อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 กันยายน 2563

ข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ วันนี้เรายอมรับกับผลศึกษาของสภาฯ ได้หรือยัง

หันมามองทางประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 ก.ย. เราได้มีการเปิดเผยรายงานของ กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ พฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น.


วันนี้ขอพักเรื่องการเมืองมาพูดเรื่องการแก้ปัญหาอาชญากรรมซ้ำซากในบ้านเราบ้าง เรื่องข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นปัญหาอาชญากรรมที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีลักษณะของ “ปิตาธิปไตย” หรือชายเป็นใหญ่ แต่การต่อสู้เพื่อสร้างความเท่าเทียมของสตรีเป็นกระแสที่รุกมากขึ้นทุกวันนี้ ทำให้ผู้เคยตกเป็นเหยื่อต่างลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่ยอมเงียบอีกต่อไป ประกาศว่า สิ่งที่พวกเขา (เหยื่อก็มีโอกาสเป็นผู้ชาย) และเธอ ถูกกระทำมันเลวร้ายอย่างไร

กระแสต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศนั้นเราเห็นได้ในช่วง 2-3 ปีมานี้ แฮชแท็ก #metoo แปลว่า “ผู้หญิงจะไม่ยอมเงียบอีกต่อไป” เรื่องนี้มันเกิดจากกรณีโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ดัง ฮาร์วี่ย์ ไวน์สไตน์ ถูกแฉว่าล่วงละเมิดทางเพศกับนักแสดงหญิงหลายคน ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวฉาวๆ ว่า นักแสดงชาย เควิน สเปซี่ย์ ก็เคยล่วงละเมิดดาราเด็กผู้ชายจนเควินถูกถอดออกจากซีรีส์ฮิตเรื่อง house of card และกลายเป็นคดีฟ้องร้องฉาวโฉ่ต่อมา

หันมามองทางประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 ก.ย. เราได้มีการเปิดเผยรายงานของ กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งนายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย เป็นประธาน กมธ. ซึ่งแนวทางสำคัญคือ “การกำหนดแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศเป็นวาระแห่งชาติ



โดยตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศระดับชาติ มีกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ ให้เกิดหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา และล่วงละเมิดทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า รูปแบบคณะกรรมการป้องกันการข่มขืนนี่คือ “ศึกษาวิธีป้องกันต่อ” หรือว่าจะเป็นกลไก ตัวกลางในการประสานจัดการปัญหาแทนเหยื่อ 

ในเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหา มีการเสนอให้มีการจัดเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของผู้ต้องขังในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศทุกคน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการติดตาม เฝ้าระวังหลังได้รับการปล่อยตัวเมื่อพ้นโทษ ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ให้สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานผู้จัดเก็บ นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางการฉีดยาปรับฮอร์โมนทางเพศผู้กระทำผิดคดีข่มขืน ให้ไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนเพศชาย เพื่อให้ความต้องการทางเพศลดลง

เมื่อฮอร์โมนทางเพศลดลง สร้างอสุจิไม่ได้ และอวัยวะเพศไม่แข็งตัว เขาก็คิดว่า “น่าจะป้องกันปัญหาได้” และเพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เมื่อพ้นโทษข่มขืนแล้วก็หยุดการใช้ฮอร์โมน แล้วสภาวะทางเพศจะคืนมาเหมือนเดิม  ไม่ใช่การทำให้อวัยวะเพศใช้การไม่ได้ตลอดไป ซึ่งเห็นที่เขาอภิปรายในสภา บอกว่า ถือเป็นแนวทางป้องกันการกระทำผิดทางเพศได้ดี แต่ยังมีคนห่วงเรื่องการละเมิดสิทธิ ขัดรัฐธรรมนูญ

คนที่นั่งฟังๆ อยู่ด้วยเขาก็งงๆ และถาม ทางนี้ก็ตอบไม่ค่อยจะพอโดนถามว่“ข่มขืนแล้วมันต้องติดตะรางไม่ใช่เหรอพี่ แล้วจะฉีดให้ของไม่แข็งช่วงที่ติดตะรางหรือฉีดหลังพ้นโทษ” อันนี้ก็ต้องขอความชัดเจนจาก กมธ.ว่าจะใช้การฉีดให้ของมันฝ่อในช่วงไหน หรือคณะกรรมการป้องกันการข่มขืนแห่งชาติฯ ที่ตั้งขึ้นมาจะมีความคิดเห็นในเรื่องการฉีดอย่างไร เพราะประเทศเรายังไม่เคยใช้วิธีนี้ มันเป็นวิธีที่เอามาจากที่เกาหลีใต้ใช้

ลองไปถามผู้หญิงบางคน เขาก็ส่ายหน้าบอกว่า ไม่ได้อยากได้วิธีนี้ เพราะเขาเชื่อในระบบการแยกอาชญากรออกจากสังคมมากกว่า รายนั้นเขาว่า “พี่นึกดูนะ ถ้าพี่ฉีดพวกอาชญากรข่มขืนให้ไข่ฝ่อแล้ว พวกนี้มันไปเห็นอะไรล่อตาล่อใจแบบสื่อลามกแต่ระบายออกไม่ได้ มันกลายเป็นยิ่งอึดอัดแล้วก็ดักฉุดเหยื่อไปทำร้ายอยู่ดี ดีไม่ดีถึงแก่ชีวิตเหยื่อด้วยเพราะมันจะต้องปิดปากเหยื่อเพื่อป้องกันความอายถ้าของไม่แข็ง” อันนี้ก็น่าคิด

