อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563

นาวิกโยธินผู้ก่อเหตุกับผลประโยชน์ ระหว่างประเทศฟิลิปปินส์กับอเมริกา

สมัยก่อนสหรัฐอเมริกาจะตั้งฐานทัพในประเทศแห่งนี้ และทหารก็ออกเที่ยวอย่างเสรี ก่อเหตุมากมาย ขึ้นศาลมักจะรอด แต่คดีนี้ดูเหมือนจะสร้างความประทับใจให้คนฟิลิปปินส์มาก เพราะเอาทหารอดีตเจ้าอาณานิคมมาดำเนินคดีได้ พุธที่ 23 กันยายน 2563 เวลา 12.00 น.


หนอนโรงพักขอพาผู้อ่านไปข่าวต่างประเทศ ชื่อตอนอาจยาวนิดหน่อย โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ เมื่ออาทิตย์ก่อนนั้น ประธานาธิบดีดูเตร์เตมีคำสั่งให้อภัยโทษ สิบตรี โจเซฟ สก็อต เพมเบอร์ตัน ทหารนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาซึ่งก่อเหตุฆาตกรรม เจนนิเฟอร์ เลาเดอร์ สาวข้ามเพศ อายุ 26 ปีเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2014 โดยสิบตรีไปพบผู้ตายในบาร์ แล้วไปต่อกันที่โรงแรม ระหว่างนั้นนาวิกโยธินมะกันรายนี้ พบว่าหญิงสาวที่พาไปหลับนอน ไม่ใช่หญิงสาวตามเพศกำเนิด แต่แปลงเพศสภาพมา ด้วยความโกรธ สิบตรีจึงบีบคอหญิงคนดังกล่าว จับกดกับชักโครกจนตาย แล้วหนีกลับเรือรบอเมริกาที่มาจอดไว้ ณ ฟิลิปปินส์

ต่อมาเขารับสารภาพว่าก่อเหตุจริง จึงถูกจับดำเนินคดีขึ้นศาลฟิลิปปินส์ และถูกตัดสินให้จำคุก 6-12 ปีในเรือนจำ แต่โทษลดเหลือ 10 ปี นับเป็นครั้งแรกที่ทหารของสหรัฐอเมริกาถูกตัดสินดำเนินคดีโดยศาลของฟิลิปปินส์โดยไม่ใช่การกลับคำตัดสินในศาลชั้นอุทธรณ์ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีทหารอเมริกา 2 คนเท่านั้นที่โดนศาลฟิลิปปินส์ตัดสินจำคุกในคดีอาญา

สมัยก่อนสหรัฐอเมริกาจะตั้งฐานทัพในประเทศแห่งนี้ และทหารก็ออกเที่ยวอย่างเสรี ก่อเหตุมากมาย ขึ้นศาลมักจะรอด แต่คดีนี้ดูเหมือนจะสร้างความประทับใจให้คนฟิลิปปินส์มาก เพราะเอาทหารอดีตเจ้าอาณานิคมมาดำเนินคดีได้



แต่ผ่านไปไม่กี่ปี ประธานาธิบดีดูเตร์เตก็อภัยโทษให้สิบตรีฝรั่งคนนี้เสียแล้ว สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มคนข้ามเพศในประเทศอย่างมาก เพราะเหมือนการตบหน้ากระบวนการยุติธรรมของฟิลิปปินส์ และดูเหมือนเป็นการเหยียดหยามคนข้ามเพศในประเทศอีกด้วย

รายงานข่าวเปิดเผยว่า เอาเข้าจริง ระหว่างที่สิบตรีรายนี้อยู่ระหว่างสู้คดีในชั้นศาล เขายังได้รับเงินเดือนทหารนาวิกโยธินอยู่ แถมระหว่างที่ขึ้นศาล นาวิกโยธิน ยูเอสมารีนอันเกรียงไกรของอเมริกาได้จ้างทนายมาว่าความให้อีกด้วย แต่หลักฐานมันทนโท่ขนาดนั้น ยังไงแกก็ต้องติดคุก ซึ่งเรือนจำฟิลิปปินส์มันก็เหมือนคุกประเทศไม่ค่อยพัฒนา คือมันแออัดและโสโครก อันตราย
ดังนั้น อเมริกาเขากลัวทหารรายนี้จะลำบาก จึงหยิบข้อตกลงที่เคยทำกันไว้ว่า หากทหารอเมริกาทำผิดคดีอาญา จะได้สิทธิในรูปแบบอภิสิทธิ์ไปติดคุกที่กองทัพอเมริกาจัดหาให้แทน ทีนี้ฐานทัพอเมริกาในฟิลิปปินส์มันไม่มีแล้วหลังสงครามเย็น แต่ทั้งสองชาติได้ทำข้อตกลง Visiting Forces Agreement แปลง่าย ๆ ว่า กองกำลังรับเชิญ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาซ่อนเร้นการคงทหารอเมริกาไว้ในฟิลิปปินส์ จึงนำสิบตรีรายนี้ไปขังที่ฐานทัพฟิลิปปินส์ ซึ่งอเมริกาขอใช้มีอำนาจเต็มแทน โดยมีเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ผลัดเวรยามเฝ้ากับเจ้าหน้าที่อเมริกา ความเป็นอยู่สบาย ติดคุกแอร์ ไม่ลำบากอะไรมาก

