อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

ย้อนตำนาน"ไอ้ไข่" ฟีเวอร์!–เงินสะพัด (3)

ต้องขอบคุณไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ที่ทำให้การท่องเที่ยวนครศรีธรรมราชคึกคัก และไม่ได้ส่งผลดีแต่เพียงนครศรีธรรมราช เท่านั้น แต่ยังส่งผลไปให้จังหวัดใกล้เคียง เช่น สุราษฎร์ธานี ด้วย อังคารที่ 29 กันยายน 2563 เวลา 13.00 น.


จากประสบการณ์ของหลากหลายผู้คนได้พบเจอถึงความอัศจรรย์และบารมีของ “ไอ้ไข่” เด็กวัดเจดีย์ ต.ฉลอง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ที่เล่าขานกันไม่รู้จักจบ และจากบารมีของไอ้ไข่นี่เอง ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเดินทางไปนครศรีธรรมราช เกิดกระแสเงินสะพัดทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงด้วย

ขอพร “ไอ้ไข่” ถูกหวยรางวัลที่ 1

อีกหนึ่งความศรัทธาด้วยถือสัจจะวาจามั่น ให้ขอพร “ไอ้ไข่” เด็กวัดเจดีย์ ได้สมปรารถนา คือ นายอภิชัย หรือแอ๊ด หินแจ้ง อายุ 50 ปี ชาว ต.เสาเภา อ.สิชล เล่าให้ฟังว่าเขาให้ความเคารพและบูชาไอ้ไข่มาตั้งแต่ปี 46 วัดเจดีย์เริ่มมีคนรู้จักเป็นวงกว้าง วัดเริ่มพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ตนเคารพและศรัทธาไอ้ไข่อยู่แล้ว จึงเข้าไปช่วยเหลืองานกิจการของวัดตามความกำลังจิตศรัทธา แต่ไม่เคยขอให้ไอ้ไข่ช่วยเหลือ แม้ว่าจะไม่ได้มีเงินทองร่ำรวย ทำด้วยความศรัทธา ทุกครั้งที่มีการสร้างวัตถุมงคลของไอ้ไข่ จะเช่ามาเพื่อเป็นสิริมงคล แล้วนำไปแจกจ่ายให้ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเสมอ

กระทั่งปลายปี 60 เป็นช่วงที่บารมีไอ้ไข่กระจายไปทั่วทุกทิศ วัตถุมงคลเป็นที่ต้องการของผู้คน มีคนจากกรุงเทพฯ มาขอเช่าซื้อล็อกเกตไอ้ไข่ซึ่งสร้างขึ้นในปี 52 จากตน และให้ราคาถึง 2,000 บาท แต่ยังไม่ตัดสินใจ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยให้ใครเช่าต่อวัตถุมงคลของไอ้ไข่ และตอนนั้นได้ตั้งจิตบนบานว่า “คนอื่นเขามีโชคมีลาภ ค้าขายร่ำรวย แต่วันนี้ผมยังยากจนอยู่ สงสัยคราวนี้ไอ้ไข่ ได้ช่วยแล้วเพราะมีคนมาขอเช่า แต่ถ้าถูกรางวัลที่ 1 จะเก็บล็อกเกต รวมถึงวัตถุมงคลทั้งหมดของไอ้ไข่ไว้ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 60 ผมถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้เงิน 6 ล้านบาท ปัจจุบันวัตถุมงคลทุกรุ่นของไอ้ไข่ก็เก็บไว้อย่างดี” นายอภิชัยเล่าด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

คำบอกเล่าต่อ ๆ กันไปจากปากต่อปาก จากกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ เริ่มกระจายขยายออกสู่พื้นที่อื่น หลายต่อหลายคนเล่าอ้างว่า ลืมตาอ้าปากได้จากการช่วยเหลือของไอ้ไข่ หลายต่อหลายคนธุรกิจค้าขายเจริญรุดหน้าด้วยบารมีจากไอ้ไข่ แม้จะมีผู้เลื่อมใสศรัทธาจากคนทั่วทั้งประเทศ ไม่เฉพาะชาวบ้านร้านตลาด แต่มีนักธุรกิจ พ่อค้า ข้าราชการระดับสูง ลามไปถึงต่างประเทศ ทำให้วันนี้ จ.นครศรีธรรมราช จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มุ่งสู่วัดเจดีย์

นอกเหนือจากร้านจำหน่ายของเซ่นไหว้ให้ไอ้ไข่ที่ผุดขึ้นรอบวัด ตามถนนหนทางเข้าสู่วัด ตามโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ในพื้นที่ อ.สิชล อ.ขนอม อ.ท่าศาลา และอ.เมืองนครศรีธรรมราช ขยายมาครอบคลุมพื้นที่ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ด้วย




แก้บน “ประทัด” สูงสุด 8 ล้านนัด

นายวุฒิชัย ใจห้าว อายุ 41 ปี เจ้าของร้านบ่าวเอประทัด ร้านจำหน่ายเครื่องเซ่นไหว้ แก้บนไอ้ไข่ ให้ข้อมูลว่าปี 54 เริ่มมีคนเข้ามากราบไหว้ขอพรและแก้บนไอ้ไข่ จึงมาเปิดร้านบริการของเซ่นไหว้ จำหน่ายไก่ชน ตัวขนาดจิ๋วสูงประมาณ 5 ซม. ไปจนถึงใหญ่สุดขนาด 3.5 เมตร รวมทั้งประทัด ชุดทหาร ของเด็กเล่น หนังสติ๊ก ขนมเปี๊ยะ น้ำแดง

