อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563

ตีเหล็กตอนร้อน ถึงเวลาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

เศรษฐีอันดับโลกของไทยขับรถเฟอรารี่ด้วยความเร็วสูงพุ่งชนตำรวจ สน.ทองหล่อเสียชีวิตเมื่อปี 2555 ตำรวจตั้งข้อหาผู้ขับรถรวม 5 ข้อหา ตำรวจซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติและการยกย่องจากประชาชนว่าเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” และอัยการซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติและการยกย่องจากประชาชนว่าเป็น “ทนายแผ่นดิน” ได้สร้างความผิดหวังและคลางแคลงใจแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 น.


กรณีเหตุการณ์ทายาทมหาเศรษฐีอันดับโลกของไทยขับรถเฟอรารี่ด้วยความเร็วสูงพุ่งชนตำรวจ สน.ทองหล่อเสียชีวิตเมื่อปี 2555 ตำรวจตั้งข้อหาผู้ขับรถรวม 5 ข้อหาประกอบด้วย 1. ขับรถขณะเมาสุรา 2. ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 3. ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย 4. ขับรถชนแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเจ้าพนักงาน 5. ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต่อมาผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวและหลบหนีออกนอกประเทศไป

คดีดังกล่าวกลับมาเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 63 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่าอัยการไทยไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ระบุว่า ทางตำรวจไม่มีความเห็นแย้งที่อัยการไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการถอนหมายจับทุกหมาย รวมถึงกำลังประสานงานกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ(interpol) ให้ถอนหมายจับ



การดำเนินคดีในลักษณะนี้ ตำรวจซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติและการยกย่องจากประชาชนว่าเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” และอัยการซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับเกียรติและการยกย่องจากประชาชนว่าเป็น “ทนายแผ่นดิน” ได้สร้างความผิดหวังและคลางแคลงใจแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะทั้งสององค์กรนี้เป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม หากมีการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม ก็จะเป็นที่ยอมรับ สร้างความศรัทธาและความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ในทางกลับกันหากมีการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรมก็จะขาดการยอมรับ ขาดความศรัทธาและขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “คุกมีไว้สำหรับขังคนจน” เป็นสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายได้ยินกันจนหูชาด้านมานานแล้ว สร้างความคับข้องใจและความคับแค้นใจแก่ประชาชนมาโดยตลอดในทุกยุคทุกสมัย

รัฐบาลจึงต้องใช้จังหวะและโอกาสนี้ตีเหล็กตอนร้อนเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามนโยบายปฏิรูปประเทศภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งต้องอาศัยแรงหนุนจากประชาชนขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ให้สำเร็จให้จงได้ เพราะการผ่าอาณาจักรโล่เงิน และสำนักงานอัยการสูงสุด​ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ​ไม่ใช่ว่าจะกระทำได้โดยง่ายดาย อีกทั้งการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมยังต้องดำเนินการปฏิรูปด้านอื่นๆควบคู่กันไปด้วย อาทิ ปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ปฏิรูปด้านกฎหมาย ฯลฯ โดยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมยังจะต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และไม่มีลักษณะต้องห้ามเข้าทำงาน การพิจารณาความดีความชอบแก่บุคลากรต้องยึดมั่นระบบคุณธรรม(merit system) ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์ (patronage system)



การที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีนายอัชพร จารุจินดา เป็นประธานกรรมการ ได้สะท้อนถึงภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมว่า บุคลากรด้านกระบวนการยุติธรรมมีไม่พอส่งผลให้การทำงานล่าช้า ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยความสะดวก มีความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมซึ่งนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นของประชาชน มีความขัดแย้งระหว่างองค์กรยุติธรรม สภาพปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งรัดจัดการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ได้จัดทำแผนปฏิรูปฯ มี 10 แผน ดังนี้

แผนที่ 1 คือ กำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ต้องมีระยะเวลาในการดำเนินงาน แต่ละขั้นตอน และสร้างระบบให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของคดีได้
แผนที่ 2 คือ สร้างกลไกช่วยเหลือประชาชน ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยสะดวก เช่น ให้หน่วยงานในกระบวนยุติธรรมต้องแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และจำเลยทราบ เป็นต้น รวมถึงปฏิรูปกระบวนการวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
แผนที่ 3 คือ การสร้างกลไกให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการปรับปรุงโทษปรับในคดีอาญา โดยให้นำระบบโทษปรับตามความสามารถของผู้กระทำผิด เพื่อลดข้อกล่าวว่าคนรวยจ่ายเงินแล้วจบคดีได้
แผนที่ 4 คือ การสร้างกลไกการบังคับตามกฎหมาย เพื่อสร้างความปลอดภัย และความเป็นธรรมในสังคม อย่างการกำหนดนโยบายการใช้กฎหมายยาเสพติดให้เห็นชัด รวมถึงกำหนดให้การลด การกระทำความผิดซ้ำเป็นหนึ่งในเป้าหมายในการดำเนินงาน เป็นต้น
แผนที่ 5 คือ การปรับปรุงระบบการสอบสวนให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม
แผนที่ 6 คือ กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนทุกฝ่ายให้ชัดเจน
แผนที่ 7 คือ สร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีอาญา
แผนที่ 8 คือ ปฏิรูประบบนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การทำให้มีกฎหมายบริหารจัดการระบบนิติวิทยาศาสตร์ และการอบรมความสามารถของพนักงานสอบสวน ให้มีความรู้ด้านนี้เบื้องต้น เพื่อการรักษาสถานที่เกิดเหตุ หรือสามารถเก็บหลักฐานได้ทันทีหากมีความจำเป็น
แผนที่ 9 คือ เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ให้มุ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนโดยเร็ว
แผนที่ 10 คือ การพัฒนาศักยภาพของกระบวนการยุติธรรมไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
............................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 180