หลายท่านที่ติดตามการเมืองระดับชาติ จะรู้ว่า ประธานาธิบดีดูเตร์เต แกห้าวเป้งมาก ก่อสงครามยาเสพติด ฆ่าตัดตอนยิงคนตายเกลื่อนเมือง ไม่สนสิทธิมนุษยชนอะไรทั้งนั้น เหยียดเพศ แกเหมือนโดนัลด์ ทรัมป์ เวอร์ชั่นอุษาคเนย์ และแกไม่กลัวผู้นำชาติไหน อดีตประธานาธิบดีโอบามา ยังโดนแกด่าแบบเจ็บแสบมาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาแกบอกจะยกเลิกสนธิสัญญา Visiting นี้ ซึ่งถูกใจคนในชาติอย่างมาก

แต่มันก็เป็นเพียงคำพูดลมๆ แล้งๆ ครับ ก็ดูเตร์เตนั้น แกเป็นนักการเมืองครับ เขาก็ต้องพิจารณารอบด้าน ในฐานะผู้นำประเทศ ถ้าไล่อเมริกาไปแล้ว แล้วใครจะมาถ่วงดุลจีน ซึ่งนับวันจะแข็งกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ แถมมีปัญหาพิพาทพรมแดนทางทะเลกับฟิลิปปินส์อยู่ แน่นอนว่าฟิลิปปินส์ไม่ใช่ชาติมหาอำนาจ จะเอาอะไรไปงัดมังกรได้ ดังนั้นก็ต้องดึงอินทรีมะริกันมาร่วมวงไพบูลย์เสริมความตึงเครียดในท้องทะเลแปซิฟิก อเมริกาก็ชอบสิครับ ได้คงอำนาจไว้ในย่านนี้ แถมตอนนี้ศัตรูในอดีตเวียดนามก็ดึงอเมริกามาด้วย เพราะต้องการคานอำนาจจีน การเมืองระหว่างประเทศ มันไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรกันจริง ๆ

ไม่เพียงจะกระชับความสัมพันธ์กับอเมริกาเท่านั้น ทางดูเตร์เตยังสั่งสินค้าต่าง ๆ กับอเมริกาเป็นจำนวนมหาศาลหลายพันล้านยูเอสดอลลาร์ ขายอุปกรณ์เรือเป็นจำนวนมาก แถมอเมริกาก็ยังส่งหน้ากากออกซิเจนจำนวนมากมาให้ฟิลิปปินส์ในช่วงโควิด-19 ด้วย เรียกได้ว่าสองชาตินี้เขาทำธุรกิจกันแบบรายได้งามกันเลยทีเดียว

เห็นไหมครับว่า ผู้นำที่ดีเขาทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศ ดูเตร์เตนี่แม้จะโดนด่าจากอเมริกาในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ แต่ก็ยังคงความสัมพันธ์อันดีกับอเมริกาเพื่อไว้ใช้ยันกับจีน
กลับมาที่สิบตรีของเรา เมื่อเรามีผลประโยชน์กับอเมริกาขนาดนี้ การอภัยโทษทหารคนหนึ่งที่ก่อเหตุไปฆ่าหญิงข้ามเพศ มันก็น่าจะจัดการได้ไม่ยาก



5 ปีหลังการฆาตกรรม ในที่สุดจากโทษที่คงไว้ 10 ปี สิบตรีเพมเบอร์ตันก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาจากฐานทัพฟิลิปปินส์ที่เป็นของอเมริกา แล้วนำตัวขึ้นเครื่องบินกลับสหรัฐไปอย่างสบาย ๆ

ตอนนี้นาวิกโยธินอเมริกากำลังพิจารณาว่าจะทำอย่างไรดีกับทหารคนนี้ อาจจะลดยศ หรืออาจจะปลดออกจากกองทัพแบบเสื่อมเสียเกียรติ ก็ต้องอยู่ในการพิจารณาอีกที ตอนนี้ตัวอยู่ในค่ายทหารที่ฮาวาย

ด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิต พวกเขาทราบข่าวนี้ด้วยความโศกเศร้า ลำพังการฆ่าคนตายด้วยวิธีการโหดเหี้ยมแล้วติดคุกแค่ 10 ปีมันก็แสดงให้เห็นถึงความอยุติธรรมอยู่แล้ว แต่นี่ติดคุกหรูแค่ 5 ปีเท่านั้นเองก็เป็นอิสระ ทางครอบครัวของเธอให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า การอภัยโทษสิบตรีเพมเบอร์ตันนั้น มันไม่ใช่ความยุติธรรมเลย เพราะถ้าเราเรียกร้องความยุติธรรมจริง มันคงเป็นไปไม่ได้ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างฟิลิปปินส์กับอเมริกาในเรื่องกองทัพ และเราคงจะไม่มีวันได้เห็นสิ่งเหล่านี้ นั่นก็คือการตัดสินจำคุกทหารอเมริกาที่ก่อคดีอาญาในฟิลิปปินส์อีกเลย

นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะครับ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ในฐานะมนุษย์ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะไม่เท่าเทียมกันได้ขนาดนั้น โลกกลม ๆ ใบนี้ มันช่างบิดเบี้ยวจนน่าเจ็บปวด และคนที่ลำบากสุด ๆ ก็ไม่ใช่คนรวยหรือคนที่มาจากประเทศมหาอำนาจ

แต่คือคนจน ๆ โดยเฉพาะคนจน ๆ ในประเทศไร้อำนาจ มีความเป็นอยู่ลำบากเสียด้วย

เมื่ออ่านข่าวชิ้นนี้จบก็ต้องเขียนถึงเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบ ไม่รู้ว่าทุกท่านจะรู้สึกในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง สำหรับหนอนโรงพัก อ่านจบแล้ว โลกช่างดูหดหู่ มืดหม่นหมองตรมกว่าเดิม
................................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    89%
  • ไม่เห็นด้วย
    11%

บอกต่อ : 161