อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563

สิทธิ์มิแรนด้า

หลังจากติดคุกได้สักพัก เขาก็ได้ทัณฑ์บนออกมา ทำการ์ดชีวประวัติใบเล็ก ๆ ของตัวเอง กับการเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น คดีที่ติดคุกก็เป็นคดีเล็ก ๆ แต่เพราะมันละเมิดทัณฑ์บนเลยต้องติดคุกนานหน่อย จนถึงปี 1976 ขณะอายุได้ 35 ปี พุธที่ 30 กันยายน 2563 เวลา 12.00 น.


คุณมีสิทธิที่จะเงียบ คำพูดใด ๆ ก็ตามของคุณจะถูกนำไปใช้ในชั้นศาล คุณมีสิทธิที่จะคุยกับทนายเพื่อขอคำนำก่อนตอบคำถาม คุณมีสิทธิที่จะแต่งตั้งทนายระหว่างการสอบปากคำ ถ้าคุณไม่มี เราจะจัดหาทนายมาให้ก่อนสอบปากคำ ตามที่คุณต้องการ หากคุณตัดสินใจจะให้ปากคำในตอนนี้โดยไม่มีทนาย คุณก็สามารถมีสิทธิที่จะหยุดให้ปากคำได้ทุกเมื่อ”

คุณเข้าใจแล้วใช่ไหม”

หนอนโรงพักเปิดประโยคยาวขนาดนี้ หลายท่านที่ดูหนังฝรั่ง ตอนตำรวจจับคนร้ายจะต้องคุ้น ๆ กันแน่นอน เพราะประโยคยาว ๆ นี้ ตำรวจเขาจะอ่านจะพูดให้ผู้ถูกจับกุมฟังตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้รู้ถึงสิทธิของตัวเองยามถูกจับกุม บางทีก็จะอ่านให้ฟังหลังทำการจับกุมแล้ว

เขาเรียกชื่อเล่น ๆ การพูดประโยคยาว ๆ แบบนี้ว่า “สิทธิ์มิแรนด้า” และเรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปครับ



เออร์เนสโต อาร์ตูโร มิแรนด้า เป็นลูกคนอพยพจากเม็กซิโก เขาเกิดที่รัฐแอริโซนา ปี 1941 แม่ตาย พ่อแต่งงานใหม่ เรียนหนังสือไม่จบ เพราะเพียงแค่ ม.2 ก็ก่อเหตุย่องเบา จนต้องเข้าโรงเรียนดัดสันดาน ชีวิตมิแรนด้านั้นย่ำแย่มาก เข้ากับพ่อ แม่ใหม่ และน้องใหม่ไม่ได้ ชีวิตเข้าออกสถานดัดสันดานตั้งแต่เยาวชน พเนจร จรลีเข้าออกในเรือนจำทั่วประเทศ ไปทำงานในกองทัพบก ก็โดนปลดอย่างเสื่อมเสียเกียรติ เคยก่อเหตุลักรถ แถมลักไปหลายคัน ก็ติดคุกไปอีก

ระหว่างที่ออกจากคุก เขาก็พบหญิงสาวและลูกติด ซึ่งเขาได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เป็นรปภ.ให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยที่เพื่อนร่วมงานบอกว่าชายคนนี้ดูตั้งใจทำงานดี

แต่แล้ววันหนึ่งโลกมันก็เปลี่ยนไป เมื่อมีหญิงสาววัย 18 ปีถูกลักพาตัวไปข่มขืน เธอแจ้งว่าคนที่ก่อเหตุน่าจะเป็นคนเม็กซิโก ตำรวจโทร.ตามมิแรนด้าให้ไปหาที่โรงพัก จากนั้นตามคำให้การของตำรวจในวันที่ 13 มีนาคม 1963 จากการสอบปากคำมิแรนด้าไป 2 ชั่วโมง เขาก็รับสารภาพว่าได้ก่อเหตุในคดีนี้ ขณะที่มิแรนด้าพูดอีกอย่างว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย พึ่งออกจากกะดึกมา 12 ชั่วโมงกลับบ้านจะมานอน ตำรวจก็เรียกให้มาโรงพักและให้เซ็นอะไรต่าง ๆ นานา สุดท้ายแทนที่จะได้กลับบ้าน เขาดันกลายเป็นผู้ต้องหาไปเสียได้

