อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563

ไม่ต้องบินไกล…ก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นได้เหมือนกัน

ช่วงสุดสัปดาห์ ผมกับเพื่อนร่วมงานอีก 2 คนไปพักโรงแรมญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ แบบ Staycation (Stay + Vacation) คำนี้ก็คือเที่ยวนั่นแหละครับ แต่เป็นการเที่ยวกันแถวบ้านในกรุงเทพฯ เพราะไหน ๆ โควิดก็ทำให้พวกเราบินออกนอกประเทศไม่ได้ เราจึงหาสถานที่เที่ยวที่เหมือนกับบินไปต่างประเทศแทน จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 12.00 น.


MAYU Bangkok Hotel คือเป้าหมายของเราครับ โรงแรมนี้เป็นโรงแรมค่อนข้างใหม่ เปิดได้ไม่ถึง 2 ปี ตั้งอยู่กลางกรุงเทพฯ ในซอยสุขุมวิท 51 เป็นโรงแรมเล็ก ๆ มีเพียง 12 ห้อง แต่เชื่อไหมครับว่าถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์นี่ต้องจองคิวกันข้ามเดือนเลยทีเดียว ตอนเข้ามาในซอยสุขุมวิทยังรู้สึกว่าเป็นเมืองมีตึกสูง แต่พอมาถึงบริเวณโรงแรมแล้วรู้สึกได้เลยว่ามาเที่ยวต่างจังหวัดในประเทศญี่ปุ่น แถมครึ่งหนึ่งของแขกที่มาพักก็เป็นชาวต่างชาติ



อาจจะด้วยการตกแต่งของตัวอาคาร การหลบบังวิวตึกรอบด้าน สวนมีความร่มรื่น ยิ่งเปิดเข้าไปในห้องพักด้วยแล้ว รู้สึกว่าใช่เลยครับ บริเวณกลางห้องที่มีโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ย ๆ นั่งจิบชากินขนมกัน ห้องนอนปูเสื่อทาทามิ มีฟูกหนา ๆ เตรียมไว้ให้ ห้องที่ผมพักแยกเป็นห้องนอน 2 ห้อง ห้องหนึ่งนอนได้ 2 คน มีชุดยูกาตะหลากสีหลายขนาดให้ใส่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนโรงแรมทั่วไป มีเครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า กาต้มน้ำ ห้องน้ำเล็กหน่อยแต่มีเหตุผล (เดี๋ยวค่อยเล่าครับ) ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำดีงามครับ สบู่ ยาสีฟัน แชมพูสระผมโอเคเลย และห้องของผมเจ๋งมากตรงที่มีออนเซนส่วนตัวที่เรียกว่า “คาชิคิริ” ด้วยครับ เหตุนี้นี่เองถึงทำห้องน้ำเล็ก ๆ ก็พอ เพราะโรงแรมอยากให้แขกได้แช่ออนเซนซึ่งเป็นไฮไลต์ของที่นี่

ผมเดินสำรวจรอบบริเวณโรงแรม ที่นี่ไม่ได้กว้างใหญ่ครับ แต่ยอมรับว่าใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะสวนญี่ปุ่น ผมต้องชมเลยว่าใครเห็นก็ต้องอยากมาถ่ายรูป เพราะจัดต้นไม้ โคมไฟหิน กระบอกไม้ไผ่น้ำริน อ่างน้ำหิน ผนังไม้ไผ่ ทางเดินโรยกรวด สวนมีเท่าที่เห็นครับ แต่ปรับมุมถ่ายนิดเดียว ได้ภาพออกมาเพียบ สองสาวชอบกันใหญ่เพราะโรงแรมให้ยืมพร็อพมาถ่ายรูปด้วย เช่น ร่มและพัด

