อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563

หนังสือน่าอ่าน "การตลาดและเศรษฐกิจ"

มีรุ่นพี่ของผมท่านหนึ่ง แนะนำหนังสือที่เพิ่งอ่านจบผ่านโซเชียลมีเดียของตัวเอง ผมลองอ่านตามมาทั้ง 2 เล่ม เห็นว่ามีประโยชน์และน่าสนใจดี จึงอยากจะแนะนำท่านผู้อ่านบ้างครับ ทั้งสองเล่มผมซื้อมาในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่เล่มหนึ่งออกแนวเยินเพราะหยิบขึ้นมาอ่านและใช้งานบ่อย ส่วนอีกเล่มใหม่กริบเลย เนื่องจากผมอ่านจบใน 2 วัน มาดูกันครับว่าแต่ละเล่มพูดถึงอะไรบ้าง จันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2563 เวลา 12.00 น.


Data-Driven Marketing การตลาดแบบฉลาดใช้ดาต้า หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณณัฐพล ม่วงทำ ซึ่งเคยเขียนหนังสือเล่มแรกชื่อ Personalized Marketing การตลาดแบบรู้ใจ ที่ติดอันดับ Best Seller มาแล้ว คราวนี้เขียนเรื่องการใช้ดาต้าเพื่อไปประยุกต์ใช้กับการทำการตลาด คุณณัฐพลเขียนให้เรื่องยาก ๆ กลับอ่านง่ายและสนุก ด้วยการเล่าที่มาที่ไป ให้ผู้อ่านลองทาย และเฉลยผลลัพธ์ว่าบริษัทต่าง ๆ ทำได้อย่างไร แถมมีสรุปความรู้ท้ายบท หนังสือเล่มนี้ผมค่อย ๆ อ่านทีละบท บางบทสั้นก็อ่านสองบทก่อนนอน ยิ่งบทท้าย ๆ มีลองให้ใช้ Google Trends ด้วย ผมลองนำมาใช้จริงกับการทำงาน แล้วก็ตอบคำถามแบบมีข้อมูลอ้างอิงได้ว่า ช่วงเวลาไหนของเดือนที่คนซื้อสินค้าชิ้นนี้มากที่สุด



หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ผมชอบ Part 1 ที่สุดเพราะเป็นการเปิดโลกของผมกับดาต้าที่มีอยู่รอบตัว ผู้เขียนได้ยกหัวข้อขึ้นมาซึ่งเป็นสิ่งที่เหมือนจะใกล้ตัว แต่ไม่น่ามองข้าม บางเรื่องก็คาดไม่ถึง เช่น เลือกรูปโปรไฟล์อย่างไรให้ได้แฟน เช่น ผู้ชายหรือผู้หญิงควรยิ้มหรือไม่ยิ้ม ควรอวดเรือนร่างมากน้อยขนาดไหน (นุ่งสั้น โชว์ซิกแพ็ก) กิจกรรมในรูปก็มีผลต่อการชอบหรือไม่ชอบ (ถือขวดเบียร์ อุ้มหมา ท่องเที่ยว ถ่ายในห้องนอน) เมื่อดูผลลัพธ์แล้วก็ตกใจเหมือนกันครับ ปัจจัยเรื่องเพศและอายุมีผลสะท้อนทุกอย่าง การใช้ดาต้าหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จเป็นการย้ำว่าเราควรใช้ดาต้าที่เป็นข้อมูลที่จับต้องได้และเข้าถึง insight ของลูกค้ามากกว่าใช้ instinct หรือสัญชาตญาณที่คิดและประเมินเอาเองจากผู้บริหาร

พอเริ่มเข้าใจดาต้าแล้วก็จะขยับไป Part 2 และ 3 ที่ชวนผู้อ่านเก็บดาต้าโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยมีตัวอย่างจากแคมเปญต่าง ๆ ที่ทำให้ลูกค้าเต็มใจให้ข้อมูลโดยไม่ต้องลงทุน Part 4 ชวนใช้ Google Trends เพื่อให้เห็น insight และ inspiration โดยยกเคสตัวอย่างและสรุปด้วย Data Collection Canvas “PODCAD” ที่ดูง่ายและมีประโยชน์ครับ



เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี เรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจอนาคต เขียนโดยลงทุนแมน ปกติผมจะมีหนังสือไว้อ่านวันละบทก่อนนอน แต่เล่มนี้ทำไม่ได้ครับ เพราะอ่านแล้วเพลินมาก จบใน 2 วัน อาจจะเป็นเพราะผมชอบเรียนประวัติศาสตร์ตั้งแต่เด็ก แต่การเรียนของไทยจะเรียนแบ่งการเรียนเป็นเรื่อง ๆ เช่น ประวัติศาสตร์สุโขทัย ประวัติศาสตร์อยุธยา พอเข้ามหาวิทยาลัย ผมจำได้ว่าตอนเรียนธรรมศาสตร์ ปี 1 ทุกคนต้องเข้าไปเรียนในหอประชุมพร้อมกันในวิชาอารยธรรมตะวันตกและอีกวิชา อารยธรรมตะวันออก (หรือมีชื่อเล่นว่า “ยำตก-ยำออก”) ผมเรียนประวัติศาสตร์แบบนั้นมาตลอด แบบไม่ค่อยปะติดปะต่อ แถมมีคำถามสงสัยหลายเรื่องเกี่ยวกับประเทศ เช่น บราซิลอยู่อเมริกาใต้แต่ทำไมพูดภาษาโปรตุเกสอยู่ประเทศเดียว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศจากยุโรปต้องเดินเรือมาหาเครื่องเทศจากประเทศแถบเอเชีย เขาเอาไปทำอะไรกัน เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้มีแกนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่จริง ๆ แล้วแวดล้อมด้วยเรื่องน่ารู้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม การเมือง การปกครอง เชื้อชาติ หุ้มล้อมรอบเรื่องเศรษฐกิจอยู่ ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกจนวางไม่ลง จุดเด่นที่ผมชอบมากที่สุดคือ เรื่องเหมือนจะเริ่มที่ยุโรป แต่วางไทม์ไลน์ทั้งโลกพร้อมกัน เมื่อพูดถึงประเทศยุโรปแล้ว ก็มาแตะฝั่งตะวันออก โดยมีจีนเป็นหลัก แล้วก็มาแตะที่ประเทศไทยด้วย แต่ละช่วงเวลาจะบอกสถิติประชากรของโลก รวมถึง GDP ของประเทศที่เป็นผู้นำในขณะนั้น

ผมชอบอ่านครึ่งแรกของหนังสือที่สุดเพราะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยทราบมาก่อน ยิ่งคิดว่าถ้าเราเข้าไปอยู่ยุคนั้น มันคงประหลาดใจมาก ถ้ารู้ว่ามีคนอีกซีกโลกที่พูดจาไม่เหมือนเรา หน้าตาไม่เหมือนเรา มีวัตถุดิบทางการเกษตรไม่เหมือนกัน แถมยังมีวัฒนธรรมและความรู้ที่เจริญก้าวหน้ากว่าเรามาก ระหว่างที่อ่าน ผมสะดุดเรื่องทฤษฎีโลกกลมของนักปราชญ์ชาวกรีกชื่อ “ทอเลมี” ผมว่าคุ้น ๆ พอดูชื่อภาษาอังกฤษ “Ptolemy” ผมจึงนึกออกว่าหมายถึง “ปโตเลมี” ที่เคยเรียนตอนเด็ก ๆ นั่นเอง

มีบทต้น ๆ ชื่อ Black Death หรือกาฬโรค ที่คร่าชีวิตประชากรโลกเป็นล้านคน ทำให้นึกถึง สถานการณ์โควิด-19 ตอนนี้ การแพร่กระจายของกาฬโรคมาจากหมัดหนูที่มากับเรือสินค้าจากประเทศจีน ทำเอาประชากรยุโรปตายเกลื่อน ความต่างก็คือ การแพร่กระจายของโรคในปัจจุบันแพร่ไปอย่างรวดเร็วเพราะเราเดินทางโดยเครื่องบิน แต่โรคสมัยก่อนค่อย ๆ คืบคลานเป็นปี ๆ เช่นเดียวกับยารักษาโรคที่ใช้เวลานานมากกว่าจะรักษาแต่ละโรคได้สำเร็จ

ในครึ่งหลังของเล่ม ผมเริ่มจะคุ้นเคยแล้วเพราะเคยได้ยินได้เห็นการเติบโตและล่มสลายของเศรษฐกิจในหลายประเทศ เช่น สงครามเย็น วิกฤติน้ำมัน ยุคทองของญี่ปุ่น ฟองสบู่ดอทคอม วิกฤติซับไพรม์ รวมถึงแบรนด์ดังในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาและคงอยู่ถึงปัจจุบัน

สองเล่มนี้อ่านจบแล้วรู้สึกว่าตัวเองฉลาดขึ้นเยอะเลยครับ ได้รู้ถึงอดีตและเตรียมตัวสำหรับอนาคต ได้ทั้งความรู้รอบตัว เอาไว้คุยสอนลูก และนำมาปรับใช้กับการทำงานในปัจจุบันได้ด้วยครับ.
............................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
หนังสือเด็กก้อนเมฆ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 39