อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563

" วิกฤติศรัทธา"ลามต้นธารกระบวนการยธ.

กลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่กระบวนการยุติธรรมของไทย โดยเฉพาะ ”สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส. )” สั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทกระทิงแดง ในทุกข้อกล่าวหาคดีขับรถเฟอร์รารีพุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ เสียชีวิต โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไม่แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ น่าจับตาดูว่า เรื่องนี้จะมีคำตอบให้สังคมอย่างไร อังคารที่ 28 กรกฎาคม 2563 เวลา 12.00 น.


กระทบความรู้สึกของคนไทยทุกคน ที่ติดตามการทำงานของกระบวนการยุติธรรมมากเลยทีเดียว หลังอัยการสูงสุด (อสส.) สั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา” หรือบอส ทายาทกระทิงแดงในทุกข้อกล่าวหา อันเนื่องมาจากคดีขับรถเฟอร์รารีพุ่งชน ..วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ เสียชีวิต

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ก.ย.2555 โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไม่แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ คดีจึงเป็นอันสิ้นสุดตามกระบวนการทางกฎหมาย และพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลเพิกถอนหมายจับในคดีนี้

คิดดูขนาด พล.. ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังอยู่เฉยไม่ได้ ต้องมอบหมาย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงต่อสาธารณชน เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า รัฐบาลเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้




โดยโฆษกรัฐบาลถ่ายทอดข้อมูลว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดเมื่อนายกฯทราบจากข่าวแล้วด้วยความไม่สบายใจ และเห็นว่าควรต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 

"นายกฯรู้สึกเข้าใจดีถึงความรู้สึกของประชาชน พร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีดังกล่าวตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ถึงขั้นตอนของอัยการว่าเป็นมาอย่างไร
พร้อมทั้งรายงานโดยด่วน และยืนยันนายกฯไม่เคยช่วยเหลือใคร ไม่เคยแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง"

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังบอกอีกว่า นายกฯย้ำว่าผู้ที่เกี่ยวข้องหลักตามกระบวนการยุติธรรมในกรณีนี้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดี และพนักงานอัยการ โดยเฉพาะอัยการนั้นนายกฯไม่ได้เป็นผู้แต่งตั้งและมีอำนาจพิจารณาคดีได้อย่างอิสระตามขอบเขตของกฎหมาย

ดังนั้นนายกฯไม่สั่งการใครในคดีนี้ และทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง และขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม หากใครทำผิดจะต้องถูกลงโทษทั้งสิ้น พร้อมทั้งเตือนขอให้อย่านำเรื่องนี้ไปบิดเบือนหรือเชื่อมโยงกับปัญหาอื่น ๆ จนเกิดความเข้าใจผิดและสับสน นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำลังเตรียมการตั้งคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยด่วน เพื่อให้สังคมปราศจากข้อสงสัยได้โดยเร็วที่สุด

จริงๆเรื่องนี้ หลังจากเป็นประเด็นขึ้นมา ถ้า อสส.มอบหมายให้ใคร รีบออกมาชี้แจงและตอบข้อสงสัยอย่างทันท่วงที ในฐานะเป็นต้นเรื่อง เหตุการณ์ก็อาจไม่ลุกลามบานปลาย กลายเป็นวิกฤติศรัทธากระทบกับกระบวนยุติธรรม

แต่สำนักงานอัยการฯซึ่งเป็นกลางธารกระบวนยุติธรรมกลับนิ่งเฉย ปล่อยให้ตร.รับบทหนังหน้าไฟ ก็ยิ่งเหมือนเติมเชื้อไฟให้กับผู้ที่เกิดความกังขา ในการทำงานของสำนักงานอัยการฯ แม้ต่อมา อสส. จะสั่งตั้งคณะทำงาน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยฟื้นวิกฤติศรัทธา ที่มีต่อสำนักงานอัยการฯได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายประยุทธ เพชรคุณ” ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอสส. ได้เผยแพร่เอกสารข่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่าพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา และผบ.ตร.เห็นชอบแล้ว โดยสื่อมวลชนได้นำเสนอเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น สำนักงานอสส.ขอชี้แจงว่า เมื่อปรากฏข่าวดังกล่าว อสส.ซึ่งกำลังปฏิบัติราชการอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 4 ในการประชุมสัมมนาข้าราชการฝ่ายอัยการในเขตพื้นที่ภาค 4 จ.ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 23-26 ก.ค. 2563 จึงทำการตรวจสอบและทราบว่ากรณีที่เป็นข่าวเป็นสำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1

ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าการสั่งสำนวนคดีดังกล่าวเป็นไปตามหลักกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และมีเหตุผลการสั่งพิจารณาคดีอย่างไร จึงมีคำสั่งทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่พิเศษ 2563 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดีดังกล่าว โดยมีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอสส. เป็นหัวหน้าคณะทำงานและคณะทำงานอื่นรวมทั้งสิ้น 7 คน ทั้งนี้ โดยให้คณะทำงานเร่งตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็ว และเมื่อมีผลคืบหน้าประการใดจะได้แจ้งให้บุคลากรสำนักงานอสส.และประชาชนทราบโดยทั่วกัน



