อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 30 กันยายน 2563

แสงสว่างกลางอุโมงค์ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ได้แถลงต่อสาธารณชนว่าคดีนี้มีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไป มีการเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง พฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2563 เวลา 10.00 น.


อุโมงค์ที่มืดมิดพลันปรากฏแสงจากปลายอุโมงค์สาดทะลุสู่ภายในอุโมงค์ ทำให้ประกายความหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเริ่มเกิดขึ้นเป็นเค้าโครงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อต้นเดือน ส.ค. 63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีที่อัยการไม่สั่งฟ้องทายาทมหาเศรษฐีกรณีขับรถชนตำรวจจนเสียชีวิตเมื่อปี 2555 ซึ่งตำรวจไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ

คณะกรรมการตรวจสอบฯ ชุดนี้มีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการฯ และกรรมการอีก 9 คน ประกอบด้วยปลัดกระทรวงยุติธรรม, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย, ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม, นายกสภาทนายความ, คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.)เป็นกรรมการและเลขานุการ

คณกรรมการตรวจสอบฯ ชุดนี้มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในการนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหรือวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ การปฏิบัติหน้าที่และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนเสนอข้อแนะนำอื่นใดโดยไม่ก้าวล่วงหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในคดีดังกล่าว แล้วรายงานนายกรัฐมนตรีภายในสามสิบวัน



เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 63 ศาสตราจารย์​พิเศษ วิชา มหาคุณ ได้นำรายงานสรุปผลการตรวจสอบคดีนี้เสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีข้อเสนอจากการทำงานของคณะกรรมการฯ ดังนี้
1. ต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนใหม่ให้ถูกต้องในข้อหาที่ยังไม่ขาดอายุความ โดยเฉพาะข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ข้อหาขับขี่รถในขณะเมาสุราและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

2. จะต้องมีการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่นที่ร่วมในขบวนการนี้กล่าวคือ พนักงานสอบสวนซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนวนพนักงานอัยการซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้บังคับบัญชาซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ทนายความซึ่งกระทำผิดกฎหมาย พยานซึ่งให้การเป็นเท็จ ตัวการ ผู้ใช้และผู้สนับสนุนในการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ก.ย.63 หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับรายงานผลสรุปการตรวจสอบคดีดังกล่าวจากศาสตราจารย์​พิเศษ วิชา มหาคุณ แล้ว จึงได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ระบุว่า "เมื่อวานนี้ผมได้รับรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่คุณวิชา มหาคุณและคณะได้ดำเนินการตรวจสอบ ผมได้อ่านเอกสารทุกหน้า และรู้สึกว่าสิ่งที่ได้อ่าน เป็นสิ่งที่น่าเศร้ามากสำหรับประเทศไทย… ผมจะสั่งการให้เริ่มสอบสวนเจ้าหน้าที่หรือบุคคล ที่อาจจะเกี่ยวข้องทำให้เกิดความไม่ถูกต้องในกระบวนการทางกฏหมาย ทั้งจากปฏิบัติหน้าที่ หรือการไม่ปฏิบัติหน้าที่ ผมขอให้ทุกคนจำกรณีนี้ เรื่องนี้มี 2 ผู้เสียหาย ผู้เสียหายคนแรก คือ ตำรวจดี ๆท่านหนึ่ง ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในช่วงเช้ามืดของวันนั้น ส่วนอีกหนึ่งผู้เสียหาย ก็คือ ประเทศไทยของเราทั้งหมด...วิธีการดำเนินคดีในกรณีนี้ ได้ส่งผลกระทบในทางลบอย่างรุนแรง กับพื้นฐานที่สำคัญของสังคม 2 อย่าง นั่นคือ ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อระบบยุติธรรม และความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อการบังคับใช้กฎหมาย…”

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ได้แถลงต่อสาธารณชนว่าคดีนี้มีการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไป มีการเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่องโหว่ของกฎหมายใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใช้อิทธิพลบังคับ และการสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย



คดีนี้ใช้เวลาถึง 6 เดือนในการสอบสวน แต่ไม่สามารถเอาตัวผู้ต้องหามาส่งฟ้องศาลได้ มีการเปิดช่องให้ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมถึง 14 ครั้ง มีการตั้งรูปคดีเพื่อให้ผู้ต้องหาหลุดจากข้อกล่าวหา ไม่มีความจริงใจในการทำสำนวน พนักงานสอบสวนไม่ได้ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดว่า พบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดและบ่งชี้ถึงสารเสพติดในร่างกาย แต่กลับไม่นำมาใส่ไว้ในสำนวน และยังพลิกให้กลายเป็นการเมาหลังขับ มีการสร้างพยานเท็จ

