อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

5 ทศวรรษแห่งการจากไปไม่มีวันไหนวงการหนังไทยไร้ชื่อ'มิตร ชัยบัญชา'

วันที่ 8 ตุลาคมเวียนมาครบอีกแล้ว วันนี้ในอดีตถือเป็นวันที่วงการภาพยนตร์ไทยต้องสูญเสียพระเอกขวัญใจคนไทยที่ชื่อ มิตร ชัยบัญชา ไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่ามกลางความอาลัยรักของแฟนหนังไทยในขณะนั้น yimyim จะพาทุกคนย้อนไประลึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระเอกอมตะผู้นี้กัน พฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 11.00 น.


แม้วันนี้จะผ่านมาเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษแล้ว แต่ชื่อของพระเอกหนังไทยตลอดกาลอย่าง มิตร ชัยบัญชา กลับไม่ได้เลือนหายไปจากวงการภาพยนตร์ไทยเลย นี่อาจไม่ใช่เหตุผลของความบังเอิญที่ทำให้คนๆหนึ่งเข้าไปอยู่ในหัวใจคนไทยได้อย่างเหนียวแน่นแบบนี้ แต่คงเป็นเพราะเรื่องราวและคุณงามความดีของเขา ทำให้ทุกคนต่างจดจำและจารึกชื่อของเขาว่าเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้
           
มิตร ชัยบัญชา คืออีกหนึ่งความภาคภูมิใจของวงการหนังไทย และเป็นเสมือนพระเอกอมตะที่ยากจะหาใครเทียบได้ในปัจจุบัน ยิ่งในเรื่องของอุปนิสัยส่วนตัว เขาเป็นคนโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรักคนชื่นชม โดยเฉพาะความเป็นสุภาพบุรุษของเขา ก็เป็นเครื่องการันตีชั้นดีที่ทำให้พระเอกคนนี้เข้าไปอยู่ในใจของแฟนๆหนังชาวไทยได้นั่นเอง


           
เนื่องในโอกาสวันครบรอบการเสียชีวิต 50 ปีของมิตร ชัยบัญชา (8 ต.ค.63) เราจึงขอชวนแฟนๆ เดลินิวส์ออนไลน์ ทุกคนมาย้อนรำลึกถึงประวัติและผลงานของพระเอกคนนี้กัน มิตร ชัยบัญชา เกิดวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2477 มีชื่อจริงว่า พันจ่าอากาศโท พิเชษฐ์ ชัยบัญชา (นามสกุลเดิมพุ่มเหม) เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงปลาย พ.ศ. 2499 เป็นพระเอกภาพยนตร์ไทยในช่วง พ.ศ.2500-2513 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของภาพยนตร์ 16 มม. มีผลงานนับได้ขณะนั้น 266 เรื่อง จากทั้งสิ้น 300 กว่าเรื่องที่นำแสดง
           
ผลงานเรื่องแรกของมิตรคือเรื่อง “ชาติเสือ” บทประพันธ์ของ เศก ดุสิต ซึ่งในเรื่องนี้มิตรได้ประกบกับนางเอกที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นถึง 6 คน ได้แก่ เรวดี ศิริวิไล, นัยนา ถนอมทรัพย์, ประภาศรี สาธรกิจ และ น้ำเงิน บุญหนัก ซึ่งภาพยนตร์ทำรายได้กว่าแปดแสนบาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากของสมัยนั้น ทำให้ชื่อของมิตร ชัยบัญชา เป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น จากนั้นมิตรโด่งดังเป็นอย่างมากจากบท โรม ฤทธิไกร หรือ อินทรีแดง ในภาพยนตร์เรื่อง “จ้าวนักเลง” ซึ่งเป็นบทที่มิตร ชัยบัญชา ต้องการแสดงเป็นอย่างมากหลังจากได้อ่านหนังสือ จนทีมผู้สร้าง ชาติเสือ ตัดสินใจไปพบ เศก ดุสิต พร้อม มิตร ชัยบัญชา เพื่อขอซื้อเรื่องมาทำเป็นภาพยนตร์ เศก ดุสิต พูดต่อมิตร ชัยบัญชาว่า "...คุณคือ อินทรีแดง ของผม..." ซึ่งภาพยนตร์ทำรายได้มากและมีภาพยนตร์ภาคต่อหลายเรื่อง ต่อมามีภาพยนตร์สร้างชื่อเสียงให้มิตรอีกหลายเรื่อง เช่น "เหนือมนุษย์",  "แสงสูรย์",  "ค่าน้ำนม", "ทับสมิงคลา" เป็นต้น


