อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

พลังแห่งอำนาจสร้างสรรค์ จุดแข็งของไทยคืออะไร

เมื่อพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศไทยพึ่งขาการส่งออกและขาการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ แต่ภาวะโควิดทำให้การท่องเที่ยวชะงักงันไปอย่างรุนแรงจนมีการประเมินว่า นักท่องเที่ยวที่เคยเข้าไทยปีละ 40 ล้านคน ปีนี้ยังไม่ถึง 5 ล้านคน พฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2563 เวลา 12.00 น.


ช่วงต่อจากนี้ก็คงเป็นช่วงที่อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรง จากเหตุการณ์ชุมนุมแฟลชม็อบที่เกิดขึ้นแทบจะทั่วประเทศ แทบจะทุกวัน ด้วยข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างใหม่หมด ยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ พร้อมทั้งขอให้ยุติการคุกคามประชาชน และยังมีข้อเสนอที่ “ละเอียดอ่อน” กว่านั้น ซึ่งรัฐบาลเองก็พยายามรอมชอมตั้งรับโดยหาแนวทางพูดคุย ปรองดองในรูปแบบต่างๆ ที่คิดว่าน่าผ่อนปรนสถานการณ์ได้

แต่มันก็ดูแล้วไม่รู้จะออกหัวออกหางยังไง เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีธงของตัวเองว่าต้องการอย่างนั้นๆ รัฐบาลเองก็ยังมีความต้องการรักษาอำนาจต่อไป นึกภาพไปมันก็เหมือน “เดจาวู” คือเห็นภาพย้อนอดีตตอนที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไปหารือกับม็อบเสื้อแดงเป็นวันๆ แล้วสุดท้ายผลมันเป็นยังไงหลายๆ คนก็คงจำเหตุการณ์ปี พ.ศ.2553 ได้อยู่ การที่ม็อบเดือดขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะโทษใคร หลายคนเขาบอกว่า “เห็นความอยุติธรรมในกติกาก็ต้องแก้” หรือแล้วแต่ใครจะมีเหตุผลอื่น



ขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มคนที่ยังขอเป็นพลังเงียบ คือไม่อยากแสดงท่าทีอะไรมากนัก เพราะกลัวการเคลื่อนไหวจะกระทบต่อเศรษฐกิจอีก หลังจากที่น่วมอ่วมอรทัยไปกับโควิดกันแล้ว ถ้าเกิดมีการชุมนุมขึ้นมา กลายเป็นภาพความไม่สงบของประเทศ มันก็ส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซา ซึ่งตอนนี้รัฐบาลเองก็พยายามฟอร์มทีมเศรษฐกิจขึ้นมาอีกทีมเพื่อช่วย ภาคเอกชนเองก็พยายามดิ้นรน มันก็ได้แต่ขอภาวนาให้หาจุดลงตัวได้แบบที่ประเทศชาติไม่เจ็บตัวมากนัก

เมื่อพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศไทยพึ่งขาการส่งออกและขาการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ แต่ภาวะโควิดทำให้การท่องเที่ยวชะงักงันไปอย่างรุนแรงจนมีการประเมินว่า นักท่องเที่ยวที่เคยเข้าไทยปีละ 40 ล้านคน ปีนี้ยังไม่ถึง 5 ล้านคน บางพรรคการเมืองเองก็เริ่มจะมีนโยบายการหาเงินเข้าประเทศโดยกระตุ้นการบริโภค ซึ่งเรื่องหนึ่งที่เริ่มมีการหยิบยกมาพูดถึงคือการใช้ soft power หรือพลังสร้างสรรค์ ที่กล่อมให้คนคล้อยตามได้แบบไม่บังคับยัดเยียด

