อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563

ถอดแล้วได้อะไร

ในที่สุด อัยการก็แถลงผลการศึกษาคดี 7 วันว่า "มันเกิดความไม่เข้าใจ ไปคิดกันว่าคดีสิ้นสุดแล้ว จริงๆ คำว่าคดีถึงที่สุดคือศาลพิพากษา แล้วถ้าอิงตาม ป.อาญา ม.147 กรณีมีหลักฐานใหม่ ก็สามารถมีคำสั่งใหม่ได้" พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563 เวลา 12.00 น.


เมื่อ “ผีคดีกระทิงแดง” ถูกปลุกขึ้นมา ก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายสนใจแล้วก็อยากรู้ว่า “ที่สุดแล้วตะรางมีไว้ขังคนจนอย่างเดียวใช่หรือไม่” คำสั่งถอนคดีของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดกลายเป็นที่ฮือฮามาตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา กลายเป็นว่า ฝ่ายต่างๆ ทั้งอัยการ ตำรวจ ทั้งกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ตั้งเรื่องนี้ขึ้นสอบสวนแสวงหาความจริงกันใหญ่ ว่ามันยุติธรรมหรือไม่ มีโอกาสจะรื้อคดีได้หรือไม่

ในที่สุด อัยการก็แถลงผลการศึกษาคดี 7 วันว่า “มันเกิดความไม่เข้าใจ ไปคิดกันว่าคดีสิ้นสุดแล้ว จริงๆ คำว่าคดีถึงที่สุดคือศาลพิพากษา แล้วถ้าอิงตาม ป.อาญา ม.147 กรณีมีหลักฐานใหม่ ก็สามารถมีคำสั่งใหม่ได้ ซึ่งในขณะนี้ก็มีประเด็นที่จะนำมาพิจารณาใหม่ได้คือเรื่องความเร็วรถว่ามันเท่าไรกันแน่ โดยความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ คือนายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ยืนยันความเร็วต่างจากสำนวนเดิม”

“แล้วก็ยังมีกรณีของการพบว่า มีสารโคเคนในเลือด ซึ่งการตรวจสอบครั้งแรกมีการตรวจเลือดนายวรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ขับรถเฟอรารี่ชน ดต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ มีสารสองตัว คือสารที่ทำปฏิกิริยากับโคเคน แต่ยังไม่ชัดเจนว่า มีการเสพโคเคนจริง ดังนั้น สองเรื่องนี้จะเป็นประเด็นที่สามารถนำมารื้อฟื้นการสอบคดี และทบทวนคำสั่งของอัยการได้” พร้อมยืนยันว่า นายเนตรสั่งคดีไปตามพยานหลักฐานที่มีมาในสำนวน



ก็ง่ายๆ ว่า ในส่วนของอัยการตั้งคณะกรรมการมาเพื่ออธิบายเหตุผลที่สั่งคดีเช่นนั้น ถ้าใครจะคิดในแง่ดีอยู่บ้างคือก็ต้องรอดูกระบวนการรื้อคดีต่อจากนี้แล้วกัน สิ่งที่อัยการแถลงยังมองด้านดีว่า “มันจะได้เป็นการถอดบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเรื่องการร้องขอความเป็นธรรม ที่เปิดโอกาสให้นายวรยุทธเคยร้องขอความเป็นธรรมได้ 2-3 ครั้ง จะต้องเปลี่ยนในคดีต่อๆ ไปคือให้เพียงครั้งเดียว และเจ้าตัวต้องมายื่นเอง”

“นอกจากนี้จะต้องมีการตรวจสอบคานกันระหว่างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญให้มีความละเอียดมากกว่านี้” อันนี้เป็นเพราะความเห็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องความเร็วรถไม่เหมือนกัน นัยว่าของนายสธนนั้นไม่ได้นำมาบรรจุในสำนวนแต่แรก และเหมือนกับในชั้นการทำสำนวน “ไม่เชื่อว่าจะขับรถถึง 177 กม./ชม.” เนื่องจากหากขับด้วยความเร็วขนาดนั้นและลากร่างของ ดต.วิเชียรไป ร่างน่าจะมีสภาพที่ดูเลวร้ายกว่านั้น