ความผิดปกติในชั้นอัยการคดีนี้ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมถึง 14 ครั้ง เปิดช่องให้ผู้ต้องหาประวิงคดี ทำให้หลายคดีขาดอายุความ และอัยการหลายคนปฏิเสธรับเรื่องไปแล้วถึง 3 ครั้ง โดย อสส.พงษ์นิวัฒน์ 1 ครั้ง และ รอง อสส. นิภาพร 2ครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายครั้งที่ 14 รองอัยการสูงสุด (น.) กลับมารับเรื่องและนำพยานที่ถูกปฏิเสธมาเป็นพยานหลัก ทั้งที่คนในสำนักงานอัยการหลายคนไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอดีตอัยการสูงสุด 4 ท่าน ที่ให้ข้อมูลว่าการจะพลิกคดีจากสั่งฟ้องเป็นสั่งไม่ฟ้องจะต้องมีพยานหลักฐานใหม่ ไม่ใช่นำพยานหลักฐานเก่ามา ถือเป็นการร่วมมือกันอย่างผิดๆ

รายงานของคณะกรรมการตรวจสอบฯ ยังได้ระบุด้วยว่าความพยายามทั้งหมดตั้งแต่ต้น เป็นความพยายามใช้หลักฐานเท็จในการร้องขอความเป็นธรรม แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ผู้ต้องหา และทีมทนาย และกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง ยังได้ร่วมกันใช้อิทธิพลทางการเมืองกดดันกระบวนการยุติธรรม โดยการร้องขอความเป็นธรรมกับกรรมาธิการ สนช. ซึ่งมีบุคคลที่มีตำแหน่งระดับสูงอยู่ในกรรมาธิการ ทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการซึ่งกรรมาธิการบางคนยังได้อ้างหลักฐานเท็จเกี่ยวกับความเร็ว ที่มีการดำเนินการมาเพื่อสนับสนุนการร้องขอความเป็นธรรม และกรรมาธิการคนดังกล่าวยังไปเป็นพยานให้ปากคำสนับสนุนฝั่งผู้ต้องหาด้วย



ข้อสรุปคณะกรรมการตรวจสอบฯ จึงเห็นว่าการใช้อำนาจรื้อคดีร้องขอความเป็นธรรม และพลิกคำสั่งฟ้องเป็นสั่งไม่ฟ้องของรองอัยการสูงสุดขณะนั้นเป็นการใช้อำนาจ และดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และน่าเชื่อว่ามีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องหามิให้ได้รับโทษ ส่วนผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ที่ไม่แย้งคำสั่งฟ้องของอัยการ ถือว่ามีความบกพร่อง เพราะไม่พิจารณาคำสั่งไม่ฟ้องด้วยความรอบคอบก่อให้เกิดผลเสียแก่การบริหารราชการแผ่นดิน

คณะกรรมการตรวจสอบฯ เห็นตรงกันว่าในกระบวนการคดีนี้มีการทำสำนวนสมยอมไม่สุจริตร่วมมือกัน ตามทฤษฎีสมคบคิดทำให้สำนวนนั้นเสียไปตั้งแต่ต้น เหมือนคำพูดที่ว่า ต้นไม้พิษ สร้างผลไม้ที่เป็นพิษ บริโภคไม่ได้ ต้องเสียไปทั้งหมด ต้องฟันต้นไม้พิษทิ้งไปให้หมด จึงเห็นสมควรให้มีการสอบสวนใหม่ และเสนอว่าจะต้องแก้กฎหมายโดยเร่งด่วน และให้อายุความหยุดลงตามที่ผู้ต้องหาหลบหนี ในลักษณะเดียวกับคดีทุจริต จนกว่าจะได้ตัวมา สำหรับบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งสูง และเป็นผู้นำที่อาจจะไม่ถึงอาญาวินัย แต่สามารถดำเนินการได้ทางจริยธรรม และอาจจะให้พ้นจากตำแหน่งได้ โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

การปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้จะมีคุณูปการอย่างไพศาลต่อการสร้างการยอมรับและความน่าเชื่อถือแก่สังคมไทยและสังคมโลก กล่าวคือ คนในชาติจะมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม​และคนต่างชาติก็จะมีความเชื่อมั่นในกระบวนการ​ยุติธรรม​ของไทยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความมั่นคง ขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ ​จันทร์​โอชา ​นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์​ชาติอย่างจริงจัง และขอขอบคุณคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายฯ ซึ่งมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันทำงานอย่างจริงจัง ​มีความโปร่งใส ยึดหลักความถูกต้องและความชอบธรรมเป็นที่ตั้ง จากนี้ไปทุกภาคส่วนของสังคมจึงต้องผนึกกำลังและร่วมกันผลักดันการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม​ให้สำเร็จในเร็ววันเพื่อให้อุโมงค์ที่มืดมิดมีแสงสว่างกันเสียที
..........................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    87%
  • ไม่เห็นด้วย
    13%

บอกต่อ : 108