ไปดูข่าวที่ กมธ.เขาอภิปรายกัน  น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ  โฆษก กมธ.เขาชี้แจงว่า  แม้ที่ผ่านมาแม้คดีข่มขืนจะมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่ยังยับยั้งการข่มขืนไม่ได้ จึงต้องพิจารณาว่า จะใช้โทษใดมาปราบปรามการข่มขืน  การใช้วิธีนี้ต้องได้รับความยินยอมจากผู้กระทำความผิดก่อน  แต่เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ในไทย และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงจำเป็นต้องไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติมว่า มีความเหมาะสมกับสังคมไทยหรือไม่



นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. กล่าวว่า ประเด็นการฉีดยาให้ฝ่อยังตอบไม่ได้ว่าเหมาะสมกับสังคมไทยหรือไม่ เพราะอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม แต่เป็นยาที่ใช้ระงับความต้องการทางเพศชั่วคราว จะนำมาใช้ในกรณีที่หากผู้กระทำผิดต้องการพ้นโทษก่อนกำหนด จะมีตัวเลือกนี้เป็นทางเลือกว่าจะยินยอมให้ฉีดยาลดฮอร์โมนทางเพศหรือไม่ ดังนั้น เจ้าตัวต้องยินยอมก่อนจึงจะใช้วิธีนี้ได้

ก็ว่ากันไปเรื่องแนวทางเพิ่มโทษ แต่หลายคนเขาก็บอกว่า มันคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งจะแก้ที่ต้นเหตุได้ หลังจากรายงานชุดนี้ส่งไปยังรัฐบาลแล้วก็น่าจะรอดูเรื่องการตั้งคณะกรรมการป้องกันการข่มขืนฯ ว่า จะนำเสนอวิธีอะไรนอกจากการเพิ่มโทษ ซึ่งเรื่องเพิ่มโทษก็เป็นที่ถกเถียงกันไม่หยุด ฝ่ายเรียกร้องให้ข่มขืน = ประหารก็มี แต่ฝ่ายที่ต่อต้านก็มีเพราะกลัวว่า 1.จับแพะ 2.ทำให้เหยื่อยิ่งไม่ปลอดภัยเพราะจะต้องโดนฆ่าปิดปาก

สถิติการข่มขืนมักจะเกิดขึ้นจากคนใกล้ชิด เช่น เหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัว เพื่อนฝูง และอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การพยายามรณรงค์เรื่อง “อย่าบอกให้ฉันแต่งตัวอย่างไร” (don’t tell me how to dress) ฝ่ายที่รณรงค์เรื่องนี้เขาบอกว่า การโจมตีเหยื่อว่า “แต่งตัวล่อเข้” นั่นแหละคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหยื่อ ในต่างประเทศมีการจัดนิทรรศการชุดของผู้หญิงที่ใส่วันที่ถูกข่มขืนด้วยซ้ำ ว่า “มันก็แค่เสื้อผ้าธรรมดาๆ”



เราก็ย้อนกลับไปที่แนวคิดอันเป็นอุดมคติว่า การป้องกันปัญหาการข่มขืนที่ดีคือการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ อย่ายึดระบอบปิตาธิปไตยเป็นใหญ่ให้ผู้ชายที่เป็นสามีทำอะไรภรรยาโดยไม่ยินยอมไม่ได้ อย่าให้เครือญาติมาล่วงละเมิดเด็กในบ้านได้ และที่สำคัญสอนเรื่องการให้ความเคารพระหว่างเพศ ว่า การจะมีเพศสัมพันธ์ ต้องขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์บรรลุนิติภาวะ ยินยอมโดยไตร่ตรองไว้ดีแล้ว และไม่มีการฝืนใจให้ทำสิ่งที่ไม่ต้องการ

พูดง่าย ๆ คือ เราต้องสอนสิ่งที่เรียกว่า consent คือความยินยอมพร้อมใจ ทุกเพศต้องเคารพต่อกันและกัน (ที่เขียนแบบนี้เพราะการข่มขืนเกิดขึ้นกับกลุ่มหลากหลายทางเพศได้ด้วย และบางครั้งเป็นการข่มขืนที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมจากความเกลียดชัง เช่นคำว่า แก้ทอม ซ่อมดี้ หรือแม้แต่ผู้ชายก็ยังโดนข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศได้) มันต้องพัฒนากันตั้งแต่ในชั้นการเรียนการสอนของเด็กด้วยซ้ำ ไม่เพียงแต่เรื่องการยินยอมพร้อมใจ มันรวมถึงเรื่องการป้องกันตัวด้วย เด็กจะต้องถูกสอนให้รู้ว่า การสัมผัสร่างกายในลักษณะไหนที่เป็นการล่วงล้ำก้ำเกิน  คุกคามทางเพศจากพวกใคร่เด็ก

โจทย์เรื่องข่มขืนเป็นปัญหาทั่วโลก แต่ถ้ามันคืออาชญากรรมเราก็หวังจะให้มันลดน้อยให้มากที่สุด.
.............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%