “พี่น้อง 3.” จะกำหนดยุทธศาสตร์อย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายพอใจ แม้ที่ผ่านการดูแลปัจจัยต่างๆจะทำให้ส.ส.หลายคน มีทุนรอนไปลงพื้นที่

แต่นักการเมืองที่อยู่ในซีกอำนาจรัฐ ก็คงอยากมีตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ต่อท้าย เพราะเชื่อว่า จะสามารถบันดาลทุกสิ่งได้ ยิ่งในภาวะที่ฝ่ายค้านอ่อนแอ และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ จากความสำเร็จในารบริหารจัดการ “โควิด -19
................................................
คอลัมน์ : สืบเสาะเจาะข่าว
โดย :  "ระฆังแก้ว"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    73%
  • ไม่เห็นด้วย
    27%

บอกต่อ : 37