อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563

"แพ้อาหารในเด็ก" เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

"แพ้อาหารในเด็ก" อย่ามองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มองข้าม เพราะหากเกิดการแพ้อย่างรุนแรงแถมไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจเปลี่ยนเป็นเรื่องร้ายที่พรากคนที่คุณรักไปโดยไม่รู้ตัว! เสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2563 เวลา 14.00 น.


ในปัจจุบัน เชื่อว่าหลายๆคนไม่ว่าจะเป็นพี่ ป้า น้า อา หรือเป็นคุณพ่อคุณแม่ มักจะสังเกตเห็นว่าเด็กๆรอบตัวนั้น มีอาการ "แพ้อาหาร" กันง่ายเพิ่มมากขึ้นจนเกิดความกังวลว่า เด็กๆจะเป็นไปตลอดชีวิตของเขาหรือไม่นะ.. วันนี้ "Healthy Clean" มีคำตอบมาฝากกันค่ะ

โดย พญ.พรรณนิภา กิตติพงษ์พัฒนา หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ไขข้อข้องใจว่า จริงๆแล้ว "การแพ้อาหาร" เป็นเหมือนภูมิคุ้มกันของร่างกายของเราที่มารู้จักกับอาหารต่างๆ แล้วเกิดปฏิกิริยาแพ้ขึ้นมา ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านพันธุกรรมที่บางคนคุณพ่อคุณแม่เป็นภูมิแพ้ ก็อาจจะทำให้ลูกแพ้อาหารได้ บางคนก็แพ้ตั้งแต่ตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นคุณแม่อาจจะไม่ค่อยได้ทานอาหารบางอย่างเพราะมีอาการแพ้ หรือทานอาหารบางสิ่งมากจนเกินไป เช่น ดื่มนมวัวมากเกินไป จนลูกน้อยเกิดอาการแพ้นมวัว ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุเช่นเดียวกัน

ตอนนี้เราสนับสนุนให้ขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ต้องทานอาหารให้สมดุลหรือหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ไม่พยายามหลีกเลี่ยงอาหารใดเป็นพิเศษ ไม่พยามที่จะบำรุงเฉพาะบางอย่างมากเกินไป เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้หากหลีกเลี่ยงมากเกินไปหรือว่าบำรุงมากเกินไป ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นภูมิแพ้ได้ ปัจจุบันพบว่าพบเด็กๆที่เป็นภูมิแพ้อาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อน ในช่วงระยะเวลา 5-10 ปีที่ผ่านมา 10-20% หรืออาจจะมีมากกว่านี้เพราะอาจจะไม่ทราบว่ามี "โรคแพ้อาหาร" เกิดขึ้น หรือบางคนอาจจะไม่ได้สังเกตหรือกังวล 



อาการแพ้อาหารในเด็กนั้น สามารถพบได้ตั้งแต่แรกเกิด โดยพบมากที่สุดในช่วงขวบปีแรก แต่อาการแพ้อาหารนั้นสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย ซึ่งอาหารบางชนิดก็แล้วแต่ว่าจะพบในช่วงวัยไหน อาทิ เด็กทารกที่เพิ่งเริ่มทานแค่ "นมวัว" อาการที่พบก็จะเป็นแค่แพ้นมวัวเท่านั้น แต่เมื่อได้รับอาหารเสริมเพิ่มมากขึ้นในช่วง 4-5 เดือน เริ่มได้รับไข่ แป้งสาลี อาหารตามวัยเพิ่มมากขึ้น ก็จะแพ้อาหาารตามที่ได้รับเพิ่มมากขึ้น ส่วนการแพ้อาหารในเด็กโตหรือวัยผู้ใหญ่ ก็จะพบในเรื่องการแพ้อาหารทะเล ทั้งที่บางคนอาจจะทานได้ในวัยเด็ก แต่เมื่อโตขึ้นก็เกิดอาการแพ้อาหารทะเลขึ้นได้ 

โรคแพ้อาหารส่วนหนึ่งสามารถหายได้ เช่น การแพ้บางอย่างตอนเด็ก แต่พยากรณ์โรค เมื่อโตขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะหายได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับอาหารที่แพ้ อาทิ นมวัว แป้งสาลี ไข่ พวกนี้เราจะพบว่าเมื่อช่วงอายุประมาณ 3 ขวบ เด็กจะหายจากอาการแพ้สัก 70-80% ซึ่งอีกส่วนหนึ่งที่สามารถแพ้ไปเรื่อยๆจนโตได้เหมือนกัน แต่ในบางคนที่แพ้อาหารทะเลหรือถั่วลิสง ก็พบว่าจะหายแพ้ได้น้อย หรือบางคนอาจจะเป็นไปตลอดชีวิต "แต่ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะในรายที่มีอาการแพ้ไม่มาก เมื่อเติบโตขึ้น ร่างกายแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มที่จะสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มมากขึ้น จนหายได้ในที่สุด"