และที่ใช้ปากคำของนายจารุชาติ มาดทอง พยานที่อยู่ๆ ก็ประสบอุบัติเหตุตายแบบบังเอิญ...หลังจากคดีกระทิงแดงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่  เพราะพบว่านายจารุชาติเป็นผู้ขับรถกระบะที่ปรากฏในคลิปด้วย จัดเป็น “พยานที่เชื่อถือได้” จึงให้ความสำคัญกับพยานปากนี้  ไม่ใช่พยานรายอื่นที่มีการอ้างมาว่าเห็นเหตุการณ์ แบบอ้างว่าอยู่แถวนั้นหรืออ้างว่ากลับจากงานเลี้ยงมาแล้วเห็นพอดี ขณะที่พยานปากอื่นที่อ้างว่าผู้ตายขับปาดหน้า บางรายจำหน่ายออก



คือฟังที่อัยการแถลงคดีก็พอจะเข้าใจได้ระดับหนึ่งว่า “ต้องทำพยานหลักฐานให้รัดกุม” ก็เอาว่าเป็นข้อดีของกระบวนการยุติธรรมไทยไปแล้วกัน ทั้งที่ฟังกระแสจากคนตามข่าวนี้บางคนเขาก็เหน็บแนมว่า “ยังกะฟัง ป.ป.ช.พูดตอนสอบเรื่องคดีนาฬิกา” คือเขาก็มองกันว่า มันช้าอยู่ไม่รู้แล้ว ถ้าโลกสวยหน่อยก็ย้อนกลับไปสิ่งที่ทางตัวแทนคณะทำงานอัยการพูดแล้วกันว่า “ต่อไปต้องทบทวนเรื่องการร้องขอความเป็นธรรม”

นั่งฟังอัยการแถลง คนแถวๆ นี้เขาก็งงว่า “ไปรื้อทำไมให้ยุ่งยากเรื่องขับเร็วแค่ไหน เรื่องเสพยา เพราะมันผ่านมาตั้งนานแล้ว (คดีเกิดปี พ.ศ.2555) ไม่มีความเห็นเลยเหรอว่า ไอ้คดีขับรถชนคนตายโดยประมาทที่อายุความมันถึงปี 70 นี่จะเอายังไง เพราะก็เห็นศพ ก็จัดงานศพกันคาตาขนาดนั้น” นี่ฟังแล้วก็คิดตามเหมือนกันว่า ก็มันมีคดีขับรถชนคนตายโดยประมาทอยู่นี่นา ทำไมถึงไม่ออกหมายจับตามคดีนี้ต่อ ?

เขายังตั้งข้อสังเกตอีกว่า “ใครๆ ก็จำได้ว่าตอนเกิดเหตุใหม่ๆ เอาพ่อบ้านออกมารับผิดแทนก่อน แต่สุดท้าย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำคดีครั้งนั้นไม่เชื่อ จึงเอาตัวนายวรยุทธออกมาดำเนินคดีได้ แล้วคดีนี้ได้เอาผิดคนจ้างวานพ่อบ้านหรือเปล่า หรือพ่อบ้านตัดตอนตัวเองไปซะว่าขอรับผิดเองเนื่องจากตระกูลใหญ่นี้มีบุญคุณกับเขา จริงๆ มันเป็นการสมรู้ร่วมคิดสร้างหลักฐานเท็จ ก็น่าจะเอาผิดด้วย” อืม..น่าคิด

ถามว่า จากนี้จะทำอะไรกันต่อไป ก็ในเมื่อกระแสสังคมมันเรียกร้องซะขนาดนั้น ก็ให้ตำรวจไปสอบใหม่ อัยการทำความเห็นใหม่ ซึ่งก็ไม่รู้กระบวนการจะล่าช้ากันอยู่ที่เรื่องเถียงเรื่องความเร็วรถกับโคเคนอีกหรือเปล่า จนกว่าจะสั่งฟ้องได้คนก็ลืมๆ กันไปอีกรอบ แต่สรุปว่า วันอังคารที่ 4 ส.ค. อัยการหาทางลงให้กับคณะกรรมการ กรรมาธิการ ตำรวจอะไรต่างๆ ที่ทำคดีนี้อยู่ได้ระดับหนึ่งแล้วว่า “มันรื้อคดีได้” ด้วยสองเรื่องที่กล่าวมา