“พลังสร้างสรรค์” มันเป็นคำที่เหมือนจะเข้าใจง่ายก็ง่าย เข้าใจยากก็ยาก เพราะขอบเขตการตีความมันต่างกันว่า มันคือกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบไหน แต่ที่แน่ๆ คือการกระตุ้นโดยการใช้สื่อ ใช้คนดัง หรือใช้อัตลักษณ์เด่นต่าง ๆ เชิญชวนให้เกิดความนิยมและสร้างการบริโภค ซึ่งบางพรรคการเมืองอย่างพรรคกล้า ของนายกรณ์ จาติกวณิช ก็ชูนโยบายเรื่องการใช้พลังสร้างสรรค์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และนำไปถึงการสร้างความภูมิใจในความเป็นชาติ

คำว่า “soft power” เรามักจะนึกถึงกรณีของเกาหลี ที่มีการใช้หนัง ซีรีส์ บอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ป หรืออุตสาหกรรมบันเทิงในการกระตุ้นให้เกิดความนิยมในระดับนานาชาติ เกาหลีเป็นประเทศที่เรียกว่า ทรัพยากรหรืออะไร ๆ ค่อนข้างด้อยเสียด้วยซ้ำ เพราะประวัติศาสตร์คือเดี๋ยวโดนญี่ปุ่นยึดบ้าง เดี๋ยวทำสงครามเกาหลีเหนือ-ใต้ กันบ้าง ทรัพยากรธรรมชาติอะไรก็ไม่ได้ว่าจะดีมาก แต่ขณะนี้อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีอยู่ในระดับสากลได้อย่างภาคภูมิใจ



มันเป็นเพราะการสนับสนุนของรัฐบาลอย่างมีทิศทางและเป็นรูปธรรม ไม่ปิดกั้นหรือกำหนดความสร้างสรรค์ในเนื้อหาของผู้ผลิต ไม่เชย ผลิตงานคุณภาพที่ทั่วโลกยอมรับอย่างงานภาพยนตร์ที่ไปถึงระดับเรื่อง “Parasite...ชนชั้นปรสิต” คว้าออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องแรกของโลกที่เป็นหนังเอเชียได้ อีกทั้งรณรงค์ให้ความสำคัญกับเรื่องลิขสิทธิ์ และรู้จักดัดแปลง พลิกแพลงภูมิปัญญา เอาประวัติศาสตร์มาตีความใหม่ให้ขายได้หลายแบบ

เหลียวกลับมามองพลังสร้างสรรค์ของไทย จริง ๆ แล้วประเทศไทยเองก็มีจุดแข็ง เพียงแต่เราต้องไม่โลกสวยที่จะท่องแต่เรื่อง “เมืองไทยมีศิลปวัฒนธรรมที่งดงาม เป็นเมืองพุทธ มีธรรมชาติที่สวยงาม ฯลฯ” เราควรทำอะไรที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น นักท่องเที่ยวทุกระดับสัมผัสได้ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการเม็ดเงินจากกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง (elite) เอาความเป็น “ไทย ๆ” ที่เป็นตัวเราเองหรือเรานิยมนั่นแหละมาขับเน้น ขยายสร้างมูลค่า

ถ้าเช่นนั้นพลังสร้างสรรค์ของไทยคืออะไร อันดับแรก ถ้าพูดถึงเรื่องของหนัง ละคร หลายคนอาจเบ้ปากใส่หนังละครไทยที่เนื้อหามันยังวนเวียนอยู่ในอ่าง แต่จริง ๆ แล้วจุดแข็งสำคัญคือเรื่องการสร้าง “ซีรีส์วาย” ซึ่งพอเห็นว่าเป็นซีรีส์ที่มี “พระเอกนายเอก” คือชายทั้งคู่ ก็ต้องอธิบายกันว่า ซีรีส์วายนั้นไม่ใช่เกย์ ตามความหมายของวายคือ pansexual คือรักเพราะเป็นคน ๆ นี้ไม่ได้รักเพราะเป็นเพศไหน ซึ่งซีรีส์วายในเมืองไทยดัง ๆ หลายเรื่อง และไลน์ทีวีจะสร้างอีกเป็นสิบเรื่อง

