อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563

'แปรงฟันแห้ง' มั่นใจว่าสะอาดแน่?

"แปรงฟันแห้ง" อีกหนึ่งแนวทางในการดูแลช่องปาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง "ฟันผุ" ที่หลายๆคนต้องเคยพบเจอ แต่จะมั่นใจเรื่องความสะอาดได้แค่ไหนกันนั้น วันนี้ Healthy Clean มีคำตอบ.. เสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 14.30 น.


เชื่อว่าหลายคนคงจะไม่อยากให้ "ฟันผุ" เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพที่ส่งปัญหาต่อสุขภาพชีวิต ไม่ว่าจะเกิดกลิ่นปากทำให้อับอาย กินไม่ได้ อารมณ์เสีย ไปจนถึงโดนเพื่อนล้อบ้างก็มี ซึ่งในเรื่องปัญหาเกี่ยวกับ "ฟัน" แบบนี้ Healthy Clean มีเรื่องราวเกี่ยวกับ "การแปรงฟันแห้ง" มาอัพเดทให้ทุกคนได้รู้จักกัน

โดย ศ.ทพญ.ดร.สุดาดวง กฤษฎาพงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาทันตกรรมชุมชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับการแปรงฟันแห้ง ได้เผยกับเราว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า "ฟลูออไรด์" ช่วยในการป้องกันฟันผุ ซึ่งมีงานวิจัยเรื่องการบ้วนน้ำหลังแปรงฟันมีหลายรูปแบบ ทั้งที่วัดปริมาณฟลูออไรด์ที่คงเหลืออยู่ในปาก ติดตามผลระยะยาวแล้วส่องกล้องขยายตรวจดูลักษณะการสูญเสียแร่ธาตุบนผิวฟัน ตลอดจนการตรวจฟันผุที่เกิดขึ้นจริงในปาก ผลสรุปล้วนสอดคล้องกันคือ "บ้วนน้ำเยอะฟันผุเยอะ บ้วนน้ำน้อยฟันผุน้อย ไม่บ้วนเลยฟันผุน้อยที่สุด" โดยปริมาณน้ำที่ใช้ในการบ้วนปากมีผลกับการเกิดฟันผุ แต่ระยะเวลาที่บ้วนทิ้งไม่มีผล 



สำหรับ "การแปรงฟันแห้ง" นั้น เราเริ่มแห้งตั้งแต่ 1.ตอนเริ่มแปรง ก่อนเริ่มแปรง นำเศษอาหารออกก่อน ด้วยการใช้ไม้จิ้มฟัน ไหมขัดฟัน หรือบ้วนน้ำแรงๆ จากนั้นใส่ยาสีฟันที่แปรง แล้วแปรงให้ทั่วทั้งปาก ใช้เวลา 2 นาที 2.เมื่อแปรงเสร็จแล้วถุยฟองทิ้ง ไม่บ้วนน้ำตาม ถ้ารู้สึกไม่ชิน ใช้น้ำ 1 จิบ(ประมาณ 5 มิลลิลิตร หรือ 1 ช้อนชา) กลั้วปากแล้วบ้วนทิ้ง และงดรับประทานอาหาร/เครื่องดื่ม อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงหลังแปรงฟัน

บางคนอาจจะเกิดคำถามว่า เอ๊ะ! เศษอาหาร ขี้ฟัน จะกินลงไปไหม? ต้องขอบอกก่อนเลยว่า สำหรับเศษอาหารที่ติดอยู่ ควรกำจัดทิ้งออกก่อนที่จะเริ่มแปรงฟัน เช่น บ้วนน้ำแรงๆ ใช้ไม้จิ้มฟันหรือไหมขัดฟัน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ที่การสบฟันเป็นปกติ ไม่ได้มีฟันซ้อนเก หรือมีช่องว่างระหว่างซี่ฟัน มักจะไม่มีเศษอาหารติด เพราะจะถูกกำจัดออกโดยกลไกทำความสะอาดตามธรรมชาติของลิ้นและกระพุ้งแก้ม หากใช้ไหมขัดฟัน แนะนำให้ใช้ก่อนแปรงฟันเพื่อเปิดผิวฟันออกให้สัมผัสกับฟลูออไรด์จากยาสีฟันมากขึ้น ใช้เสร็จก็บ้วนน้ำทิ้งไปได้เลย



