อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563

ทุกข์คนกรุง กับสองตัวเลือกในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.

นี่คือสิ่งสำคัญที่คนกรุงเทพฯ เองก็ต้องรักษาวินัย (เรื่องการทิ้งขยะ) ไม่เห็นแก่ตัว (เรื่องการสูบน้ำบาดาลมาใช้) และเจ้าพนักงาน กทม.เองก็ต้องเลือกช่วงที่ก่อนฝนมาทำความสะอาดขุดลอกคูคลองขจัดตัวขวางทางระบายน้ำออก พฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น.


พอเข้าช่วงหน้าฝน คนกรุงเทพฯ ก็เจอเรื่องปัญหาเดิมๆ คือ “น้ำรอระบาย” (ตามที่อดีตผู้ว่าฯ กทม.ท่านหนึ่งเรียก แบบว่าอย่าให้เรียกว่าน้ำท่วม) มันเกิดซ้ำเกิดซากจนบางคนชักจะสงสัยมาถามว่า “ตกลงไอ้อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำมันมีจริงหรือเปล่า” เพราะพระพิรุณช่วงนี้ก็ยังกะไม่รู้โกรธใครมา ชอบตกช่วงเย็นๆ หัวค่ำๆ ที่คนกำลังทยอยเดินทางกลับบ้านหลังเลิกงาน น้ำก็ท่วมขัง ขนส่งสาธารณะก็ไม่ค่อยจะพอ เราเห็นภาพคนรอรถตู้ยาวเหยียดบ่อยๆ

เรื่องน้ำท่วมขังนี่ความจริงแล้ว มันก็ต้องช่วย ๆ กันในระดับหนึ่งด้วยคือการทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง เพราะเวลาลอกท่อทีสาเหตุที่ทำให้น้ำท่วมขังก็ไม่พ้นขยะพลาสติก และขยะที่ชักจะเจอมากเข้าจนจะกลายเป็นตัวร้ายตัวสำคัญที่น้ำท่วมขังแล้วคือก้นกรองบุหรี่ น้ำมันก็ระบายยากถ้าเราไม่ทิ้งขยะกันให้เป็นที่เป็นทาง และเห็นเดี๋ยวนี้หลายที่มีการแยกขยะรีไซเคิล ขยะสด แต่ไม่รู้ว่า พอเอาเข้าจริงเวลาเทศกิจมาเก็บก็รวมๆ กันไปหรือเปล่า

สิ่งหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมขังก็คือแผ่นดินกรุงเทพฯมันทรุดลง จากการแอบดูดน้ำบาดาลมาใช้ นึกถึงเมื่อไม่นานมานี้ ที่เขาว่าเวลาน้ำท่วมขัง มันขังย่านรัชดาไวมาก แล้วนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เสี่ยอ่างคนดังก็ออกมาแฉว่า อาบอบนวดแถวนั้นแหละ (ซึ่งไม่รู้มีกี่แห่ง) ที่แอบดูดน้ำบาดาลมาใช้ ทั้งที่มีการเตือนตลอดว่ากรุงเทพฯ แผ่นดินจะทรุดลงทุกปี เมื่อก่อนเขาเตือนกันว่าย่านรามคำแหง แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้เปลี่ยนย้ายไปหรือยังที่ทรุดเร็วที่สุด



นี่คือสิ่งสำคัญที่คนกรุงเทพฯ เองก็ต้องรักษาวินัย (เรื่องการทิ้งขยะ) ไม่เห็นแก่ตัว (เรื่องการสูบน้ำบาดาลมาใช้) และเจ้าพนักงาน กทม.เองก็ต้องเลือกช่วงที่ก่อนฝนมาทำความสะอาดขุดลอกคูคลองขจัดตัวขวางทางระบายน้ำออก อย่างน้อยเรื่องน้ำไม่ขังเรื่องหนึ่งก็พัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุงได้ในระดับหนึ่ง และยังมีเรื่องสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ต้องจัดการ เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว เราเห็นข่าวแต่ละทีตัดแต่งต้นไม้ข้างทางตัดซะโกร๋น แล้วพื้นที่สีเขียวจะเพิ่มได้อย่างไร

รวมทั้งการพัฒนาภูมิทัศน์ของกรุงเทพฯ ไอ้พวกสายไฟอะไรที่ห้อยๆ เต็มเมืองก็ต้องเก็บให้หมดๆ อย่าให้มันรุงรังอยู่แถวๆ สะพานลอยหรือห้อยมาจะโดนหัวคนอยู่แล้ว เพิ่มพื้นที่สันทนาการให้คนกรุงเป็นพื้นที่สีเขียว แล้วที่สำคัญคือไอ้เรื่องการใช้อิฐตัวหนอนในการปูพื้นทางเท้า คือมันเป็นเรื่องที่แย่จริงๆ อย่างที่มีนักเขียนชื่อดังออกมาบอกว่า ขนาดในย่านชุมชนเมืองอย่างถนนวิทยุ ยังเห็นความทุเรศของทางเท้า แล้วนี่เรียกว่า “ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว” ได้หรือ

