อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563

เก็บ"เห็ด"ทานเอง เจอพิษทำตับวาย!

อันตรายกว่าที่คิด! กิน "เห็ดพิษ" เพียงแค่ชิ้นเล็กๆแต่มีฤทธิ์ร้ายแรง ทำให้ "ตับวาย" พรากลมหายใจไวจนไม่ทันตั้งตัว! เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00 น.


ฝนมา..เห็ดมา.. ผู้ที่ชอบทานเห็ดพึงระวัง วันนี้ "Healthy Clean" ขอพามาทำความรู้จักกับอาหารคู่ฤดูฝนที่หลายๆคนชื่นชอบอย่าง "เห็ด" อาหารชิ้นเล็กๆ แต่หากเลือกทานผิดแล้ว ก็อาจจะนำไปสู่ความสูญเสียได้...

โดย "รศ.พญ.วรนุช จงศรีสวัสดิ์" หัวหน้าสาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้บอกเล่าเรื่องราวของ "เห็ดพิษ" ว่า รายงานของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี2561 พบผู้ป่วยที่รับประทานเห็ดพิษประมาณ 1,300 คน แต่จริงๆแล้วอาจจะมีมากกว่านั้น เพราะก็มีผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อยจึงไม่ได้เดินทางมารักษาที่โรงพยาบาล



สำหรับ  "เห็ดที่สามารถรับประทานได้" ได้แก่ เห็ดแดงกุหลาบ , เห็ดไข่เหลือง , เห็ดระโงกขาว , เห็ดโคน ,เห็ดโคนฟาน , เห็ดก่อเหลือง , เห็ดกูด , เห็ดไข่ , เห็ดตับเต่า ,เห็ดน้ำแป้ง , เห็ดหล่มกระเจียว , เห็ดข้าวเหนียว , เห็ดพุงหมู , เห็ดข้าวเหนียว , เห็ดเพาะ (ไม่มีราก) , เห็ดมันปู , เห็ดจั่น

ส่วน "เห็ดที่ไม่สามารถรับประทานได้"  ได้แก่ เห็ดระโงกเหลืองก้านต้น , เห็ดระโดงตีนต้น , เห็ดคล้ายเห็ดโคน , เห็ดตอมกล้วยแห้ง , เห็ดข่า , เห็ดขี้ควาย , เห็ดระโงกหิน , เห็ดไข่ , เห็ดมันปู่ใหญ่ , เห็ดดอกกระถิน , เห็ดแดงก้านแดง , เห็ดเผาะ(มีราก) , เห็ดขี้วัว , เห็ดไข่หงษ์ , เห็ดโคนส้ม



"โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลหลังรับประทานเห็ดนั้น สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย" ซึ่งความรุนแรงของอาการก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทานเข้าไป จะแสดงอาการภายในครึ่งวันหรือหนึ่งวันหลังจากรับประทานเข้าไปก็ได้ เบื้องต้นอาจจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระเหลว แต่หลังจากนั้นอีกประมาณ 1-2 วันอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หากไปตรวจเลือด ก็จะพบว่ามีค่าการทำงานของตับและไตผิดปกติ

และหลังจากรับประทาน "เห็ดพิษ" ไป 2-3 วัน ก็จะเกิดอาการ "ตับวาย" ที่สามารถสังเกตได้จากตาและตัวเหลือง เริ่มมีอาการทางสมอง เนื่องจากเมื่อตับวาย สารพิษจะไม่ถูกทำลาย จะเข้าไปสู่สมอง ทำให้สมองบวม คนไข้ก็จะเริ่มมีอาการสับสน ไม่รู้สึกตัว สื่อสารไม่รู้เรื่อง และ "บางรายหากแพ้มากก็มีรายงานว่ารับประทานไปเพียงแค่ดอกเดียวก็เสียชีวิตได้"



แต่หากทราบว่า ได้รับประทาน "เห็ดพิษ" เข้าไปแล้วก็แนะนำให้ไปล้างท้องที่โรงพยาบาลเพื่อเอาเห็ดพิษออกมาจากกระเพาะให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งรับประทานผงถ่านเพื่อดูดซับสารพิษและให้สารน้ำเพื่อขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะ แต่ในช่วงของอาการที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ การอาเจียนและอุจจาระเหลว เนื่องจากร่างการสูญเสียน้ำมาก "อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตไปจนถึงภาวะตับวายได้" และเมื่อการรักษาแบบประคับประคองไม่สามารถทำได้ ก็ต้องมีการรักษาในโรงพยาบาลที่มีความสามารถที่จะปลูกถ่ายตับได้

โดยมาจากการประเมินญาติพี่น้องของผู้ป่วย ว่าจะสามารถบริจาคส่วนหนึ่งของตับเพื่อจะมาปลูกถ่ายตับได้หรือไม่ ซึ่งการตรวจผู้บริจาคก็ต้องมีการตรวจอย่างละเอียดเพิ่มให้ได้ตับที่แข็งแรงและมีความเข้ากันได้ โดยใช้ระยะเวลา 3-5 วันในการประเมิน ระหว่างนั้นก็จะใช้การรักษาแบบประคับประคองไปก่อน ทั้งการฟอกเลือด ยาลดการสมองบวม เป็นต้น



"ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ เห็ดจะสามารถเจริญเติบโตได้ดี จึงเป็นช่วงที่คนนิยมรับประทานเห็ดกันมาก ซึ่งปกติแล้วก็จะมีการเก็บเห็ดมาทานตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย หรือเรียกได้ว่าตลอดชีวิต โดยบางคนก็เชื่อว่า..หากนำเห็ดมาต้มสุก พิษก็จะหายไป.. แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความร้อนไม่สาามารถทำลายพิษได้ อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกของ "เห็ดที่มีพิษ" กับไม่มีพิษบางชนิดนั้นใกล้เคียงกันมาก หมอก็ไม่แนะนำให้เก็บเห็ดมาทานเอง ฉะนั้นอย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆเช่นนี้ที่จะนำไปถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยค่ะ"... 

....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “พรรณรวี พิศาภาคย์”

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : กรมควบคุมโรค,Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 138