เจ้าใบเอกสารนี่แหละ เป็นตัวมัดมิแรนด้าว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัย เพราะมันมีลายเซ็น และบนเอกสารมีการแจ้งสิทธิมากมายให้กับมิแรนด้า ตำรวจอ้างว่านี่ไงมันเป็นคำให้การของผู้ต้องหาแล้ว
เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมเวลานั้น ตัวมิแรนด้าไม่มีทนายความของตัวเองตั้งแต่ วันแรกที่โดนจับตัว กว่าจะได้พบทนายความก็เป็นวันที่ศาลไต่สวน ถึงได้พบทนายความวัย 73 ปี ซึ่งแย้งศาลและโต้กลับอัยการว่า หลักฐานที่มัดตัวมิแรนด้า โดยเฉพาะเอกสารรับสารภาพนั้นใช้ไม่ได้ เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องหา เพราะตำรวจไม่ได้แจ้งว่าตัวมิแรนด้านั้นมีสิทธิที่จะเงียบหรือไม่ให้ความร่วมมือระหว่างการสอบปากคำก็ได้ แถมตำรวจยังไม่จัดหาทนายความให้แก่ตัวมิแรนด้าอีกด้วย ซึ่งนี่เป็นการละเมิดกฎหมายอย่างรุนแรงมาก



ดังนั้นทนายความของมิแรนด้าจึงแย้งว่า เมื่อโดนละเมิดสิทธิแบบนี้ หลักฐานในคดีนี้จึงไม่อาจเอามาใช้ในชั้นศาลได้แม้แต่นิดเดียวเลย แต่ศาลแห่งมลรัฐไม่ฟังคำพูดของทนายความ และตัดสินให้มิแรนด้ามีความผิดต้องติดคุก 20-30 ปี

แต่ทนายความวัย 73 ปี แกอุทธรณ์สู้คดี เพราะเห็นว่าสิ่งที่ตำรวจทำนั้นมันไม่ถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริการะบุว่า ผู้ถูกจับกุมมีสิทธิมากมาย และตำรวจต้องจัดหาทนายความให้ระหว่างการสอบปากคำอยู่เสมอ

คดีเล็ก ๆ นี้ขึ้นไปถึงศาลอุทธรณ์ระดับมลรัฐ ซึงได้ตีตกประเด็นนี้ไป แต่มันสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมาก การที่ตัวมิแรนด้าถูกละเมิดแบบนี้ ทำให้ประเทศไม่เป็นตามหลักนิติรัฐ ไอ้เรื่องผิดไม่ผิดนั่นต้องว่ากันตามหลักฐาน แต่เขาต้องมีทนายความ ต้องมีการแจ้งสิทธิให้เขาทราบเสมอ เพราะกฎหมายจะเลือกคนไม่ได้ ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ว่าหลักฐานชัด ๆ ตำรวจก็เลยละเมิดขั้นตอนไปได้ อันนี้ยอมไม่ได้ คดีมิแรนด้ามีกลุ่มสหภาพพลเมืองอเมริกันเสรีมาช่วย จัดหาทนายความคดีอาญามาว่าความให้ ซึ่งต่างยืนยันว่ามิแรนด้าถูกละเมิดสิทธิซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก

คดีนี้ขึ้นไปถึงศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา องค์คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดตัดสินคดีนี้ในปี 1966 ว่าคดีนี้มิแรนด้าถูกละเมิดสิทธิความเป็นพลเมืองของประเทศ และให้พลิกกลับคำพิพากษาของศาลระดับมลรัฐ ว่าหลักฐานที่ได้มานี้ถือว่ามิชอบ รวมทั้งคำสารภาพที่มิแรนด้าให้ปากคำ ก็เอามาใช้ไม่ได้ นี่คือการตัดสินครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ศาลสูงสุด เพราะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจต้องเปลี่ยนวิธีคิด และนำไปสู่การกล่าวประโยคยาว ๆ นี้อยู่เสมอ และต้องจัดหาทำตามคำพูดด้วย ไม่ใช่ว่าพูดเป็นนกแก้วนกขุนทองอย่างเดียว



ที่สำคัญคือ นักกฎหมายถือว่า ตัวมิแรนด้าไม่ใช่คนเรียนสูง เขาอาจจะไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญอเมริกาบัญญัติสิทธิที่จะเงียบระหว่างการสอบปากคำ สิทธิที่จะมีทนายความ ดังนั้นตำรวจจะต้องแจ้งเรื่องนี้เสมอ ไอ้ที่อ้างว่าคนเราต้องรู้กฎหมายนี้ มันก็ใช้ไม่ถูกต้องนะครับ ไม่งั้นเราจะมีทนายความ นักกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ไว้ทำไม ถ้าเรารู้กฎหมายกันอย่างถ่องแท้ ดังนั้นรัฐต้องแจ้งให้ประชาชนผู้เสียภาษีเข้าใจสิทธินี้ทุกครั้ง

ตัวมิแรนด้ารับทราบข่าวนี้ในเรือนจำ กลายเป็นคนดังทันที คดีถูกรื้อใหม่ คำสารภาพใช้ไม่ได้ มิแรนด้าดูมีความหวังจะรอดคุก เพราะอะไรหลายอย่างมันชวนดูน่าสงสัยในคดีนี้มาก แต่ตำรวจก็มีหลักฐานการให้ปากคำของคนรักมิแรนด้าที่ให้การว่า เธอไปพบมิแรนด้าใน ชายหนุ่มบอกว่าทำจริง และขอให้ช่วยจ่ายเงินให้กับครอบครัวผู้เสียหาย โดยยืนยันว่าถ้าออกจากคุกจะไปแต่งงานกับเหยื่อ ขอเพียงให้เหยื่อถอนข้อกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งคำให้การนี้ ทำให้มิแรนด้าต้องติดคุกไป 20-30 ปีแทน

หลังจากติดคุกได้สักพัก เขาก็ได้ทัณฑ์บนออกมา ทำการ์ดชีวประวัติใบเล็ก ๆ ของตัวเอง กับการเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น คดีที่ติดคุกก็เป็นคดีเล็ก ๆ แต่เพราะมันละเมิดทัณฑ์บนเลยต้องติดคุกนานหน่อย จนถึงปี 1976 ขณะอายุได้ 35 ปี มิแรนด้าไปมีเรื่องที่บาร์แล้วโดนแทงแล้วทนพิษบาดแผลไม่ไหวไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ปิดชีวิตของตัวเองไป เหลือทิ้งไว้เพียงชื่อที่ถูกนำไปเรียก และถูกใช้จนกลายเป็นวัฒนธรรมของตำรวจในอเมริกา

ว่ากันว่าคนร้ายที่แทงมิแรนด้าตาย ขณะโดนจับกุม ตำรวจค้นตัวเจอการ์ดเล็ก ๆ เขียนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาสเปน มันคือข้อความสิทธิ์มิแรนด้านั่นเอง คนร้ายพกมันติดตัวในกระเป๋าของตัวเองเพื่อย้ำเตือนสิทธิของตัวเอง การ์ดนี้อยู่ในกระเป๋าของเขาขณะลงมือก่อเหตุชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของชื่อสิทธินี้
................................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ" 

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 126