มีทางเดินเชื่อมไปออนเซนและสปาชื่อ Ka Shi Ki Ri (เจ้าของเดียวกัน) เนื่องจากบางห้องพักไม่มีออนเซนในตัว แขกผู้มาพักสามารถมาใช้บริการแช่ออนเซนที่นี่ได้ อย่างไรก็ตาม ออนเซนที่นี่ต้องจองรอบไว้ด้วยนะครับเพราะต้องมาใช้บริการร่วมกับแขกข้างนอก การแช่ออนเซนมีระยะเวลา 45 นาที (ปกติผมแช่แค่ 20 นาทีผมก็โอเคแล้ว)



ผมได้สอบถามเพิ่มเติมกับพนักงานของออนเซน Ka Shi Ki Ri เพราะไม่เคยใช้บริการแบบ Private Onsen มาก่อน (ไปญี่ปุ่นทีไรก็แช่รวมทุกที) ได้ความว่า เบื้องต้นพนักงานจะนำน้ำแร่ที่จะแช่มาให้ชม ให้ดม และบอกสรรพคุณว่าน้ำแร่แต่ละชนิดดีอย่างไร จะมี 2 ชนิดคือ Yubara Onsen ช่วยในการ Detoxify เป็นน้ำด่างเพื่อปรับสมดุลให้กับร่างกาย ลดความเครียด ผมดมแล้วกลิ่มหอมดีครับ น้ำแร่อีกชนิดชื่อ Noboribetsu ผมรู้จักดีเลย ปีที่แล้วได้ลงไปแช่ออนเซนที่เมืองนี้ Noboribetsu เป็นเมืองในจังหวัดฮอกไกโดครับ น้ำแร่ของเมืองนี้มีแร่ธาตุดีมาก มีกำมะถันช่วยรักษาอาการปวดตามข้อ ปวดกล้ามเนื้อ บำรุงกระดูก จริง ๆ ผมอยากจะลองของใหม่ (Yubara Onsen) แต่ช่วงนี้ผมปวดเข่าเหลือเกินครับ เลือก Noboribetsu ก็แล้วกัน

พนักงานจะถามว่าแช่ทั้งหมดกี่คน เพราะอ่างไม้มีหลายแบบ (ไม่ได้แช่เป็นบ่อนะครับ แช่ในอ่างไม้สักครับ) มีแบบคนเดียว แบบคู่ (เหมาะกับคู่รัก) แบบคู่แต่แยกถัง (สำหรับเพื่อนหันหน้ามาคุยกันได้) และแบบครอบครัวลงพร้อมกันได้ 4 คน ผมได้ความรู้เพิ่มเติมว่า น้ำที่ใช้เป็นน้ำประปา แต่พักบ่มไว้ในถังน้ำใต้ดินขนาดใหญ่เป็นเวลา 3 วันให้ค่าคลอรีนลดต่ำลง แล้วใช้เครื่องกรองน้ำจากญี่ปุ่นเพื่อกรองและปรับค่าของน้ำให้บริสุทธิ์มากที่สุด เมื่อลูกค้าเลือกน้ำแร่ที่จะแช่แบบไหน พนักงานก็จะเตรียมน้ำ 250 ลิตรโดยผสมผงน้ำแร่ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นลงไปในอ่าง ปรับอุณหภูมิ 40 องศาให้เหมาะกับคนไทย (ที่ญี่ปุ่น 42 องศาครับ) หรือถ้าต้องการปรับลดอุณหภูมิลงอีกสามารถแจ้งก่อนได้ เมื่อน้ำพร้อมแล้ว จะเชิญแขกลงไปแช่

