อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 23 กันยายน 2563

พลังแห่งสื่อโซเชี่ยล มวลชนพลิกสร้างความโปร่งใส

กลายเป็นการขุดเรื่องการทำ “ผักชีโรยหน้า” ของโครงการปลูกป่า ที่จะปลูกทีต้องจ้างเอเจนซี่ทำโครงการ ถางเคลียร์พื้นที่ แล้วเอาคนใหญ่คนโต จ้างคนมีอิทธิพลในสังคมโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค หรือที่เขาเรียกว่า influencer  พฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2563 เวลา 12.00 น.


รู้สึกว่า ในช่วง 1-2 เดือนนี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเยอะมากเหลือเกิน และเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้อง “สังคายนา” เชิงนโยบายกันทั้งสิ้น เพื่อป้องกันการทุจริต การแสวงหาผลประโยชน์ ทำให้เกิดการปฏิรูปจริงๆ ตามที่รัฐบาล คสช.ออกมาพูดปาวๆ ตั้งแต่ปี 57 ว่า “จะต้องเข้ามาปฏิรูป” พร้อมกับเอาเพลงโฆษณาชวนเชื่อ “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” มาเปิดกรอกหูกันจนหลอนไปหมด แต่ผ่านมาจนวันนี้ก็ไม่เห็นจะปฏิรูปอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ฝั่งเชียร์ คสช.เขาก็บอกว่า มีงานที่นับเป็นนโยบายการพัฒนาที่สำคัญนะ อย่างเช่น การรวมศูนย์การคมนาคมระบบรางที่บางซื่อ เปิดรถไฟฟ้าหลายสาย หรือโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นั่นก็ถือเป็นผลงาน ไม่เถียง แต่ในเรื่องที่จุดเทียนเวียนวนกันว่าจะปฏิรูป อย่างเรื่องการเมืองก็ไม่เห็นจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไร ดูเอาแล้วกันเรื่องการแย่งชามข้าวรัฐมนตรีในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แล้วขับทีม 4 กุมารออก

ข่าวคราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางเรื่องมันมาจากจุดเล็กๆ ที่เรียกว่า “เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง” เลยก็ได้ แต่จับลงไปและ “จับถูกจุด” มันกลายเป็นการขยายความที่ทำให้เรามองเห็นปัญหาในบ้านเราที่ควรต้องสะสางได้ทันที เรื่องที่ชัดเจนเรื่องหนึ่งคือกรณีไลฟ์โค้ช “ฌอน บูรณะหิรัญ” ที่ไปโครงการปลูกป่าที่เชียงใหม่ แค่เผลอชม “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ น่ารัก ด้วยเจตนาว่า อย่าตัดสินคนอื่นอย่างที่ปากพูด ก็งานเข้าเลย



กลายเป็นการขุดเรื่องการทำ “ผักชีโรยหน้า” ของโครงการปลูกป่า ที่จะปลูกทีต้องจ้างเอเจนซี่ทำโครงการ ถางเคลียร์พื้นที่ แล้วเอาคนใหญ่คนโต จ้างคนมีอิทธิพลในสังคมโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค หรือที่เขาเรียกว่า influencer มาร่วมงานเพื่อให้โพสต์และมีคนเห็นโครงการ และเผลอๆ พวก influencer ก็จ่ายค่าดันโพสต์ เพื่อให้คนเห็นโครงการและได้ประชาสัมพันธ์ตัวเอง ส่วนไอ้ที่ปลูกไปแล้วก็สะบัดก้นกลับบ้านกันหมด ใครดูแลกล้าไม้ต่อล่ะ ?