ส่วนเรื่องความปลอดภัย.. เชื่อว่าหลายๆคนคงจะสงสัยว่าปลอดภัยไหม? หากยาสีฟันที่อาจตกค้างในช่องปากแล้วกินเข้าไปหากไม่บ้วนน้ำออกให้หมด ซึ่งอันที่จริงแล้วสารเคมีในยาสีฟันที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดคือ Sodium Lauryl Sulfate (SLS) ซึ่งเป็นสารลดแรงตึงผิวที่นิยมใช้ในเครื่องสำอางชนิดต่างๆ มีส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องสำอางรวมถึงยาสีฟัน จะถูกควบคุม ทั้งชนิดและปริมาณที่ใช้ให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่องปาก จะถูกกำหนดปริมาณที่เผื่อการกินลงไปแล้วโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ข้อกำหนดของประเทศไทยอ้างอิงตามนานาชาติได้แก่ ยุโรป สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศอาเซียน 

ต้องบอกก่อนว่า SLS ไม่ใช่สารก่อมะเร็ง งานวิจัยในปัจจุบันยังคงยืนยันถึงความปลอดภัยของ SLS ที่ใช้ตามปริมาณที่กำหนด อันตรายจากการบริโภค SLS ไม่ได้เกิดจากลักษณะการใช้ผลิตภัณฑ์ตามปกติ แต่เป็นการบริโภคเข้าไปในปริมาณมากที่เป็นอุบัติเหตุ เช่น กรณีของเด็กเล็ก ซึ่งอันตรายที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับต่ำ ปริมาณ SLS ที่ใส่ในเครื่องสำอางได้ถูกกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 15% สำหรับเครื่องสำอางโดยทั่วไป เช่น สบู่ แชมพู "แต่ในยาสีฟันนั้น มีเพียง 0.5-2% เท่านั้น(โดยเฉลี่ย 1.5%) จะเห็นว่าในยาสีฟันมีปริมาณของ SLS น้อยมาก เมื่อคำนวณเทียบกับปริมาณที่ก่อให้เกิดอันตราย" เราอาจจะพบว่าอันตรายอาจเกิดได้ หากบริโภคยาสีฟันเข้าไปมากกว่า3 กิโลกรัม หรือบริโภคสะสมต่อเนื่องทุกวันวันละครึ่งกิโลกรัม ดังนั้น หน่วยงานที่ประเมินความปลอดภัยของ SLS จึงสรุปว่าการนำ SLS มาใช้ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใด 



สำหรับการแพ้และระคายเคืองในช่องปาก พบว่า SLS ทำให้เกิดการแพ้ได้หากมีความเข้มข้นมากกว่า 2% และทาทิ้งไว้เป็นเวลานาน (มากกว่า 1 ชั่วโมง) ซึ่งยาสีฟันมี SLS ไม่เกิน 2% และถูกเจือจางเมื่อผสมกับน้ำลาย หลังจากแปรงเสร็จแล้ว ยาสีฟันส่วนใหญ่จะถูกถุยทิ้งไป คราบที่หลงเหลือจะถูกชะล้างอย่างต่อเนื่องโดยน้ำลายอยู่แล้ว ฉะนั้นความเข้มข้นที่เหลืออยู่ในช่องปากจึงน้อยมากจนไม่สร้างความกังวลว่า SLS จะทำให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง "แต่การแพ้สารเคมีใดๆ อาจเกิดขึ้นได้เฉพาะคน ซึ่งผู้ที่แพ้สารใดๆ ควรที่จะอ่านฉลากและหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารนั้นๆ"

ฉะนั้นอยากให้ทุกคนได้ลองเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆกันดู ลองดูแนวทางใหม่ที่จะทำให้ "ฟัน" ของเราได้รับฟลูออไรด์มากที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีใจอนาคต เพราะเรื่องของฟันนั้นสำคัญกว่าที่คิด...

....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย "พรรณรวี พิศาภาคย์"



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 170