อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563

งัดสารพัด!!กระตุ้นศก. ดีที่สุดต้องปรับตัวรับมือ

อย่างล่าสุด!! รัฐบาลยอมทุ่มงบประมาณอีกกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีเพื่อกระตุกกระตุ้นให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น.


ชิมลาง…กันไปแล้ว! กับบรรดาผู้ที่เห็นต่างกับรัฐบาล แม้ไม่มีอะไรเกินเลย…เลยเถิด…หรือหนักหนาสากรรจ์ ดั่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ก็ตาม

แต่ในภาวะเช่นนี้ ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า ทำเอาคนทั้งประเทศสะดุ้งสะเทือน กันมาเป็นอาทิตย์ทีเดียว เพราะหากยังยืดเยื้อไม่จบไม่สิ้นสักที ก็ยิ่งสร้างให้ปัญหามันทับถมเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
เช่นเดียวกัน เมื่อหลายคนกลัว บรรดานักธุรกิจ ภาคเอกชน ก็กลัวเช่นกัน อย่างที่บอกหากปล่อยให้ลากยาว!! ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจมันยิ่งเจ๊งกันมากขึ้นไปอีก

ต่อให้รัฐบาลพยายามหาช่องทางออกมาตรการสารพัด มากระตุ้นเศรษฐกิจแค่ไหน แต่ต้นตอของปัญหาไม่ได้แก้? ทุกอย่างย่อมกลายเป็นมรสุมที่กระหน่ำให้ประเทศเดินหน้าต่อไม่ได้

อย่างล่าสุด!! รัฐบาลยอมทุ่มงบประมาณอีกกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีเพื่อกระตุกกระตุ้นให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

ทั้ง…เรื่องของการเพิ่มเงินให้กับบรรดาผู้ถือบัตรคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีกคนละ 500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน จากที่ให้อยู่แล้วคนละ 200 บาท และ 300 บาท ก็เพิ่มเป็นคนละ 700 และ 800 บาท



ปัจจุบัน มีประชาชนผู้มีรายได้น้อยถือบัตรคนจนอยู่แล้ว 14 ล้านคน เมื่อเพิ่มให้อีกคนละ 500 บาท ใช้งบประมาณรวมกันก็ตกราวๆ 21,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ให้สิทธิแก่คนไทยทุกคนที่มีอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป โดยให้เป็นจำนวน 10 ล้านคน คนละ 3,000 บาท โดยเบิกจ่ายได้วันละไม่เกิน 100 บาท แต่มีข้อแม้ว่าคนที่ได้สิทธิ์ต้องออกเงินของตัวเองมาการจับจ่ายซื้อของในร้านค้าเล็ก ๆ ย่อย ๆ ทั่วไปที่ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อที่เป็นแฟรนไชส์

งานนี้รัฐจะร่วมสมทบให้ 50% โดยโครงการนี้คิดไปคิดมาแล้ว จะใช้เงินรวมกันประมาณ 30,000 ล้านบาท จากเดิมที่มีการคิดกรอบวงเงินไว้ราว ๆ 45,000 ล้านบาท และจากเดิมที่คิดจำนวนคนที่ได้รับสิทธิ์ไว้ที่ 15 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม มาตรการคนละครึ่ง ครั้งนี้ ได้เน้นการจับจ่ายใช้สอย เน้นไปที่อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ไม่รวมลอตเตอรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ หรือการบริการต่าง ๆ
ใคร? ที่รอมาตรการนี้อยู่ ก็รอวันที่เค้าเปิดลงทะเบียนกันได้เลยคือวันที่ 16 ต.ค.นี้ และจะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 23 ต.ค.นี้ ไปจนถึงสิ้นปี แต่การใช้จ่ายรอบนี้จะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับ “ชิม ชอป ใช้” ที่รัฐบาลเค้าให้เงินฟรี ๆ 1,000 บาท

เพราะ ใครที่ได้สิทธิ์รอบนี้ต้องจ่ายตังค์ตัวเองด้วย และการใช้รัฐเค้าก็กำหนดให้ใช้ได้ไม่เกินวันละ 100 บาท และถ้าใช้ไม่หมดเค้าก็ไม่สมทบให้หรอกนะ พูดง่าย ๆ ถ้าอยากได้ 100 บาท คุณ ๆ ท่าน ๆ ก็ต้องควักเงินจ่าย 100 บาท ด้วยเช่นกัน

การกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ในรอบนี้ มีการคาดการณ์กันว่า แม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ไม่มากนักเพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อในช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 3 เดือน



ขณะที่ก่อนหน้านี้…รัฐบาลได้คลอดมาตรการจ้างงานเด็กจบใหม่ 2.6 แสนคน เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่ต.. 63 - ..64 ทั้งระดับปริญญาตรี ปวส.และปวช. โดยใช้งบประมาณราว ๆ 23,000 ล้านบาท

โดยรัฐบาลจะสนับสนุนภาคเอกชนที่จ้างงานเด็กจบใหม่เหล่านี้โดยช่วยจ่ายเงินเดือนให้ในอัตรา 50% ของเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา เป้าหมายก็คือต้องการชะลอ การ “ตกงาน” ไว้ให้ได้มากที่สุด

ที่สำคัญเงื่อนไขหลัก ที่รัฐบาลกำหนดไว้เพราะไม่ต้องการให้เกิดการย้อมแมว ก็คือ นายจ้างต้องอยู่ในระบบประกันสังคม และที่ผ่านมาในช่วง 1 ปี ได้มีการเลิกจ้างพนักงานเดิมไม่มากไปกว่า 15% ของพนักงานที่มีอยู่เดิม

แต่เชื่อมั๊ย? เวลานี้มีบรรดาลูกจ้าง พนักงาน มนุษย์เงินเดือน ต่างไปขอใช้สิทธิประกันสังคมในกรณีตกงาน ไปมากกว่า 4-5 แสนคน ไปแล้ว และในอนาคตข้างหน้ายังอยู่ในภาวะเสี่ยงตกงานอีกเป็นล้านคน



อย่างล่าสุด บริษัทในเครือของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ ก็ปลดฟ้าผ่าพนักงานไปแล้วถึง 600 คน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ต่อให้งบประมาณก้อนใหม่ในปีงบประมาณ 64 วงเงินอีกกว่า 3.2 ล้านล้านบาท จะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร กันไปแล้วก็ตามทีเถอะ

แต่ใครจะรับประกันได้ว่า “บิ๊กตู่” และทีมงานจะกู้เศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด คิดดูเอาเองง่าย ๆ แค่ตำแหน่งรมว.คลัง ที่ถือว่าเป็นรมว.กระทรวงเกรดเอ มากที่สุดแล้วยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อยว่าเป็นใคร

แม้ “บิ๊กตู่” จะพยายามสรรหาอดีตข้าราชการ เข้ามารับหน้าเสื่อไปก่อนก็ตาม เอาเป็นว่า “คนไทย” เวลานี้คงต้องยอมรับสภาพและต้องปรับตัวเองเพื่อรอรับกับสารพัดมรสุมที่กำลังถาโถมใส่เข้ามาให้ได้ ก็เท่านั้น!! 
..............................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 162