แล้วเรื่องของฌอนก็มีการขุดไปถึงการจัดการขอรับบริจาค เพราะก่อนหน้านี้ฌอนเคยขอรับบริจาคผ่านเพจตัวเองเพื่อช่วยเหลือการดับไฟป่าที่เชียงใหม่ พอเกิดเรื่องถูกโจมตีเกี่ยวกับการปลูกป่า ก็ขุดเรื่องการขอรับบริจาคเงินของฌอนขึ้นมา เจ้าตัวต้องออกมาชี้แจงว่ามีรับบริจาคได้ราว 8 แสน แต่ก็ไม่มีใครเชื่อแถมมีกระแสข่าวแฉอีกว่า “ไม่ได้รับบริจาคจากบัญชีเดียว” จนกระทั่งเงินมันก็งอกมาเป็น 1.3 ล้านบาทได้ ฌอนจะเอาไปให้ ผวจ.เชียงใหม่แต่เขาไม่สะดวกเจอ

คือกระแสโซเชี่ยลฯ มันทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงนโยบาย อย่างกรณีฌอน บูรณะหิรัญนี่ ทำให้อธิบดีกรมการปกครองเต้นขึ้นมาพักหนึ่งว่า “อาจต้องมีการทบทวน พ.ร.บ.เรี่ยไร พ.ศ.2487” เพราะอย่างว่าเดี๋ยวนี้รับบริจาคหรือที่เขาเรียกกันแสบๆ คือ “ขอทานออนไลน์” มันเยอะ ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จออกหน้าจอทีวีแป๊บเดียวบางทีก็ได้เงินเป็นแสนเป็นล้านแค่ชั่ววิบตาเดียวเพราะคนไทยขี้สงสาร พอได้เงินเยอะบางคนก็โดนแฉ

ฝ่ายคนบริจาคเองก็ท่องคาถาปลอบใจตัวว่า “ให้ไปแล้วถือว่าทำบุญแล้ว เขาจะเอาไปใช้อะไรก็ช่างเขา” ซึ่งขอไม่สนับสนุนความคิดนี้เพราะพวกคุณกำลังจะสร้าง “มิจฉาชีพออนไลน์” ขึ้นมาเรื่อยๆ จำเป็นจะต้องตรวจสอบ และให้ข้ออนุญาตเรี่ยไรอย่างเป็นทางการ ตั้งเพดานเงินควรใช้ให้เหมาะสม การทำบุญมันต้องถึงครบทั้ง 1.ใจของผู้ให้บริสุทธิ์ 2.สิ่งของที่บริจาคบริสุทธิ์ 3.ผู้รับบริจาคบริสุทธิ์ มันถึงจะเป็นการทำบุญไม่ใช่ส่งเสริมมิจฉาชีพ

แต่ก็น่าเสียดายว่า ทำไมคดีเก่าไม่ทันจบ คดีใหม่มาไวนัก เรื่องฌอนยังไม่ทันเคลียร์ให้เรียบร้อยว่า “ตกลงรับบริจาคกี่บัญชี ได้เงินเท่าไร” ยังไม่มีการพูดถึงความคืบหน้าในการเอาผิดฌอนเรื่องการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ (เขาบริจาคให้ใช้ช่วยไฟป่า ดันเอาไปจ่ายค่าดันโพสต์เพจเฟซบุ๊กตัวเองเพิ่มความดัง) ไปจนถึงยังไม่มีการพูดกันถึงเรื่องการแก้ พ.ร.บ.เรี่ยไร ให้มันครอบคลุมกับเรื่องขอทานออนไลน์ เรื่องใหม่ก็เข้ามา



อยู่ๆ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ก็ขุดข่าว “บอส วรายุทธ อยู่วิทยา” ทายาทธุรกิจที่คุณก็รู้ว่าอะไร ขับรถชนคนตายไปตั้งนานแล้ว และตำรวจไทยเองก็ไม่เห็นจะกระตือรือร้นในการติดตาม ปากว่าไม่นิ่งนอนใจ แต่อ้างโน้นอ้างนี่จะถ่วงคดี..ซีเอ็นเอ็นขุดมาทีหน้าม้านทั้งตำรวจทั้งอัยการ เพราะอยู่ๆ รองอัยการสูงสุดนายเนตร นาคสุข ก็เซ็นถอนข้อหาของนายวรยุทธ และตำรวจก็ถอนหมายจับเฉย ทั้งที่มันมีคดี “ขับรถชนคนตายโดยประมาท” ที่ท่องกันอยู่ว่าไม่หมดอายุความ