พนักงานได้บอกวิธีแช่ออนเซนให้ผมอย่างละเอียด เช่น ให้อาบน้ำและสระผมก่อนลงไปแช่ออนเซน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเหมือนกับในห้องพักเลยครับ กลิ่นหอมเป็นธรรมชาติดี เมื่อเนื้อตัวสะอาดแล้ว สำหรับคนที่เพิ่งมาครั้งแรกไม่เคยแช่ออนเซน แนะนำให้นั่งบนไม้พาด ค่อย ๆ หย่อนเท้าลงไปก่อน แล้วจึงขยับตัวลง พอร่างกายคุ้นชินกับอุณหภูมิของน้ำร้อนแล้ว ถึงจะแช่จนมิดไหล่ได้ ทางพนักงานแนะนำให้แช่ประมาณ 7 นาที แล้วขึ้นมาอาบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นก็ได้ โดยถ้ารู้สึกว่าตัวยังร้อนอยู่ ให้เริ่มราดน้ำที่เท้าก่อน แล้วตัวจะเย็นขึ้น พนักงานแจ้งว่าไม่ต้องกลัวว่าทำสลับไปมาแบบนี้แล้วจะป่วย เพราะคนญี่ปุ่นก็แช่ออนเซนแล้วขึ้นมาอาบน้ำ แล้วลงไปแช่ใหม่ ทำแบบนี้สัก 3-4 รอบ ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย



บริเวณรอบ ๆ อ่างไม้จะมีน้ำให้จิบดื่ม มีผ้าขนหนูให้ซับเหงื่อที่หน้าผาก เมื่อเวลาเหลืออีก 10 นาทีสุดท้าย จะมีสัญญาณเตือนจากพนักงาน ผมลงไปแช่และทำตามที่บอก สบายตัวมาก ๆ ครับ ห้องแช่ออนเซนสะอาด เงียบสงบดีมาก หันไปมองวิวผนังไม้ไผ่ แล้วปล่อยร่างกายให้แช่อยู่ในน้ำร้อน เมื่อขึ้นมาตัวเบาเลย อาบน้ำแล้วเปลี่ยนชุดไปนั่งรอด้านนอก แต่ถ้าใครจะทำสปาก็จะมีนวดไทยหรือนวดอโรมาต่ออีกหนึ่งชั่วโมง ก่อนกลับจะมีของว่างมาเสิร์ฟเป็นเค้กมัชชะชาเขียวถั่วแดง ชาร้อน และแตงโมครับ ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่ามีออนเซนแบบนี้อยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ฟินมาก ๆ ครับ

รุ่งเช้า เราลงมารับประทานอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรม ผมตกใจมาก อาหารเช้าที่นี่จัดเต็มครับ มีชุดหลักเป็นปลาแซลมอนแดดเดียว กินกับซุปโอเด้ง (ไม่มีเนื้อวัว) สลัด ข้าวโรยงา ยังมีชุดเบนโตอีกชุดเสริมเข้ามาอีก แนะนำให้ลองโคโรเกะไส้กุ้งครับ อร่อยสุด ๆ ทามาโกะนำเข้าจากญี่ปุ่นนำมาจี่กับกระทะร้อน รสไม่หวาน กินแกล้มกับผักดอง 5 ชนิด ตบท้ายด้วยโยเกิร์ตลูกเกดจากญี่ปุ่นลูกใหญ่และเมล่อนรสหวานชื่นใจ ผมและเพื่อนประทับใจชุดอาหารเช้ามาก ๆ จนอยากเชียร์ให้เปิดร้านอาหารในโรงแรมเถอะครับ!

ก่อนกลับผมได้พบกับเจ้าของโรงแรมชื่อ คุณเชอร์รี่ - ธิดารัตน์ รุ่งอัมพรกุล ผมขอสัมภาษณ์คุณเชอร์รี่เพิ่มเติมเพราะประทับใจโรงแรมนี้ ผมอยากทราบแนวคิดว่าทำไมถึงมาทำโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่นเล็ก ๆ ในเมืองใหญ่ คุณเชอร์รี่บอกว่า เธอเป็นคนชอบเที่ยวมาก เที่ยวทุกทวีป ไปหลายประเทศปีละหลาย ๆ ครั้ง แต่คุณเชอร์รี่ชอบประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด ไปเมืองเดิมซ้ำ ๆ ได้ไม่เบื่อ เพราะบริการดี อาหารดี แล้วเวลาไปต้องขอไปพักแบบเรียวกังที่นอนบนเสื่อทุกครั้งและที่พักแบบนี้มักจะมีออนเซนอยู่ด้วย จึงอยากจะนำมาทำที่เมืองไทย