ในช่วงโควิด เราจะเห็นว่า เป็นช่วงที่มีคนบริโภคสื่อเยอะเพราะไปไหนไม่ได้ กลายเป็นว่า ซีรีส์ที่ดังเป็นที่พูดถึงมากคือเรื่อง “เพราะเราคู่กัน”(คั่นกู) จนสร้าง “คู่จิ้น” ที่ดังไปถึงต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ก็มีซีรีส์ “โซตัส พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง” ที่ทำกระแสดังมาก และมีแพลตฟอร์มที่คนจีนดูได้ กลายเป็นแม่ยกชาวจีนติดคู่จิ้นกันใหญ่ เดิมซีรีส์วายจำกัดอยู่เฉพาะบางสื่อ แต่ตอนนี้ตลาดเริ่มเปิดกว้างขนาดช่องสามก็เตรียมสร้างเรื่อง “คุณหมีปาฏิหาริย์”

ฐานแฟนคลับจำนวนมาก แม้ประเทศยังไม่เปิดมันทำให้สามารถส่งออกขายสินค้าที่ระลึกได้ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเป็นมิตรกับกลุ่มหลากหลายทางเพศ และต่อไปจะดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาเที่ยวได้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากเพราะมักจะไม่มีภาระครอบครัว แต่ที่สำคัญคือ “ความจริงใจ” ที่เราต้องมีกฎหมายมารับรองสิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศเพื่อให้เห็นว่า “เราไม่ได้มองเขาแค่กลุ่มผู้บริโภค”



เรื่องต่อมาที่น่าจะหยิบยกมาเป็นพลังสร้างสรรค์ คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ ๆ เขาเรียกว่า “สายมูเตลู” คือพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์อภินิหารอะไรต่าง ๆ ของไทย ก่อนปิดประเทศเราก็เห็นแล้วว่า พระพรหมตรงสี่แยกราชประสงค์เป็นที่เคารพสักการะของชาวต่างชาติเพียงใด คนจีนมาไหว้กันเต็ม เราก็ส่งเสริมเรื่องนี้ในมุมบวก คือการสร้างสตอรี่เรื่องความเป็นสิริมงคลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไทย อย่างเช่นตอนนี้ “ไอ้ไข่” ก็กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง ทำสตอรี่มาขายได้

มันเป็นกุศโลบายอันหนึ่งด้วยซ้ำ ที่อาจสอดแทรกความคิดเรื่องสอนการทำดี รักษาศีล ไปจนถึงสร้างความเข้าใจที่ดีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในด้านพราหมณ์-พุทธ ไม่ให้เศียรพระพุทธรูปหรือรูปเคารพถูกนำไปใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม สอนให้การซื้อขายศิลปะเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาต้องให้ความเคารพ และมีสตอรี่ด้านมงคลให้ชาวต่างชาติเช่าหรือซื้อ ในวงการพระเครื่องราคาการขายอยู่ที่สตอรี่ที่จะปั่นราคาได้

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคืออีสปอร์ต การสร้างเกม การแคสเกมอะไรพวกนี้ทำรายได้ให้คนรุ่นใหม่ได้มาก บางคนหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำจากการแคสเกม การซื้อขายของในเกม และในระดับนานาชาติยอมรับ แต่เราต้องเปิดใจกว้างไม่ใช่ตีกรอบอยู่แค่คำว่า “ต้องระวังเด็กติดเกม” หรือตีกรอบให้เล่นวันละไม่เกินสองชั่วโมง สำคัญคือเรื่องการใช้สื่อบันเทิงนี่อย่ามองว่ามันเป็นความไร้สาระหรือฉาบฉวยหรือมองลบเกินไป แต่ต้องพลิกเป็นกลยุทธ์หารายได้เข้าประเทศให้ได้

น่ารอดูทีมเศรษฐกิจที่นายกฯ จะตั้งว่ามีวิสัยทัศน์และใจกว้างพอที่จะเอา soft power มาใช้หาเงินให้ประเทศได้แค่ไหน เพราะมันเป็นราคาที่ผู้ซื้อจ่ายตามความพอใจ ซึ่งบางทีก็แพงมากเสียด้วย.  
..............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 254