อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563

รู้-มีจิตสำนึกประวัติศาสตร์ ชาติพ้นภัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ความว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 น.


การไม่รู้ความเป็นมาของชาติบ้านเมืองซึ่งเป็นรากเหง้าทางประวัติศาสตร์จะมีผลกระทบต่อการดำรงคงอยู่ของประเทศชาติ เพราะหากคนในชาติขาดความรู้และขาดความเข้าใจในความเป็นมาของชาติตนเองแล้วก็ย่อมมีความผูกพันกับความเป็นชาติน้อยลง เป็นเหตุนำไปสู่ความไม่เข้าใจกันและอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน ความแตกแยกและการขาดความสามัคคีของคนในชาติเป็นภัยอันใหญ่หลวงต่อชาติบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย เหตุการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายในชาติบ้านเมืองดังที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้คงจะสะท้อนภาพให้เห็นอย่างเด่นชัด ทั้งๆที่ชาติบ้านเมืองกำลังประสบกับปัญหาจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในทั่วโลกและทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในรอบ 100 ปี ชาติบ้านเมืองจึงได้รับผลกระทบที่รุนแรงและหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความสามัคคีและการเห็นแก่บ้านเมืองของคนในชาติจะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นโครงสร้างสำคัญของชาติบ้านเมือง ชาติหมายถึงบูรณภาพแห่งดินแดนที่มีคนไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ศาสนาหมายถึงพระพุทธศาสนาที่คนไทยนับถือมาเป็นเวลายาวนานกว่า 700 ปี รวมถึงศาสนาอื่นที่มีคนไทยนับถือ พระมหากษัตริย์หมายถึงผู้ทรงสร้างบ้านแปงเมืองมาตั้งแต่ครั้งที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี และเป็นผู้ทรงครองแผ่นดินรักษาชาติบ้านเมืองมาตราบเท่าทุกวันนี้

หากคนในชาติไม่มีความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นมาของชาติบ้านเมืองจะมีจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ได้อย่างไร จะมีความรักชาติและมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติได้อย่างไร ความคิดที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์และตอบแทนคุณของแผ่นดินจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ปัจจุบันบ้านเมืองกำลังตกอยู่ในสภาพการณ์อันเลวร้ายที่เด็กและเยาวชนถูกยุยงและชักใยให้ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองซึ่งมีขบวนการไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมืองคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จึงขอนำประวัติศาสตร์ชาติไทยโดยย่อมานำเสนอในบทความนี้เพื่อจะได้ปลุกจิตสำนึกของคนในชาติทุกคน



ประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พ.ศ. 1780-1981(ต่อมาถูกผนวกรวมขึ้นกับอาณาจักรอยุธยา) กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. 1893 – 2310 กรุงธนบุรีเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. 2310 -2325 และกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. 2325 -ปัจจุบัน

ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy ) มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย (Constitutional Monarchy ) หรือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งก่อการโดยคณะราษฎรประกอบด้วยพลเรือน ทหาร ตำรวจ โดยมีนายปรีดี พนมยงค์(หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือน พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าฝ่ายทหาร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ต่อมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2478 เนื่องจากพระองค์ทรงมิได้สมมุติเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นรัชทายาท คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นทรงราชย์ สืบพระราชสันตติวงศ์ต่อไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2478 และได้รับการเฉลิมพระนามใหม่เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2478 ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล



หลังสิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์อัญเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระอนุชา ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 และได้รับการเฉลิมพระนามใหม่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ความว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

หลังสิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงมติกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 และโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

พระบาทสมเด็จพระมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ความว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”



สีแดงหมายถึงชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์ แถบสีสามสีบนธงไตรรงค์ซึ่งเป็นธงชาติไทยที่โบกสะบัดบนยอดเสาธงทุกหนทุกแห่ง​จะยังคงโบกสะบัดพัดพลิ้วอยู่ในจิตใจของคนไทยที่มีจิตสำนึกประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความรักชาติ รักแผ่นดิน มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และพร้อมที่จะรักษาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยเพื่อลูกหลานไทยในอนาคต

สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมมีการเปลี่ยนแปลง​เป็นธรรมดา การเปลี่ยนแปลงของชาติบ้านเมืองในทางสร้างสรรค์ย่อมเป็นสิ่งที่คนในชาติล้วนมุ่งมาดปรารถนา ใครคิดจะทำการสิ่งใดต้องคำนึงถึงความเป็นชาติที่มีคนหมู่มากเป็นเจ้าของ ไม่อาจกระทำอันใดตามอำเภอใจด้วยจุดประสงค์เฉพาะตนและพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงคนหมู่มากทั้งประเทศ บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การสร้างสถานการณ์ให้สังคมประชาธิปไตยกลายเป็นสังคมอนาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการครอบงำความคิดทางการเมืองแก่เด็กและเยาวชนอย่างไม่ถูกต้อง การชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน การสมคบคิดกับต่างชาติโดยใช้วิธีการ “โลกล้อมประเทศ” จะเป็นเหตุสร้างความหายนะแก่บ้านเมือง

จึงขอนำบทเพลง บ้านเกิดเมืองนอน” ซึ่งประพันธ์เนื้อร้องโดยแก้ว อัจฉริยะ​กุล​ ประพันธ์​ทำนองโดยเอื้อ สุนทร​สนาน​ บรรเลงและขับร้องโดยวงดนตรีกรมโฆษณา​การ(กรมประชาสัมพันธ์) ​ซึ่งเป็นบทเพลงที่คนไทยรู้จักกันดีมานานเกินกึ่งศตวรรษ​มาให้ได้พิจารณา​เป็นอนุสติ​เตือนใจแก่คนไทยให้รู้จักคิดถึงชาติ​บ้านเมืองมากๆไว้ โรงเรียนต่างๆควรจะนำบทเพลงนี้เปิดให้นักเรียนฟังกันทุกเช้า

 
                                                เพลงบ้านเกิดเมืองนอน
 
        บ้านเมืองเรารุ่งเรืองเพราะอยู่หมู่เหล่า          พวกเราล้วนพงศ์เผ่าศิวิไลซ์
เพราะฉะนั้นชวนกันยินดี เปรมปรีย์ดีใจ                 เรียกตนว่าไทยแดนดินผืนใหญ่มิใช่ทาสเขา
ก่อนนี้มีเขตแดนนับว่ากว้างใหญ่                         ได้ไว้พลีเลือดเนื้อแลกเอา
รบๆๆไม่หวั่นใครมอบความเป็นไทยให้พวกเรา      แต่ครั้งนานกาลเก่าชาติเราเขาเรียกชาติไทย

        บ้านเมืองควรประเทืองไว้ดั่งแต่ก่อน            แน่นอนเนื้อและเลือดพลีไป
เพราะฉะนั้นเราควรยินดีมีความภูมิใจ                   แดนดินถิ่นไทยรวบรวมไว้ได้แสนจะยากเข็ญ
ยากแค้นเคยกู้แดนไว้อย่างบากบั่น                      ก่อนนั้นเคยแตกสานซ่านเซ็น
แม้กระนั้นยังร่วมใจ ช่วยกันรวมไทยให้ร่มเย็น       บัดนี้ไทยดีเด่น ร่มเย็นสมสุขเรื่อยมา

        อยู่กินบนแผ่นดินท้องถิ่นกว้างใหญ่             ชาติไทยนั้นเคยใหญ่ในบูรพา
ทุกๆเช้าเราดูธงไทยใจจงปรีดา                           ว่าไทยอยู่มาด้วยความผาสุกถาวรสดใส
บัดนี้ไทยเจริญวิสุทธ์ผุดผ่อง                               พี่น้องจงแซ่ซ้องชาติไทย
รักๆไว้ให้มั่นคงเชิดธงไตรรงค์ให้เด่นไกล              ชาติเชื้อเรายิ่งใหญ่ ชาติไทยบ้านเกิดเมืองนอน

............................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 161