อย่างไรก็ตามการทำโรงแรมเป็นงานใหญ่ จึงเริ่มจากทำไพรเวทออนเซน Ka Shi Ki Ri สาขาแรกแถวอุดมสุขก่อน ได้การตอบรับดีมาก ไม่ถึงปีคุณเชอร์รี่จึงตระเวนหาที่ในเมืองที่เป็นชุมชนของคนญี่ปุ่นบนถนนสุขุมวิท แล้วก็มาได้ที่ตรงซอยสุขุมวิท 51 เพื่อเปิดสาขาที่ 2 ส่วนของออนเซนทำมา 4 ปี จนได้พื้นที่ข้าง ๆ เพิ่ม คุณเชอร์รี่ดูพื้นที่แล้วทำโรงแรมแบบเรียวกังได้ จึงเปิด MAYU Bangkok Hotel ขึ้นมา จะได้เป็นรีสอร์ทแอนด์สปาท่ามกลางเมืองใหญ่ให้เหมือนกับย่านกิออน เมืองเกียวโต



ผมถามว่า MAYU ภาษาญี่ปุ่นหมายถึงอะไร คุณเชอร์รี่บอกว่า “ความงามอันบริสุทธิ์” หรือถ้าเป็นคำพ้องเสียงก็มีความหมายที่ดีคือ “รังไหม” มองในแง่ความอบอุ่นได้ หรือถ้าออกเสียงไทย ๆ หน่อยก็จะเป็น “มาอยู่” เชิญชวนให้แขกมาพักมาอยู่ที่นี่ ผมสงสัยว่าทำไมแขกที่มาพักเป็นชาวต่างชาติครึ่งนึงเลย คุณเชอร์รี่แจ้งว่า โปรโมตในเว็บ booking.com เพราะเวลาตัวเองเที่ยวก็จะดูจากเว็บพวกนี้ ก่อนโควิดมีลูกค้าต่างชาติประมาณ 60% แต่ตอนนี้เหลือบางส่วน มีลูกค้าคนไทยและลูกค้าญี่ปุ่นที่อยู่เมืองไทยเข้ามาแทน ลูกค้าที่มาพักส่วนใหญ่จะมีเวลาไม่มากนัก พักคืนเดียวบ้าง สองคืนบ้าง มาพักที่ MAYU Bangkok Hotel แต่อยากเดินเที่ยวหรือกินอาหารข้างนอก รอบ ๆ โรงแรมก็จะมีร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านราเมง และอาหารต่างชาติให้เลือกหลากหลาย กลับมาก็แช่ออนเซน ถ่ายรูปแล้วพักผ่อน

คุณเชอร์รี่บอกว่า การตกแต่งทุกอย่างจะพยายามทำให้มีบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นมากที่สุด เธอได้ปลูกฝังการบริการแบบญี่ปุ่นนั่นคือ เมื่ออยู่ในหน้าที่ ต้องให้บริการที่ดีที่สุด ใครอยู่ในครัวก็ต้องทำอาหารให้อร่อยที่สุด ใครมีหน้าที่ทำความสะอาดก็ต้องทำให้ดีที่สุด ต้องมีความใส่ใจในรายละเอียดของลูกค้า จดจำชื่อลูกค้าให้ได้

คุณเชอร์รี่ทิ้งท้ายไว้ว่า จะมีโปรโมชั่นเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ปีหน้า พักหนึ่งคืน ห้อง Deluxe ได้แช่ออนเซนส่วนตัวในห้อง หรือจะเป็นห้อง Deluxe แล้วไปใช้ออนเซนที่สปาก็ได้ (เผื่ออยากแช่พร้อมกัน) ติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/Mayubkkhotel-2029235040483642 ผมไปมาแล้ว ประทับใจทั้งที่พัก ออนเซน และอาหารเช้า หายคิดถึงประเทศญี่ปุ่นไปได้เยอะเลยครับ
............................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
หนังสือเด็กก้อนเมฆ

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 43