แล้วต่อไปก็ไปถอดบทเรียนกันอีก ซึ่งคำๆ นี้บางทีฟังแล้วก็น่าเบื่อพอๆ กับคำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” นั่นแหละ คือบางเรื่องมันไม่น่าจะมีช่องโหว่ ก็ยังจะทำให้มีจนได้แล้วก็เปิดการ์ดถอดบทเรียนกัน เอาไปสรุปเป็นหลักการในคณะกรรมการปฏิรูปอะไรต่างๆ ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ตั้งขึ้น แต่ไม่รู้ว่า ถึงเวลาเอาไอ้บทเรียนที่ถอดกันบ่อยๆ นี่มาใช้จริงแค่ไหน และคณะกรรมการปฏิรูปทำความเห็นแล้วจะแก้ไขกฎหมายแค่ไหน

เอาจริง คิดแบบบ้านๆ ง่ายๆ เลยว่า “ประเทศไทยนี่ยังมีเรื่องความเหลื่อมล้ำสูงมาก” เพราะฉะนั้น คดีคนรวย คนมีอำนาจน่ะต้องระวังเป็นพิเศษ ตามสำนวนโบราณที่ว่า “เงินใช้ผีโม่แป้งได้” คือเขาก็ศึกษาเอาจากระบบที่มันมีอยู่นี่แหละ หาช่องให้เอาตัวรอดให้พ้นๆ ได้เป็นรอบๆ อาศัยฝ่ายกฎหมายเก่งๆ ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมก็ต้องทันต่อเรื่องพวกนี้ด้วย ภาคส่วนสังคมต่างๆ สื่อมวลชนก็ต้องเกาะติดอย่าให้กระแสมันหาย เกาะให้เหมือนคดี “น้องชมพู่” เลยยิ่งดี



ถ้ามีการทำความผิด ก็ให้ดูคดียิงเสือดำของเจ้าสัวเปรมชัย กรรณสูต ที่ไม่ได้ให้เลื่อนเข้าพบ พงส.ได้เรื่อยๆ และที่สำคัญคือ ต้องมีกระบวนการให้มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ไม่งั้นตามกลับมายากแน่ๆ ตำรวจไทยก็..ไม่อยากว่าเรื่องไม่เก่งภาษาอังกฤษ ตอนที่คดีนี้ฉาวขึ้นมาครั้งหนึ่งราวปีสองปีก่อน ก็เห็นทำเอกสารส่งอินเตอร์โปลกันช้าเหลือเกิน แถมทำมาแล้วก็ถูๆ ไถๆ ไปอีกว่า หาที่อยู่ส่งหมายให้จำเลยไม่เจอ ทั้งที่สื่อต่างประเทศเจอ

มีบางคนเขาเสนอว่า น่าจะมีกฎหมายเอาผิดกรณีไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานเพิ่มกับญาติพี่น้องผู้ต้องหาบ้าง อย่างเช่นว่า ก็รู้อยู่ล่ะว่าเจ้าตัวอยู่ไหน แต่ไม่ให้ความร่วมมือในการอัญเชิญมาสู้คดี ไม่ให้ความร่วมมือกับตำรวจในการบอกที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แบบว่าต้องเอามาลงโทษให้หลาบจำหรือให้อายกันบ้าง ไม่งั้นคนรวยก็เป็นอภิสิทธิ์ชน โพสต์เฟซบุ๊ก อินสตาแกรมอวดชีวิตหรูอยู่ได้ทั้งที่คดีคาตัวอยู่อย่างนั้น สังคมยิ่งคับข้องใจ

ไหนๆ ก็จะถอดบทเรียนกัน ทำคดีนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า “ตะรางไม่ได้มีไว้ขังคนจน” หน่อยเถอะ.
..............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    13%

บอกต่อ : 210