เรื่องการปูอิฐตัวหนอนนี่ คนกรุงเทพฯ เขามองเป็นตลกร้ายกันไปหมดแล้วคือเวลาฝนตกทียังกะเล่นเกมเหยียบกับระเบิด ว่าเหยียบไปบนอิฐตัวไหนแล้วนำครำดำๆ จะพุ่งขึ้นมาให้เลอะขาบ้าง บางพื้นที่เอกชนเขาจะช่วยก็ว่า “ไม่ใช่มาตรฐาน กทม.” แล้วก็ไปรื้อของเขาซะอย่างนั้น คงจำกันได้กรณีห้างเซ็นทรัลสาขาหนึ่งบนถนนสุขุมวิท ที่เขาอุตส่าห์ปูทางเท้าให้เสียสวย แต่ไม่รู้ไม่ถูกใจใครเข้าก็เลยสั่งรื้อแล้วทำใหม่ให้ได้แบบไม่รู้เรียกว่ามาตรฐานดีหรือเปล่า



มีเรื่องให้บ่นไม่หยุดหรอกสำหรับกรุงเทพฯ ที่สำคัญคือ “เราจะต้องเลือกตัวแทนมาบริหาร ตัวแทนก็ต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เราสิ” ดังนั้นไม่บ่นก็ไม่ได้ เพราะเมื่อเป็นระบบเลือกตั้งคุณก็ต้องมีการ “ขายฝัน” ให้คนกรุงคิดว่าชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไรบ้าง และก็ต้องทำให้ได้ ซึ่งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นั้น มีข่าวว่า คงไม่ได้เลือกในปีนี้เหมือนองค์กรบริหารส่วนจังหวัด ( อบจ.) แต่ปฏิทินน่าจะเลือกสักประมาณเดือน เม.ย. 64

ปรากฏชื่อที่ออกมาแต่หัววันแล้วคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเป็นอดีต รมว.คลังและอดีตแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย รายนี้เป็นขวัญใจชาวเน็ตกับภาพนุ่งขาสั้นเดินถือถุงไปใส่บาตรจนได้ฉายาว่า “รัฐมนตรีที่แกร่งที่สุดในปฐพี” แล้วแกก็สนุกสนานกับมีมนั้นไปด้วยพอที่จะรับมุก ยิ่งสร้างกระแสนิยมให้คนกรุงเทพฯ มากขึ้นเป็นกอง ซึ่งนายชัชชาติต้องการจะลงในนามอิสระ น่าจะเพื่อหาทีมงานได้โดยปลอดจากการกดดันของพรรค

แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยดูไม่น่าจะปล่อยอดีตรัฐมนตรีคนนี้ไปง่ายๆ เพราะเห็นข่าวมีการเจรจาต้าอวยกันว่า “อยากให้นายชัชชาติลงในนามพรรคดีกว่า” เพื่อที่ว่าจะได้สร้างผลงานให้พรรคและมีผลต่อการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.), สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ไปจนถึงการเลือกตั้ง ส.ส.กทม.ด้วยที่พรรคเพื่อไทยยังพึ่งบารมีของ “หญิงหน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคอยู่ ถึงขนาดอยากให้หญิงหน่อยลงผู้ว่าฯ กทม.เอง

แต่ภาพของนายชัชชาติ ก็แปะหัวเพื่อไทยหราอยู่อย่างที่ลบออกค่อนข้างยาก เพียงแต่การเปิดตัวก่อน ทำพื้นที่ก่อน ทำให้นายชัชชาติค่อนข้าง “ภาษีดี” กว่าคนอื่นที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง และเผลอๆ ได้ใจคนรุ่นใหม่ที่เขาแสดงท่าทีว่า “อยู่คนละขั้วกับรัฐบาล” ต้องการเอาคนรุ่นใหม่มาบริหารงาน กทม.บ้าง มีแนวโน้มเป็นไปได้ว่า ฐานเสียงของนายชัชชาติน่าจะมาจากคนรุ่นใหม่ที่ประท้วงไล่รัฐบาลอยู่ตอนนี้กับฐานเสียงพรรคเพื่อไทยที่เทให้ (ถ้าพรรคไม่ส่งใครลง)



