อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563

ชำระแค้นกี่ปียังไม่สาย

หนอนโรงพักช่วงนี้ไม่ได้เข้าโรงพักไทยเลย ไปต่างประเทศตลอด เพราะมีอะไรน่าสนใจสนุกเยอะ อย่างข่าวนี้เป็นเรื่องราวของตำรวจนายหนึ่งที่ได้ชำระแค้นวายร้ายที่เคยก่อเหตุยิงเขาได้รับบาดเจ็บสมัยเป็นตำรวจใหม่ ๆ เมื่อหลายปีก่อน พุธที่ 12 สิงหาคม 2563 เวลา 14.00 น.


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่รัฐเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ขอบอกก่อนว่าข่าวนี้น่าสนใจขนาดนิวยอร์ก ไทมส์ สำนักข่าวระดับโลกยังนำเสนอ ออ! ขอนอกเรื่องนิดครับ สำนักข่าวนิวยอร์ก ไทมส์นี่เขาเก็บค่าอ่านข่าวในอินเทอร์เน็ตนะครับ ไม่แพงเลย และถ้าผู้อ่านมีทักษะภาษาอังกฤษบ้าง จะรู้ว่าเนื้อหาของนิวยอร์ก ไทมส์นั้นน่าอ่านมาก เรียกได้ว่าเสียเงินไปนี่คุ้มค่าจริง ๆ อ่านได้ทั้งวันเลย เขามีรายละเอียดโหมดย่อย มีส่งอีเมล์เล่าเรื่องเบื้องหลัง หากคุณเป็นคนชอบการอ่านข่าว จะเห็นประเด็นข่าวที่สื่อระดับโลกนำเสนอได้อย่างน่าสนใจทีเดียว เพราะมันจะเห็นประเด็นใหญ่ที่โยงต่อ ๆ กัน ข่าวที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ฉายภาพให้เราเห็นภาพรวมได้อย่างฉับพลัน

เรียกได้ว่าคุ้มค่าทีเดียว หนอนโรงพักตามอ่านมาปีหนึ่งแล้วครับ ขอบอกว่าคุ้มค่ามาก

กลับเข้าเรื่อง หลังไปโฆษณามานิด สำหรับนายตำรวจคนนี้มีชื่อว่า ดาริล ซินคัวตา เป็นตำรวจที่เกษียณตัวเองจากหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาแล้ว แต่เขาไม่เคยลืมเหตุการณ์เมื่อยุค 70 สมัยเขาเป็นตำรวจใหม่ ๆ ถูกคนร้ายรายหนึ่งชื่อของเขาคือ หลุยส์ อาชูเลตาใช้อาวุธปืนยิง แผลนั่นหายแล้ว แต่ความหลังนั้นยากลืมเลือน แม้ผ่านไปกว่า 40 ปี ก็ยังจำแม่น

เมื่อตำรวจหนุ่มในอดีตรักษาตัวจนหายดี จึงใช้เวลานอกงาน หาเบาะแสคนร้ายที่ทำร้ายเขา โดยเบาะแสที่เขาได้ตามไปถึงรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ก็ไม่พบตัว จากนั้นหลักฐานเบาะแสทั้งหมดก็ขาดหายไป

โดยตัวหลุยส์ อาชูเลตานั้นได้รับเกียรติที่ไม่มีคนทั่วไปอยากได้แน่ คือได้เอาภาพนิ่งตัวเองไปออกรายการทีวีเกี่ยวกับอาชญากรที่ยังลอยนวลอยู่ ซึ่งเป็นรายการดังในอเมริกา เขาจะเอาคนร้ายที่ยังหลบหนีคดีมาเผยแพร่ผ่านโทรทัศน์ ในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต มันเป็นช่องทางที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้เห็นและส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ในการจับกุมคนร้ายได้อย่างดีเยี่ยมทีเดียว และนายหลุยส์เราก็ได้รับเกียรตินี้ด้วย



แต่เขาก็ไม่เคยโดนจับกุมในความผิดที่เขาก่อวันนั้นเลย

จนกระทั่งเมื่อเดือนมิถุนายนมีโทรศัพท์แจ้งเบาะแสถึงชายชราคนหนึ่งว่าอาจจะเป็นคนร้ายที่ยังหลบหนีอยู่คนนี้ก็เป็นได้ ดังนั้นตำรวจวัยเกษียณจึงประสานข้อมูลทันที ก่อนพบว่าชายชราคนนั้นใช้ชื่อว่า รามอน มอนโตย่าเคยมีประวัติถูกจับเมาแล้วขับในปี2011 เมื่อเทียบเคียงรูประหว่างรามอนกับนายหลุยส์ มันมีความใกล้เคียงกันจนแทบเรียกได้ว่าเหมือนเลย ดังนั้นทำให้ตำรวจเกษียณของเราประสานข้อมูลกับทางตำรวจพื้นที่ในอเมริกาและเจ้าหน้าที่หน่วยสอบสวนกลางหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ เอฟบีไอ ทำการจับกุมนายหลุยส์ในที่สุด ซึ่งตอนนั้นเขาก็มีอีกชื่อที่คนแถวนั้นรู้จักกันว่านายแลร์รี่

