อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 ตุลาคม 2563

เพิ่มสิทธิ "ประกันสังคม" ทางออกสางปมแรงงาน

วันนี้ตลาดการจ้างงานเป็นของนายจ้าง ทว่าเมื่อนายจ้างส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวจากพิษโควิดและพิษเศรษฐกิจ สิ่งที่ภาครัฐทำได้ทันทีเวลานี้ คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ของกองทุนประกันสังคมดูแลคนตกงาน ดังนี้... เสาร์ที่ 26 กันยายน 2563 เวลา 10.10 น.


สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภาพรวมของลูกจ้างและผู้ประกอบการ จากปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ทั้งทางตรง (ผลจากการล็อกดาวน์ประเทศ) และทางอ้อม (ภาคการผลิตในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงภาคการท่องเที่ยว) ผลกระทบในทั้งสองทางมีแนวโน้มที่จะรุนแรง ถือว่าเป็นสัญญาณของการเติบโตที่หยุดชะงัก  ในส่วนของตลาดแรงงานของไทย จำนวนแรงงานมีแนวโน้มการถูกเลิกจ้างเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ระบุข้อมูลมีผู้ประกันตนมาขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในเดือนกรกฎาคม 2563 จำนวน 410,061 คน โดยสาเหตุการว่างงานมากที่สุด คือ การลาออกจากงาน ร้อยละ 53.61 เลิกจ้าง ร้อยละ 43.35 และสิ้นสุดสัญญาจ้าง ร้อยละ 3.04 
 
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าภาวะสังคมไตรมาส 1/63 ว่า ประเทศไทยมีแรงงาน 37.4 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.7 จากปีก่อน โดยไตรมาสนี้โควิด-19 ยังไม่แสดงผลกระทบมากนัก เห็นได้จากสถานประกอบการขอใช้มาตรา 75 เพื่อหยุดกิจการชั่วคราว 570 แห่ง โดยมีแรงงานต้องหยุดงาน แต่ยังได้เงินเดือนราว 1.2 แสนคน อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเพิ่มความเสี่ยงการถูกเลิกจ้างในไทยราว 8.4 ล้านคน โดยอาจจะเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงาน เช่น ย้ายสาขา ย้ายงาน ฯลฯ
 


โดยกลุ่มที่เสี่ยงเลิกจ้างประกอบด้วย ภาคการท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบ 2.5 ล้านคน ภาคอุตสาหกรรม จะได้รับผลกระทบ 1.5 ล้านคน ภาคบริการอื่นที่ไม่ใช่ท่องเที่ยว เช่น สถานศึกษา โรงเรียนกวดวิชา ตลาดสด ห้าง คาดว่าได้รับผลกระทบ 4.8 ล้านคนจากแรงงานทั้งหมด 10.3 ล้านคน และ ในส่วนภาคเกษตร จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งรวม 6 ล้านคน แบ่งเป็นในพื้นที่ที่เกิดภัยแล้ง 3.9 ล้านคน และ พื้นที่อื่น ๆ 2.1 ล้านคน
 
นายมนัส  โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.) และประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ได้สะท้อนปัญหาสถานการณ์แรงงานไทยว่า แรงงานที่เราวิตกอีกกลุ่มก็คือ กลุ่มเด็กจบการศึกษาใหม่ในปี 2563 นี้ ประมาณ 5.2 แสนคนอาจจะไม่มีตำแหน่งรองรับได้ทั้งหมดจึงต้องมีมาตรการสร้างงาน และ จ้างงาน โดยมองว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสหางาน เพราะมีทักษะด้านดิจิทัล ซึ่งอาจจะทำงานในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น การเก็บข้อมูลด้านดิจิทัล เพราะโครงการจากเงินกู้ก็ไม่สามารถจ้างงานได้ทั้งหมด


 
เห็นได้จากรายงานยกเลิกกิจการล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ มีจำนวนรวม 817 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SME ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ โรงแรม บริการจัดการ และ พัฒนาโรงแรมทั้งอาคารที่พักอาศัย , ภัตตาคาร ร้านอาหาร บาร์ ไนท์คลับ , ธุรกิจผลิต และ จำหน่ายซีเมนต์ รวมถึงสินค้าวัสดุก่อสร้างครบวงจร ซึ่งธุรกิจดังกล่าวกระจายตัวไปทั่วประเทศ ไม่ได้จุกตัวที่ส่วนกลางแต่เพียงที่เดียว
 
วันนี้ตลาดการจ้างงานเป็นของนายจ้าง ทว่าเมื่อนายจ้างส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวจากพิษโควิดและพิษเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งที่ภาครัฐสามารถทำได้ทันทีเวลานี้
การเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ของกองทุนประกันสังคมเข้าไปดูแลแรงงานในระบบที่ถูกเลิกจ้างดังนี้
1.  เสนอให้มีการจัดสรรเงินกองทุนสำนักงานประกันสังคมไม่เกินร้อยละ 5 ของเงินกองทุน เพื่อเป็นทุนก่อตั้งและบริหารจัดการ “กองทุนธนกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจแก่ผู้ประกันตนจากวิกฤติไวรัสโควิด19” รวมถึงยกฐานะกองทุนเป็น “ธนาคารแรงงาน” โดยการลงทุนในรูปแบบการให้สมาชิกผู้ประกันตนกู้ยืมเงินจะสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการช่วยเหลือเยียวยาความเดือดร้อนด้านการเงินของสมาชิกผู้ประกันตนและการลดความเหลือมล้ำทางสังคมของผู้ใช้แรงงานที่ไม่อาจเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบปกติ
 
โดยมีวัตถุประสงค์ตั้งแต่​การช่วยเหลือด้านการเงินเร่งด่วนแก่สมาชิกผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งในสถานการณ์ปกติและภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด19 การสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมในระบบแก่ผู้ประกันตนที่มีสถานะเครดิตส่วนบุคคลที่ต่ำกว่ากฎเกณฑ์เงื่อนไขเข้มงวดของสถาบันการเงินปกติ และการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้แรงงานนอกระบบหรืออาชีพอิสระจำนวนมากเข้าสู่ระบบประกันสังคม
 


นายมนัส บอกอีกว่า ข้อเสนอที่  2.  จัดตั้งโรงพยาบาลประกันสังคม 3.  ทุกคนที่มีรายได้อายุ 15 ปีขึ้นไป สมัครเป็นสมาชิกประกันสังคมโดยสมัครใจมาตรา 39 ได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทน 3 กรณี ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยกรณีทุพพลภาพและกรณีตาย 4. กรณีผู้ประกันตนรับเงินบำนาญชราภาพประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อ โดยส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ และกรณีตาย ตามหลักเกณฑ์วิธีการและอัตราที่กำหนด
 
​5. ความเป็นสมาชิกประกันสังคมโดยสมัครใจ สามารถปรับเปลี่ยนได้ในระหว่างมาตรา 39 และ 40 โดยมีเงื่อนไข เช่นต้องเป็นผู้ประกันตน มาตรา 39 หรือ 40 อย่างน้อย 1 ปี และ6.  ขยายฐานการคำนวณเงินสมทบมาตรา 33 ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท เป็น 4,800 บาท และจาก 15,000 บาท เพิ่มเป็น 20,000 บาท หรือมากกว่า และเพิ่มเปอร์เซ็นต์คำนวณบำนาญชราภาพจากเดิมร้อยละ 20 เป็น ร้อยละ 25 ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ.
 
จ๊อบแมน.



 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 28