ล่าสุด ท่าจะมี “คู่แข่ง” โผล่ขึ้นมาแล้วคือ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. คนที่ได้ชื่อว่า “พิทักษ์หนึ่งกึ่งทศวรรษ” คือเป็น ผบ.ตร.มาร่วม 5 ปี ข่าวว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ไปคุยกับพิธีกรในงานมุทิตาจิตงานหนึ่งว่า จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.หลังเกษียณ ซึ่งเอาจริงชื่อของ “บิ๊กแป๊ะ” ก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรนัก เพราะเป็น ผบ.ตร.ที่มีภาพการทำงานติดตาคนทั้งกรณีไปช่วยเด็กหมูป่าติดถ้ำ หรือปฏิบัติการจับตายกราดยิงที่เทอร์มินอล21 โคราช เอง

ในส่วนของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ นั้น ว่ากันว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกัพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบันที่มาจากสายพรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.อ.อัศวิน น่าจะช่วยเรื่องคะแนนเสียงระดับหนึ่ง และขณะเดียวกัน พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เองก็จีบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ลงในนามพรรคเช่นกัน โดยจากการสำรวจโพลลับของพรรคพบว่า ชื่อที่เตรียมไว้คือ นางทยา ทีปสุวรรณ ภริยานายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ “ยังไม่ค่อยเวิร์ก”



ซึ่งพรรคก็ให้ทางเลือก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ว่า จะมีการทำสำรวจคะแนนเสียง ถ้าดีก็ส่งลงในนามพรรคได้หรือถ้าจะลงอิสระ ก็จะให้ทีม ส.ก., ส.ข.ของพรรคช่วยในเรื่องการหาคะแนนเสียง เพราะเที่ยวนี้ พปชร.ก็กวาด ส.ก., ส.ข.จากพรรคการเมืองเดิมมาได้เยอะ และได้เก้าอี้ ส.ส.กทม.ไปหลายเก้าอี้ แถมรุกทำคะแนนเสียงใน กทม.ด้วยกลุ่ม “ดาวฤกษ์” ที่นำโดยนางวทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ลงพื้นที่ทำงานบ่อยๆ

ถ้าพรรค พปชร.คาดการณ์ว่าจะทำโพลสำรวจคะแนน พล.ต.อ.จักรทิพย์ จนถึงเดือน เม.ย.ตามข่าว ก็เป็นไปได้ว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เร็วที่สุดคือ เม.ย.ช้าที่สุดไม่น่าจะเกินสามเดือนหลังจากนั้น แต่มีหลายคนมองว่า การได้ผู้ว่าฯ กทม.เป็นตำรวจจะทำให้เกิดภาพ “นักพิทักษ์” มากกว่า “นักพัฒนา” คือจะถูกคาดหวังเรื่องสวัสดิภาพต่างๆ ของคนกรุงเทพฯ เช่น เรื่องการปราบอาชญากรรม การแก้ปัญหากล้องวงจรปิด การแก้ปัญหายาเสพติดระบาด

“การบ้าน” สำหรับ “บิ๊กแป๊ะ” ก็น่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่เกษียณ หรือควรทำเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ถ้าตั้งใจจะลงผู้ว่าฯ กทม.จริงๆ คือดูว่า อะไรที่เป็นการพัฒนาในระดับท้องถิ่นที่คน กทม.ต้องการบ้าง อย่างเรื่องการพัฒนาพื้นที่ทางเท้า  การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การบริการรถ ขสมก.หรือรถร่วมบริการที่ต้องเพียงพอและไม่หวาดเสียวเกินไป การส่งเสริมสวัสดิการในพื้นที่ชุมชนแออัด ซึ่งนี่ก็ตั้งตารอดูว่า “บิ๊กแป๊ะ” จะเปิดนโยบายอะไรดีๆ ออกมา

แต่ตัวแปรหนึ่งคือความขัดแย้งทางการเมือง ถ้าเปิดตัวในนามขั้วรัฐบาลตอนนี้ “บิ๊กแป๊ะ” คงเหนื่อยหน่อย จนกว่าความพยายามแก้ความขัดแย้งโดยใช้กลไกสภา จะชัดขึ้นโน่นแหละ ถึงเอาชื่อพรรคขายได้เต็มปาก แต่ข้อดีของ “บิ๊กแป๊ะ” ที่น่าจะชัดที่สุดคือการทำงานด้าน “พิทักษ์” ควบคู่ไปกับตำรวจได้ดี เพราะ ผบ.ตร.คนใหม่ “บิ๊กปั๊ด” สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ก็เป็นเพื่อน นรต.36 ด้วยกัน ที่ “ดันมาเองกับมือ” ตรงนี้ก็ถือเป็นแต้มต่อ

สองคนที่เปิดตัวมาต่างมีแต้มต่อ รอลุ้นวันลงสมัครจริงๆ ว่าจะชูอะไรขาย.
.............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 114