แต่ที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้นไปอีก หลังสื่อหลายสำนักรายงานว่า จากกรณีคดีของ นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 56 ปี หรือ "เสี่ยเบนซ์" เสี่ยเจ้าของธุรกิจผลิตและประกอบอะไหล่รถยนต์  ที่เมาแล้วขับรถจนเกิดอุบัติไปพุ่งชนรถของ ...จตุพร งามสุชวิชชากุล รอง ผกก.สอบสวน กก.2 บก.. เป็นเหตุให้ ...จตุพร และ นางนงนาฏ งามสุวิชชากุล ภรรยา เสียชีวิต ส่วนบุตรสาวอายุ 12 ปี ของนายตำรวจบาดเจ็บสาหัส

ศาลจังหวัดตลิ่งชันมีคำพิพากษาให้จำคุก 3 ปี ปรับ 1 แสนบาท รวมทั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และสั่งห้ามจำเลย ดื่มสุรา-เบียร์ หรือเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด สำหรับโทษจำคุกจำเลยนั้น ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง ภายใน 2 ปี กับทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ มีกำหนด 48 ชั่วโมง ภายเวลา 1 ปีตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด

ขณะที่มีรายงานว่า  คดีนี้พนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลสูงธนบุรีพิจารณาเเล้ว ล่าสุดได้มีคำสั่งยื่นอุทธรณ์คดี ขอให้ศาลไม่รอการลงโทษนายสมชาย ต่อศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาต่อไป  ซึ่งหลังจากเรื่องนี้ได้เป็นข่าวทางสื่อฯ โลกออนไลน์ได้มีการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีดังกล่าวอย่างกว้างขวาง พร้อมกับแสดงความผิดหวังกับกระบวนการยุติธรรมไทย รวมทั้งระบุว่า” ค้อนแพ้กระดาษ” และมีการเปรียบเทียบระหว่างคดีบอส อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง

อย่าลืมว่า คดีนี้”นายสมชาย “ในฐานะจำเลยให้การสารภาพทั้งในชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาของศาล ศาลจึงมีคำสั่งให้มีการสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษา โดยให้พนักงานคุมประพฤติรายงานผลการสืบเสาะนั้นให้ศาลทราบภายใน 15 วัน ระหว่างนั้น

นายสมชายได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 200,000 บาท อีกทั้งยังยินยอมเยียวยาชดใช้ค่าเสียหาย 45 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวของนายตำรวจผู้เสียชีวิตซึ่งปัจจุบันคงเหลือเพียงบุตรสาวคนโตและบุตรสาวคนเล็ก อีกทั้งยังปรากฎภาพบุตรทั้งสองกอดรัด “เสี่ยเบนซ์” ด้วยความสนิทสนม เพราะได้รับการดูแลจากจำเลยมาโดยตลอด กลับกำลังเผชิญชะตากรรม อันเนื่องมาจากคดี ที่ตนเองสำนึกผิด ไม่ได้หลบนีไปต่างประเทศ



แต่คดี “บอส อยู่วิทยา” ซึ่งผู้ต้องหาหลบหนีคดีไปต่างประเทศ กำลังกลายเป็นคนบริสุทธิ์ หลังอสส.สั่งไม่ฟ้องทุกคดี มีคนไปให้ข้อมูลในชั้นสอบสวนใหม่ จนก่อให้เกิดกระแสไม่พอใจ ทั้งในโลกออนไลน์ และคนที่ติดตามความเป็นไปของคดี

อย่าลืมว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ค.63 “นายประยุทธ เพชรคุณ” อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน อสส.ได้เเถลงถึงกรณีที่อัยการมีคำสั่งชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อท.245/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร บุตรชายคนโตนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีกล่าวหาร่วมกันฟอกเงิน 10 ล้านบาท จากเหตุที่ธนาคารกรุงไทย อนุมัติสินเชื่อให้เครือกฤษดามหานครว่า สำนวนดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจาก อธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาด คดีอสส. ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาความเห็นเเย้ง ได้ทำความเห็นควรไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว

ก่อนส่งความเห็นมายังอสส.โดยมี “นายเนตร นาคสุข” รอง อสส.ซึ่งรักษาราชการเเทนนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อสส.ขณะนั้นเดินทางไปราชการในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 7 ได้พิจารณาเเล้วมีความเห็นตามควรไม่อุทธรณ์คดีตามที่สำนักงานชี้ขาดคดีทำความเห็นมา จึงมีความเห็นชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ไม่ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อศาลสูง ต้องตามดูว่า วิกฤติศรัทธาที่เกิดขึ้นกับสำนักงาน อสส. จะจบลงด้วยบทสรุปอย่างไร คณะทำงานที่มีการแต่งตั้งขึ้น จะชี้แจงอย่างไร นอกจากนี้ กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งหัวหน้ารัฐบาลสั่งการให้ดำเนินการในเรื่องนี้ จะมีคำตอบอย่างไรมาบอกกล่าวให้สังคมรับรู้

เพื่อลบล้างวาทะกรรม “คุกมีไว้ขังคนจน” ที่กำลังถูกคนบางกลุ่มนำไปขยายผลอยู่ในขณะนี้
...............................................
คอลัมน์ : สืบเสาะเจาะข่าว
โดย :  "ระฆังแก้ว"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    92%
  • ไม่เห็นด้วย
    8%

บอกต่อ : 175