ก็เหมือนกรณีฌอน คือกระแสโซเชี่ยลฯ ช่วยกันกดดันอย่างรุนแรงจนกระทั่งอัยการ ตำรวจต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาคดีใหม่ (ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก เหมือนกับหน้าที่ตัวเองถ้าไม่กระทุ้งก็ไม่ทำ แถมพอกระทุ้งไปก็ยังจะตั้งคณะทำงานมาศึกษากันอีก ) แล้วก็ได้ความเห็นกลับมาต่างๆ มากมายเช่น เรื่องความเร็วน่าจะคำนวณผิดพลาด เรื่องสารโคเคนในเลือด ก็เป็นเหตุให้ฟ้องใหม่ได้ ซึ่งไม่รู้ว่าถ้ากระแสสังคมไม่กระทุ้งจะทำกันไหม

แล้วเรื่องความเร็วรถนี่ก็เป็นอะไรที่น่าชวนหัว พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ สบ.4 กลุ่มงานตรวจเคมีฟิสิกส์ พฐ.1 ก็ออกมาเปลี่ยนเรื่องความเร็วรถ จากที่เดิมบอกว่า ให้ 177 กม./ ชม. และต่อมาลดลงเหลือ 79 กม./ ชม. คาดว่ามีความสับสนในการคำนวณข้อมูล และขอกลับลำใหม่เป็น 177 กม./ชม.  คือมันน่าหัวเราะแบบตลกร้ายที่สับสนมานานหลายปี และถ้าสังคมไม่ช่วยกันกระทุ้ง แสดงความไม่เชื่อ ตำรวจจะกลับลำไหม

ส่วนทางอัยการนั้น อดีตอัยการสูงสุดนายคณิต ณ นคร ก็บอกว่า อัยการสูงสุดเคยมีคำสั่งฟ้องไปแล้ว จะให้รองอัยการสูงสุดมากลับคำร้องไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าในชั้นอัยการเขาจะเชคบิลอะไรกันบ้าง แต่เป็นเรื่องที่สังคมอยากรู้เหมือนกันว่า ในกระบวนการยุติธรรมนี่ต้องสอบกันเองแล้วทำอย่างเผยผล โปร่งใสเพื่อจะให้คนไม่มองเป็นพื้นที่ “แดนสนธยา” เหมือนทหารที่มีอะไรทำกันเองเงียบๆ เพราะคดีนี้มันสั่นคลอนความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม

ยังดีที่คดีของ “บอส วรยุทธ” มีการเกาะติดอยู่ตลอดเวลา ณ ขณะนี้ แต่ก็ห่วงๆ ว่าจะเหมือนคดีฌอน บูรณะหิรัญ ที่มีเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมากลบหรือไม่ ซึ่งก็ยังไม่ทันขาดคำ มีเรื่องใหม่ขึ้นมาทันที คือกรณียิงกันตายในบ่อนพระราม 3 ในนั้นมีตำรวจระดับสารวัตรตายด้วย ปรากฏว่า ในรอบแรก พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.บอกว่า “ที่นั่นไม่ใช่บ่อน” แล้วก็ไม่เจอกล้องวงจรปิด จนเขาวงกล้องในรูปถ่ายมาหัวเราะใส่หน้าตำรวจกันใหญ่



คราวนี้ “บิ๊กอู๊ด” ภัคพงศ์ ก็เลยกลับลำยอมรับว่าเป็นบ่อน ประกอบกับ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ขู่เชือด ผบช.น.ถ้าจับคนร้ายไม่ได้ภายใน 3 วัน ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้น อุปกรณ์เล่นการพนันก็พบถูกซ่อนอยู่บ้านแถวนั้นแหละ และก็มี “บอย บ้านครัว”มามอบตัวว่าเป็นคนยิง คือพอสังคมจับตา พอคาดโทษอะไรกันหนักๆ ก็กลายเป็นขยันและหาคนผิดขึ้นมาได้ทันที นี่คือความน่าชวนหัวและอำนาจของกระแสสังคมปัจจุบัน

เราต้องช่วยกันไม่ปล่อยให้คดีไหนหายไปง่ายๆ และสร้างกระแสปฏิรูปการเมืองให้จริงจังด้วยก็ดี.
..............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 172