อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563

ปัญหารัฐธรรมนูญไทย เดี๋ยวๆ ก็ฉีกร่างใหม่ กับงบที่ใช้มหาศาล

ร่างของนายพีรพันธุ์ จะถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 10 กันยายนนี้ โดยใช้เวลาตั้งแต่ 09.00 - 19.00 น. ซึ่งแค่บอกว่า “ไม่มีผลผูกพัน” ก็ไม่ค่อยจะน่าสนใจเท่าไรแล้ว พฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น.


ในสังคมทุกวันนี้ มีวาระความขัดแย้งทางการเมืองอะไรมากมาย ซึ่งก็คงเห็นข่าวความวุ่นวายของความแตกแยกทางความคิดเป็นสองกลุ่ม นี่ล่าสุดก็เห็นจะวุ่นวายแบนสินค้าที่สนับสนุน “สลิ่ม” (อันนี้เอาจริงแล้วน่าจะแปลว่าพวกหัวอนุรักษนิยม จะฟังแล้วรื่นหูสุด) กันขึ้นมาอีก ฝั่ง “สลิ่ม” ก็ตอบโต้ว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ หาเงินเองได้หรือยัง? คนที่มีกำลังซื้อคือคนวัยทำงานหรือ “สลิ่ม” กันทั้งนั้น เล่นเอาธุรกิจบางเจ้าปรับตัวกันไม่ค่อยจะถูก

ก็อย่าให้ความขัดแย้งมันบานปลายขนาดว่าแยกแผ่นดินกันอยู่เลยแล้วกัน ซึ่งทางแก้ไขปัญหาทางหนึ่งที่เห็นกันว่าน่าจะประนีประนอมรอมชอมที่สุด คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนแล้วถึงจัดเลือกตั้งใหม่ เพื่อหวังให้มีผลต่อการเปลี่ยนขั้วอำนาจ และหลายๆ คนก็หมั่นไส้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เต็มทนเพราะคนบางคนในพรรครัฐบาลดันไปพูดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างมาเพื่อพวกเรา” พูดกันถึงขั้นนี้จะให้เข้าใจว่าอย่างไร

ประเทศนี้วนๆ เวียนๆ อยู่กับการสร้างความปรองดอง การรับฟังความเห็น การทำรายงานปฏิรูป การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบเอาแค่ทำปรองดองตั้งแต่ปี 52-53 ที่มีม็อบเสื้อแดง จนถึงวันนี้ ค่าใช้จ่ายในด้านนี้คงเยอะแบบขนหัวลุกประเภทว่าเอาไปทำอะไรได้ตั้งเยอะ แต่มาติดหล่มอยู่ที่ว่า พอศึกษามาแล้วก็ไม่ค่อยจะเห็นว่าอะไรทำจริง...อาจมีทำบ้างก็ได้แต่นี่นับจากผลที่เห็นว่า ไม่เห็นบ้านเมืองจะสงบขึ้นเท่าไร ยิ่งมาปีนี้ยิ่งตีกันหนัก

ยังไงมันก็คงเป็นทางออกของความขัดแย้งที่ง่ายที่สุดแล้วเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลเอง แม้จะร่างรัฐธรรมนูญมาเอง (ก็ร่างสมัย คสช. สองครั้ง ครั้งแรกที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยกร่างแล้วเกิดไม่ถูกใจใครเข้าเลยถูกคว่ำไปใช้กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ แทน) พอเห็นกระแสยังต้องยกเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐ และพรรคร่วมรัฐบาลเองช่วงหาเสียงก็ไปทำสัตยาบรรณอะไรกันไว้แล้วว่าต้องแก้

ซึ่งจากการประมวลภาพล่าสุดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เริ่มจากการตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์และแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ เป็นประธาน ซึ่งข้อสรุปผลการศึกษาของ กมธ.ชุดนี้ไม่ถือเป็นการผูกพันญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองอื่นที่จะยื่นร่างเข้าไป ง่ายๆ ก็แค่รายงานฉบับหนึ่ง ถ้าพรรคไหนมีธงอยู่แล้วว่าจะแก้จะร่างยังไงก็ไม่ต้องสนใจ



ตัวนายพีระพันธุ์เองก็บอกว่า “ไม่มีผลผูกพัน” แต่ไม่ใช่การศึกษาเพื่อดูรัฐธรรมนูญในแง่มุมการเมืองเท่านั้น เป็นการดูเรื่องสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเป็นสำคัญ นัยว่า ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองมากเกินไปทำให้ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมเท่าไร ก็ต้องเพิ่มตรงนี้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เช่น การประกันที่ทำกิน การประกันความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม

ร่างของนายพีรพันธุ์ จะถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 10 กันยายนนี้ โดยใช้เวลาตั้งแต่ 09.00 - 19.00 น. ซึ่งแค่บอกว่า “ไม่มีผลผูกพัน” ก็ไม่ค่อยจะน่าสนใจเท่าไรแล้ว เพราะอย่างว่า ทั้งวิปฝ่ายค้านทั้งวิปรัฐบาลก็เตรียมเสนอร่างของตัวเอง แล้วก็ให้เข้าชื่อ ส.ส. 1 ใน 5 ของ ส.ส.ของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเพื่อเสนอวาระเข้าสู่ที่ประชุมสภา โดยร่างของวิปรัฐบาลนั้นคนครบ ของฝ่ายค้านก็ครบ