ในขณะนั้นผู้คนยังไม่มาก มีมากเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันอังคาร โดยผู้คนส่วนหนึ่งมักจะใช้วันอังคารเป็นวันแก้บน เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นวันแข็ง ประมาณวันละ 500-600 คนเท่านั้น แต่มาถึงปี 58 เริ่มมีผู้คนมากขึ้น เข้ามาทุกวันแต่ยังประปราย ส่วนวันหยุด และวันอังคารจะมีวันละ 1,000 คน แล้วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 4,000- 5,000 คน เมื่อปลายปี 62 เป็นต้นมา มีประชาชนจำนวนมากต่างให้ความศรัทธาและหลั่งไหลเข้าวัดเจดีย์เพื่อขอพรจากไอ้ไข่อย่างต่อเนื่องไม่เว้นแม้แต่วันเดียว เฉลี่ยกว่าวันละ 10,000 คน ปัจจุบันมีร้านจำหน่ายของเซ่นไหว้ตั้งเรียงรายตามถนนสายต่าง ๆ ที่มุ่งหน้าสู่วัดเจดีย์ ประมาณ 200 ร้าน มีคนไทยซึ่งทำงานอยู่เกาะฮ่องกง มาแก้บนด้วยประทัดสูงสุด 8 ล้านนัด




นอกจากนี้ยังมีผู้ถวายไข่ต้มสูงสุด 3,000 ฟอง ไก่ชนขนาด 3.5 เมตร จำนวน 20 ตัว มูลค่าตัวละ 20,000 บาท รวมถึงเจ้าของแผงทุเรียนใน จ.ชุมพร นำทุเรียนหมอนทองมาถวายครั้งละ 3 ตัน และ 5 ตัน ติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน เฉลี่ยในแต่ละวันมีการจุดประทัดวันละ 3 ล้านนัด มีไก่ชนถวายรวมกันมากกว่า 3 ล้านตัว

สำคัญที่สุดจากกระแสฟีเวอร์ บารมีไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์สุดยอดกุมารเทพแห่งสิชล เมื่อมีผู้คนเดินทาง ช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับรากหญ้า เกิดการหมุนเวียนของกระแสเงินสด ร้านค้าโชห่วย ร้านขายข้าวแกงริมถนน ยันภัตตาคาร และโรงแรมที่พัก

อานิสงส์บารมีของไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ เผื่อแผ่ถึงชาวบ้านละแวกวัดให้มีรายได้ จากการจัดหาของเซ่นไหว้ ไว้บริการประชาชนที่ศรัทธา เมื่อคำนวณตัวเลขคร่าว ๆ จากร้านจำหน่ายของเซ่นไหว้ที่มีมากกว่า 200 ร้าน คาดว่าช่วง 1-2 ปี นี้ มีเงินสะพัดไม่น้อยไม่น้อยกว่าเดือนละ 20 ล้านบาท




กระแสเงินสะพัด 2 จังหวัด

ความศรัทธาที่มีต่อไอ้ไข่ยังส่งผลถึงธุรกิจการบิน หลังจากมีการผ่อนคลายให้ผู้คนเดินทางได้ในภาวะการณ์ไวรัสโควิด-19 ปรากฏว่า ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ขึ้นแท่นอันดับ 1 ที่มีเที่ยวบินมากที่สุด เฉพาะในเดือน มิ.ย.-ก.ค. 63 จำนวน 5 สายการบิน จากดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ไป-กลับวันละ 50 เที่ยวบิน จากปกติที่มีสูงสุดเพียง 24 เที่ยวบิน พาผู้โดยสารมุ่งสู่นครศรีธรรมราช กว่า 170,000 คน นับว่าสูงสุดในรอบ 22 ปี นับแต่มีการเปิดบริการสนามบินนครศรีธรรมราชตั้งแต่ปี 41

ขณะที่ นายถาวร แสงอำไพ ผอ.ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปกติวันละ 3,000-4,000 คน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 6,000-7,000 คน เกินขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ซึ่งอยู่ที่ 450 คนต่อชั่วโมง ขณะนี้กรมท่าอากาศยานกำลังทุ่มงบประมาณขยายสนามบินเพื่อรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันในส่วนของโรงแรมที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ก็มีส่วนได้รับบารมีอันน่าตะลึงนี้ด้วย

นางพิชญ์สินี ทัศน์นิยม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ต้องขอบคุณไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ที่ทำให้การท่องเที่ยวนครศรีธรรมราชคึกคัก และไม่ได้ส่งผลดีแต่เพียงนครศรีธรรมราช เท่านั้น แต่ยังส่งผลไปให้จังหวัดใกล้เคียง เช่น สุราษฎร์ธานี ด้วย แม้ว่าสุราษฎร์ธานีจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสวิด-19 ทำให้การท่องเที่ยวลดลง

แต่เมื่อมีกระแสไอ้ไข่ฟีเวอร์ ทำให้ขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของนครศรีธรรมราช ไม่เพียงพอ จึงกระจายไปยังพื้นที่สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.ดอนสัก

“อัตราเข้าพักในโรงแรม มีมากกว่าร้อยละ 70 ของห้องพักทุกประเภทที่มีอยู่ 10,300 ห้อง ในวันปกติจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากราบไหว้ไอ้ไข่ ประมาณวันละ 8,000-10,000 คน เดินทางด้วยสายการบิน 6,000-7,000 คน อัตราเข้าพักเฉลี่ย 2.2 วัน มีอัตราค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวัน ประมาณ 2,700 บาท โดยล่าสุดเดือน ก.ย.นี้ มีผู้คนเดินทางเข้ามายังนครศรีธรรมราชประมาณ 2 แสนคน ทำให้มีเงินหมุนเวียนราว 870 ล้านบาท” นางพิชญ์สินี กล่าว




คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    89%
  • ไม่เห็นด้วย
    11%

บอกต่อ : 74