          
ทั้งนี้ มิตร ชัยบัญชา มีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ จากบทบาทการแสดงที่ประชาชนชื่นชอบและจากวินัยที่ดีในการทำงาน รวมถึงนิสัย และอัธยาศัยต่อเพื่อนร่วมงาน มิตรเป็นพระเอกดาวรุ่งที่โด่งดังอยู่ เมื่อแสดงภาพยนตร์คู่กับ เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกใหม่เรื่อง “บันทึกรักของพิมพ์ฉวี” เป็นเรื่องแรกเมื่อ พ.ศ. 2504 ภาพยนตร์ออกฉาย พ.ศ. 2505 จากนั้นมิตรเริ่มก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งพระเอกอันดับ 1 ของประเทศ ที่เป็นที่รักของประชาชน ต่อมาตั้งแต่ พ.ศ. 2506 ได้แสดงภาพยนตร์คู่กับเพชรามากขึ้น และเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 จึงเป็นคู่ขวัญได้แสดงภาพยนตร์คู่กันมากที่สุดตลอดมา รับบทคู่รักในภาพยนตร์ ประมาณ 200 เรื่อง จนแฟนภาพยนตร์เรียกว่า มิตร-เพชรา (แฟนหนังบางส่วนเข้าใจผิดว่ามิตร นามสกุล เพชรา) มีแฟนภาพยนตร์จำนวนมากที่ชื่นชอบในตัวมิตร ถึงขนาดว่าถ้าไม่มีชื่อมิตรแสดงก็เดินทางกลับ ไม่ดูหนัง ทั้งที่เดินทางมาไกลแค่ไหนก็ตาม



แม้แฟนภาพยนตร์จะชอบเข้าใจว่าทั้งมิตรและเพชราเป็นคู่รักกัน แต่ก็เป็นเพียงในภาพยนตร์เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว ทั้งคู่สนิทสนมจริงใจเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน มิตรรักเพชราเหมือนน้องสาว คอยปกป้องและเป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาให้เพชรา แต่ก็มักโกรธกันอยู่บ่อยๆ บางครั้งไม่พูดกันเป็นเดือนทั้งๆที่แสดงหนังร่วมกันอยู่  โดยเพชราเคยกล่าวว่ามิตรเป็นคนช่างน้อยใจ แต่ก็เป็นพี่ชายที่ดีและน่ารักกับทุกคนเสมอ


           
ต่อมาในปี พ.ศ. 2506 ภาพยนตร์เรื่อง “ใจเพชร” ทำรายได้สูงสุดและมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้เกินล้านอีกหลายเรื่อง โดยเมื่อ พ.ศ. 2508 มิตรได้รับพระราชทานรางวัล "โล่เกียรตินิยม" นักแสดงนำชายที่ทำรายได้สูงสุด จากภาพยนตร์เรื่อง “เงิน เงิน เงิน” ซึ่งทำรายได้เป็นประวัติการณ์ ต่อมา พ.ศ. 2509 ภาพยนตร์เรื่อง “เพชรตัดเพชร” ทำรายได้ทำลายสถิติ เงิน เงิน เงิน ได้ 3 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน และรับพระราชทาน รางวัลดาราทอง จากคุณสมบัติหลัก 4 ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ ไมตรี และ น้ำใจ ซึ่งแสดงถึงคุณภาพของผู้รับรางวัล