สิ่งที่เหมือนกันคือการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายเข้า ซึ่งก็ไม่แน่ว่า การแก้ไขมาตรา 256 นี้ที่สุดแล้วจะต้องเข้าสู่กระบวนการทำประชาพิจารณ์อีกหรือไม่ ถ้าต้องทำก็เตรียมงบให้ กกต.ไว้ได้เลย 3,000 ล้านบาท เงินพอหรือเปล่าไม่รู้ก็กู้เอา กู้กันจะชนเพดานหนี้สาธารณะอยู่แล้ว หรือไม่ก็ให้ชะลอการซื้ออาวุธออกไปก่อนถ้าเจรจากับประเทศคู่ค้าได้ เราก็ซื้อทั้งของจีน ทั้งของสหรัฐ หรือยูเครน

ในร่างของฝ่ายรัฐบาล การแก้ไขมาตรา 256 ก็เพื่อให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยผ่านการเลือกตั้ง 150 คน คราวนี้ก็เลือกตั้งระดับจังหวัดอีก ซึ่งถ้าจะให้ประหยัดงบก็ไปจัดวันเดียวกับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ไปเลยก็ได้ เพราะยังไง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็ตั้งใจแล้วว่าในปีนี้จะต้องมีการเลือกตั้งท้องถิ่นให้ได้สักอย่าง กกต.ก็ว่าเขาพร้อม มหาดไทยก็ว่าเขาพร้อม



องค์ประกอบของ ส.ส.ร.3 นั้น นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รองประธานวิปรัฐบาลก็ระบุว่า  มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 150 คน และมาจากการเลือกของ ส.ส.10 คน มาจากการเลือกของ ส.ว.10 คน  มาจากการเลือกของที่ประชุมอธิการบดี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนรัฐศาสตร์ และประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน 20 คน รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษามีส่วนร่วมจำนวน 10 คน  ให้เลือกกันเองโดย กกต.เป็นผู้ดำเนินการ

ซึ่งในชั้นการแก้ไขมาตรา 256 ก็ต้องระบุให้ชัดอีกล่ะตั้งแต่เรื่ององค์ประกอบของ ส.ส.ร. เวลาเลือก ส.ส.ร.ใช้เวลาเท่าไร เพราะถ้าเลือกตั้งก็ต้องมีการสมัครและการแสดงวิสัยทัศน์ หาเสียง ย้อนกลับไปข้างต้นคือถ้าให้ใช้เงินน้อยลงหน่อยก็จัดเลือกไปพร้อมกับ อบจ.แต่เช่นนั้นแล้วก็ต้องจัดพร้อมกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เลย ซึ่งเป็นสนามที่พรรคการเมืองแข่งขันกันดุเดือดที่สุด และกำหนดว่า ส.ส.ร.จะใช้เวลาร่างเท่าไร เบื้องต้นข่าวว่าวิปรัฐบาลให้ 240 วัน

ทีนี้ในการแก้ไข ม.256 ก็ต้องทำประชาพิจารณ์ให้ชัดว่า องค์กรไหนจะเป็นผู้รับรองรัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่ออกมาแล้ว ถ้าใช้เสียงสองสภา ก็เกิดความผวากันอีกว่าเสียง ส.ว.หรือเสียงพรรคการเมืองบางพรรค (ที่ดูแล้วตัวเองน่าจะเสียผลประโยชน์) ก็อาจไม่โหวตให้ผ่าน ดังนั้นก็อาจต้องไปทำประชาพิจารณ์ ก็เตรียมงบไว้อีกเกิน 3,000 ล้าน เพราะต้องมีค่าจัดพิมพ์รัฐธรรมนูญแจก ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะเข้าสภา วันที่ 23-24 ก.ย.นี้

ขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลว่า ถ้าเสถียรภาพรัฐบาลง่อนแง่นชิงยุบสภาก่อน ก็ต้องเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญเก่า ดังนั้น จึงควรมีการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 272 ให้อำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ ด้วย เพื่อที่ว่าจะเป็นการตัด “เสียงที่ไม่ได้มาจากประชาชน” ออกไป 250 เสียงในการโหวตเลือกนายกฯ และมีโอกาสปิดทางพรรคพลังประชารัฐได้ เรื่องนี้ก็เห็นมีนายเทพไท เสนพงศ์ จากค่ายประชาธิปัตย์เสนอ แต่ทางวิปรัฐบาลขอให้เป็นความเห็น ส.ส.ร.

ขณะที่ร่างของฝ่ายค้าน ก็คล้ายๆ กันคือให้ตั้ง ส.ส.ร. แต่นาทีสุดท้ายพรรคก้าวไกลถอนการเข้าชื่อ ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะเสียงฝ่ายค้านพออยู่ที่ 153 เสียงในการเสนอร่าง พรรคก้าวไกลเขาต้องการแก้ไข ม.272 ด้วย ก็หยั่งเชิงกันว่า ถ้าประชาธิปัตย์จะเอาด้วยก็รวมเสียงสองพรรคได้ถึง 100 เสียง แต่จะทำให้เกิดความร้าวฉานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอีก และก้าวไกลดูเหมือนจะ “ไม่ค่อยได้ใจ” ม็อบเท่าไร ที่ไม่ยอมแตะหมวด 1 หมวด 2

นี่เพิ่งก้าวแรกก็ยังวุ่นวาย แต่ขอให้ในปีนี้เลือก ส.ส.ร.ได้แล้วกัน ยังต้องตามอีกเยอะ และใช้เงินอีกเยอะด้วย.
..............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 126