ส่วนอาการแพ้อาหารนั้นก็มีอาการที่แตกต่างกัน แบ่งออกตามอวัยวะ อย่างผิวหนังก็เป็นผื่นลมพิษ ผื่นคันตามร่างกาย ตาบวม หน้าบวม ปากบวม หรือบางคนก็เป็นที่ทางเดินหายใจ อย่างมีน้ำมูก นอนกรน หลอดลมตีบ หายใจไม่สะดวก ด้านระบบทางเดินอาหารก็จะอาเจียน ท้องเสีย อุจจาระมูกปนเลือด หรืออาการแพ้รุนแรงคือเป็นอย่างน้อย 2 ระบบร่วมกัน เช่น อาจจะมีผื่นพร้อมอาการทางเดินหายใจ รวมไปถึงความดันโลหิตต่ำ



นอกจากนี้ ยังมีอาการ "แพ้อาหารแบบฉับพลัน" เช่น ทานอาหารเข้าไปอย่างน้อยภายใน 1-2 ชม. หรือ 2-4 ชม. ก็เริ่มมีอาการออกมาตามระบบต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะบางคนอาจจะแพ้จนความดันโลหิตต่ำ "เวลาที่แพ้อาหาร ตัวของโปรตีนในอาหารนั้นๆอาจจะไปออกอาการกับระบบต่างๆ ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลก็คือเรื่องของระบบทางเดินหายใจ ที่บางคนเกิดอาการหลอดลมตีบ ความดันต่ำ ช็อก หมดสติไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่หากรีบรักษาทันท่วงที อาจจะทำให้ปลอดภัยมากขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยว่า สามารถรับรู้กับโปรตีนในอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้แตกต่างกัน แสดงออกแตกต่างกัน" และอีกหนึ่งของการแพ้ ก็คือ "แพ้อาหารแบบล่าช้า" อาจจะต้องใช้ระยะเวลา 12-24 ชม.ไปจนถึงเป็นวันได้ 

สำหรับการรักษาที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดก็คือ "หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่แพ้" แต่ในปัจจุบันก็จะมีวิธีการรักษาอีกแบบหนึ่ง ก็คือค่อยๆให้ทานอาหารที่แพ้นั้นทีละน้อยๆกับคนไข้ โดยหวังว่าภูมิคุ้มกันของคนไข้จะสร้างกลับมาแล้วทำให้หายแพ้ได้ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็ยังอยู่ในช่วงของการศึกษากันอยู่ จึงไม่แนะนำให้ไปทำตามที่บ้าน เนื่องจากการทานสิ่งที่แพ้เข้าไป จะมีผลทำให้มีอาการแพ้ที่รุนแรงขึ้นได้



อันที่จริง หลายๆคนคงจะเคยได้ยินมาว่า "แพ้อะไรก็ให้กินสิ่งนั้นเข้าไปมากๆจนหายแพ้"... เป็นความคิดที่ไม่แนะนำ เพราะอาจจะทานมากจนเกินไปจนมีอาการที่รุนแรงมากเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นอย่าทดลองเอง อยากให้มาปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเป็นรายบุคคลจะดีกว่า

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่า เมื่อทานอาหารซ้ำๆชนิดเข้าไป แล้วลูกน้อยมีอาการซ้ำๆ เช่น หนูน้อยทานนมวัวเข้าไปแล้วมีอาการ วันถัดมาเมื่อทานก็ยังมาอาการอีก ก็ต้องสงสัยแล้วว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เจ้าตัวเล็กเกิดอาการแพ้รึเปล่า ถ้าสงสัยว่าลูกแพ้อาหารจริงหรือไม่ก็อยากให้พาน้องๆมาพบแพทย์ เพื่อจะได้ทราบว่าอาการต่างๆนั้นเกิดจากการแพ้อาหารจริงหรือไม่ โดยคุณหมอจะทำการตรวจร่างกาย ซักประวัติ วิธีการทดสอบการแพ้ทางผิวหนัง การเจาะเลือดตรวจหาสาเหตุ 

ฉะนั้น อาการผิดปกติต่างๆเมื่อทานอาหารเสร็จอย่ามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ทานเข้าไปเรื่อยๆให้ร่างกายเคยชินนั้นอาจใช้ไม่ได้ผลเสมอไป เพราะ "แพ้อาหาร" นั้นเป็นเรื่องร้ายแรงที่ควรระวัง จนอาจพรากชีวิตคนที่คุณรักไปโดยไม่รู้ตัว..



....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย "พรรณรวี พิศาภาคย์"



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 124