เกิดเป็นโจรนี่นอกจากจะต้องหลบหนีคดีแล้ว ยังต้องเปลี่ยนชื่อนามสกุลบ่อยกว่าคนปกติอีกด้วย

50 ปีที่ผ่านมานายหลุยส์เราใช้ชีวิตหลบซ่อนอยู่ในบ้านที่แชร์ร่วมกับผู้หญิงรายหนึ่ง แต่ประวัติในอดีตโชกโชนมาก เดิมทีเขาโดนจับในคดีลักทรัพย์และครอบครองยา เขาแหกคุกในรัฐแคลิฟอร์เนียและขับรถหนี โดยระหว่างนั้นโจรของเราพบกับตำรวจหนุ่มใหม่ถอดด้าม ซึ่งมาเจอและขอให้หลุยส์ลงจากรถ แต่หลุยส์ปฏิเสธคำขอและชักปืนถูกยิงเข้าที่ท้องตำรวจก่อนหลบหนีไป โดยตำรวจนายนี้ย้อนความหลังว่าสมัยนั้น ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุน ไม่มีวิทยุสื่อสารประจำตัว ตอนเขาโดนยิง ต้องคลานกลับไปที่รถเพื่อขอความช่วยเหลือแทน

จากข้อมูลของเอฟบีไอ นายหลุยส์หลังก่อเหตุยิงตำรวจแบบอุกอาจแล้ว ก็ได้หนีไปทางตอนใต้ และถูกจับกุมในเม็กซิโกข้อหาขนยาเสพติด ทางเม็กซิโกรู้ว่าเข้ามีหมายจับในอเมริกาข้อหาพยายามฆ่าตำรวจ จึงสั่งจำคุก 14 ปี แต่เพียงแค่ 17 เดือนหรือปีกว่า ๆ เท่านั้น นายหลุยส์เราก็แหกคุกออกมาอีกครั้ง คราวนี้พาเพื่อนแหกมาด้วยอีกคน

โดยทั้งสองทำทีป่วยเพื่อไปโซนพยาบาล แล้วขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ก่อนหนีหาย แล้วใช้ปืนจี้เจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทาง ในข่าวบอกว่ามันเป็นการหลบหนีที่ยังกะหนังฮอลลีวู้ดทีเดียว

และด้วยความที่แกหนีเก่ง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางก็ขี้เกียจใช้ทรัพยาการในการไปไล่ล่าจับกุมแก แม้จะจับเพื่อนที่แหกคุกมาด้วยกันได้ใน 4 วันหลังการหลบหนี แต่ตัวนายหลุยส์หายเงียบไปเลย ไปแต่งงานมีเมีย มีลูก ซึ่งก็รู้จักสามีและพ่อในชื่อนายรามอน มอนโตย่า

ทางฟากตำรวจเรานี่ แกก็ไม่ได้เป็นตำรวจที่เก่งมากนะครับ เคยโดนตั้งข้อหาประพฤติมิชอบมาในอดีต ซึ่งแกบอกว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้มันไม่จริงเลย แกไม่เคยทำอะไรแบบนั้น แต่ของแบบนี้มันมีประวัติไปแล้ว พอเกษียณตัวเองก็ออกมาตั้งสำนักงานนักสืบเอกชน และใช้เวลาว่างตามหาโจรวายร้ายที่เคยยิงเขาในอดีต



มันเหมือนภารกิจที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ตำรวจกับคนร้าย ผมรู้สึกว่ามันคุ้มค้าที่จะจับเขา และผมก็ทำได้” ตำรวจชราเขาเรากล่าวไว้ในข่าว

ปัจจุบันแกอายุ 72 ปีแล้วนะครับ ส่วนโจรที่ยิงแกในอดีตก็อายุไล่เลี่ยกันคือ 71 ปี นักข่าวเขาไม่มีโอกาสได้คุยกับโจร ได้คุยแต่ตำรวจของเราที่ย้ำว่า แค่เห็นหน้าชายคนนี้แว่บแรกก็รู้ว่าเป็นคนร้ายทันที อ่านตรงนี้แล้วนึกว่าอ่านนิยายอาชญากรรม แต่ต้องนับถือความมุ่งมั่นของแกจริง ๆ กับการไล่ล่าคนร้ายรายนี้

เรียกได้ว่าชำระแค้นกี่ปีก็ยังไม่สายจริง ๆ แม้ทั้งสองคนจะแก่ชรากันแล้ว แต่กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย ความยุติธรรมก็ต้องเป็นความยุติธรรม นี่คือสัจธรรมความจริงที่ประเทศเจริญแล้วเขาดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปกติวิสัย

หนอนโรงพักตอนนี้ขอปิดท้ายบทความด้วยประโยคคม ๆ ตามสไตล์ข่าวของนิวยอร์ก ไทมส์ที่มักจะหาประโยคเด็ด ๆ มาปิดท้าย ราวกับเรื่องสั้นดี ๆ สักเรื่องว่า

ผมบอกคนทั่วไปว่า การที่ผมไล่ล่าคนที่ยิงผมนั้นก็เหมือนงานอดิเรก อีกอย่างผมรู้ว่าชายคนนี้เป็นคนสุดอันตรายและเขายังอยู่ข้างนอกนั้น”
................................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ" 

ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 176