จากนั้นในปี พ.ศ. 2513 ภาพยนตร์เรื่อง “มนต์รักลูกทุ่ง” เป็นภาพยนตร์เพลงลูกทุ่งของมิตรและเพชราที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้มากกว่า 6 ล้านบาท และยืนโรงได้นานกว่า 6 เดือนในกรุงเทพฯ ทำรายได้ทั่วประเทศ กว่า 13 ล้านบาท ซึ่งยิ่งทำให้เวลานั้นไม่มีพระเอกคนไหนจะฮอตและเป็นที่นิยมได้มากเท่ากับ มิตร ชัยบัญชา อีกแล้ว



แต่แล้วหัวใจของแฟนๆหนังไทยที่รักมิตร รวมถึงเพื่อนพ้องในวงการก็ต้องตกใจและช็อกสุดขีดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2513 มิตร ชัยบัญชา ได้เสียชีวิตลงขณะถ่ายทำฉากโหนบันไดเชือกเฮลิคอปเตอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง “อินทรีทอง” ท่ามกลางความอาลัยของมหาชน



จากผลการชันสูตรศพยืนยันว่าเขาเสียชีวิตทันทีเพราะร่างกายแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี เชือกบาดข้อมือเป็นแผลลึก 2 ซม. ยาว 8 ซม. กระดูกขากรรไกรข้างขวาหัก กระดูกโหนกแก้มซ้ายขวาหัก มีเลือดออกทางหูขวา กระดูกซี่โครงขวาหัก 5 ซี่ กระดูกโคนขาขวาหัก กระดูกต้นคอหัก โดยเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 16.13 น. ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2513 หนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับพาดหัวข้อข่าวการตายของเขา ซึ่งกระจายข่าวไปถึงญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวัน ด้วย โดยศพของ มิตร ชัยบัญชา ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง มีประชาชนหลั่งไหลเข้าไปร่วมงาน แต่ประชาชนบางส่วนยังไม่เชื่อว่ามิตรได้เสียชีวิตแล้ว ต่างภาวนาว่าไม่ใช่เรื่องจริง ทำให้ทางวัดไม่มีทางเลือกที่จะทำให้ความเชื่อของพวกเขาไม่เป็นความจริง จึงยกร่างไร้วิญญาณของเขา ให้ได้เห็นกับตาทางหน้าต่างเพื่อให้ทุกคนเห็น ซึ่งก็สร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนหนังอย่างมาก



หลังจากครบ 100 วัน พิธีพระราชทานเพลิงศพของมิตรจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2514 โดยมีประชาชนหลั่งไหลเข้าไปร่วมงานจำนวนหลายหมื่นคน ต่อมาได้มีการพระราชทานเพลิงศพย้ายจากวัดแคนางเลิ้งไปวัดเทพศิรินทร์ เนื่องจากมีประชาชนไปร่วมส่งมิตรจำนวนมากถึงสามแสนคน จนทำให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่า "นี่เป็นงานศพของสามัญชนที่มีผู้ไปร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว"



ความยิ่งใหญ่ของ "มิตร ชัยบัญชา" อาจเป็นเพียงแค่ข้อความบนหนังสือประวัติศาสตร์หรือข้อมูลจารึกในห้องสมุดไปแล้ว หากเขาผู้นี้ไม่ใช่ “พระเอกอมตะ” ที่ตลอดชีวิตการเป็นนักแสดงของเขา เขาได้ทำหน้าที่ของคำว่า “นักแสดง” จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต และเขาก็คือคนที่ได้บำเพ็ญประโยชน์และทำคุณงามความดีเอาไว้มากมาย ไม่ใช่เฉพาะร่างกายที่มอบให้เป็นอาหารตาที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับแฟนๆเท่านั้น แต่เขายังได้มอบ “ต้นกล้า” และ “จิตวิญญาณ” ของหนังไทยให้คนรุ่นหลังสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย...

 
-------------------------
คอลัมน์            “1 Day With ซุปตาร์”
โดย                  “yimyim”
ขอขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ และ วิกิพีเดีย



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 104