อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563

แนวคิดสุดโต่งกับการยุยงปลุกปั่นสัญญาณอันตราย

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง “สังคมรับไม่ได้ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ” ซึ่งดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจำนวน 1,216 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25 ก.ย. – 3 ต.ค. 63 พฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 10.00 น.


ความคิดของผู้คนทั้งหลายย่อมมีทั้งความเหมือนและความต่างซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา​ขึ้นอยู่กับที่มาและภูมิหลังของแต่ละบุคคล การมีความคิดที่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ก็ย่อมจะเข้ากับผู้อื่นได้ ​ในทางกลับกันหากมีความคิดต่างไปจากคนส่วนใหญ่ก็อาจมีปัญหาในการเข้ากับผู้อื่นได้และอาจมีความยุ่งยากติดตามมาอีกด้วย อย่างไรก็ตามการมีความคิดเหมือนหรือความคิดต่างกับผู้อื่นปรากฏให้เห็นกันอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องส่วนรวม​ หากเป็นเรื่องส่วนตัวปัญหาก็อยู่ในวงจำกัด​ แต่หากเป็นเรื่องส่วนรวมปัญหาก็จะขยายออกไปในวงกว้าง ฉะนั้นกรณีที่มีความคิดต่างไปจากผู้อื่นควรทำความเข้าใจกันด้วยหลักการและเหตุผล แต่หากไม่สามารถทำความเข้าใจกันได้ด้วยเหตุผลก็ควรยุติกันไป เพราะจะได้ไม่เกิดความบาดหมางกินใจกัน

การมีศักดิ์ศรี​ความเป็นมนุษ​ย์และมีความเป็นอิสระในความคิดแสดงออกทางกายหรือวาจาอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตและเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับทุกคนที่ควรหวงแหนและรักษาไว้ให้ดี ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพ มีบทบาทและหน้าที่อะไร จะอยู่ในฐานะสูงศักดิ์หรือต่ำศักดิ์เพียงไรก็ตาม ​ก่อนที่จะแสดงความคิดออกมาทางกายหรือวาจาอย่างไรควรศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องนั้นให้ดีเสียก่อน มิเช่นนั้นแล้วอาจผิดพลาดและก่อให้เกิดผลเสียแก่ตนเองได้ หากไม่แน่ใจควรเก็บความคิดไว้ภายในใจเสียก่อนไม่ต้องแสดงออกมา จะได้ไม่เกิดปัญหาติดตามมาโดยไม่รู้ตัว จนกว่าจะมีความแน่ใจค่อยแสดงความคิดด้วยความรับผิดชอบกันใหม่

ความเชื่อง่ายเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงของสังคมไทยซึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติมานานแล้ว ​ผู้คนทั่วไปจึงมักถูกชักจูงหรือถูกครอบงำความคิดให้คล้อยตามกับผู้ที่มีจุดมุ่งหมายในการแสวงหาประโยชน์ต่างๆจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองที่มีกิเลสหยาบหนา ไม่ได้อาสาเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชนและประเทศชาติอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่กลับมีเป้าหมายเข้ามามีอำนาจรัฐเพื่อแสวงหาประโยชน์จากบ้านเมือง เป็นผู้อาศัยจุดอ่อนของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปในทิศทางที่ตนต้องการ เมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมานักการเมืองสามารถชักจูงและครอบงำประชาชนที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ได้ค่อนประเทศ พอมาถึงยุคปัจจุบันนักการเมืองหันมาชักจูงและครอบงำประชาชนซึ่งอยู่ในวัยเด็กและเยาวชนที่ขาดความรู้เท่าทันหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองตามแนวคิดสุดโต่ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่งเพื่อทำลายโครงสร้างของประเทศที่ประกอบด้วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยใช้วิธีการบิดเบือนข้อมูลและข่าวสารต่างๆ ประดิดประดอยถ้อยคำใช้เป็นวาทกรรมเพื่อปลุกระดมความคิดและปลุกเร้าเด็กและเยาวชนให้ออกมาชุมนุมทางการเมือง สร้างความสับสนและความแตกแยกแก่คนในชาติดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้



​สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันมีความโกลาหลวุ่นวายจากการยุยง​ปลุกปั่นของขบวนการ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน”​ ซึ่งประกอบด้วยนักการเมือง​ อดีตนักการเมือง​ นักวิชาการ​ เอ็นจีโอ​และต่างชาติ​ที่มีวาระซ่อนเร้นเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเพื่อสถาปนาอำนาจรัฐใหม่ที่คุกคามต่อความสงบสุขและความมั่นคงของบ้านเมือง​ ใช้วิธีการแทรกซึมแนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย​อันมีพระมหากษัตริย์​ทรงเป็นประมุข​ พยายามบ่อนทำลายบ้านเมืองและสร้างเงื่อนไขให้สังคมไทยเป็นสังคมอนาธิปไตย​ (anarchy)​ เกิดการจลาจลปั่นป่วนในทุกหนทุกแห่ง

เมื่อวันที่​ 4 ต.ค. 63 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง “สังคมรับไม่ได้ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ” ซึ่งดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,216 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25 ก.ย. – 3 ต.ค. 63 พบว่า

ร้อยละ 97.6 ระบุ รับไม่ได้จากขบวนการปั่นกระแส ยั่วยุ ปลุกระดมต่างๆ ในเรื่องใช้อารมณ์ ไร้เหตุผล
ร้อยละ 96.1 ระบุ จาบจ้วง ล่วงละเมิด ทำลายเสาหลักของชาติ
ร้อยละ 95.7 ระบุ คุกคาม ทำลายผู้อื่นที่เห็นต่าง
ร้อยละ 94.1 ระบุ ใส่ร้าย ป้ายสี พ่นสีและสาดสี
ร้อยละ 93.4 ระบุ ก้าวร้าว หยาบคาย ใช้คำไม่สุภาพ

บ้านเมืองกำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงเนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในทั่วโลก แต่มีขบวนการ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน”​ ที่อาศัยพลังเด็กและเยาวชนมาเป็นเครื่องมือในการล้มล้างการปกครองของประเทศ​ นับเป็นภัยร้ายแรงอย่างใหญ่หลวงที่คุกคามความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ ทุกภาคส่วนของสังคมจึงต้องออกมาทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้ดีที่สุดด้วยความเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวต้องดูแลบุตรหลาน สถานศึกษาต้องดูแลเด็กและเยาวชน หน่วยงานต่างๆต้องดูแลบุคลากรของตนให้ดี อย่าได้ปล่อยให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อและเป็นเครื่องมือของขบวนการอันชั่วร้ายที่มีจิตใจอำมหิตเลือดเย็นโดยไม่คำนึงถึงชีวิตอันบริสุทธิ์​ของเด็กและเยาวชนที่อาจตกอยู่ในความสุ่มเสี่ยงและสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ​ จากการชุมนุมทางการเมืองในครั้งนี้

..................................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    52%
  • ไม่เห็นด้วย
    48%

บอกต่อ : 96