อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563

กงล้อ"14 ตุลา"อาถรรพณ์!ม็อบไล่รัฐบาล-ทะลุเพดาน (1)

จากเหตุการณ์ “14 ต.ค.16” ทำให้เดือน ต.ค.กลายเป็นเดือนอาถรรพณ์ของการเมืองไทยทุกยุคทุกสมัย เมื่อภาวะการเมืองเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือใกล้ถึงทางตัน มักจะหมุนเวียนมาเข้าใกล้วันที่ 14 ต.ค.อยู่ร่ำไป พุธที่ 14 ตุลาคม 2563 เวลา 10.31 น.


กงล้อประวัติศาสตร์กำลังเวียนมาบรรจบครบ 47 ปี เหตุการณ์นองเลือด“14 ตุลา” หรือ “วันมหาวิปโยค” ที่คนไทยผู้รักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่เคยลืมเลือน

เนื่องจากเป็นเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะมีนักศึกษาและประชาชนมากกว่า 5 แสนคน ออกมาชุมนุมรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนนำไปสู่คำสั่งของรัฐบาลให้ใช้กำลังทหารและตำรวจเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม ระหว่างวันที่ 14-15 ต.ค.2516 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 70 ศพ บาดเจ็บกว่า 800 คน และสูญหายอีกจำนวนมาก

โดยช่วงค่ำวันที่ 15 ต.ค.2516 สถานีวิทยุแห่งประเทศได้ประกาศว่าจอมพลถนอม จอมพลประภาส จารุเสถียร และพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร เดินทางออกนอกประเทศแล้ว ขอให้ประชาชนและนักศึกษากลับเข้าบ้าน เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง แล้ววันที่ 16 ต.ค. บรรดาผู้ชุมนุมและประชาชนต่างพากันช่วยทำความสะอาดพื้นถนนและสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ในส่วนของรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้แต่งตั้ง พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เป็น ผอ.รักษาความสงบภายใน



“14 ต.ค.”อาถรรพณ์การเมืองไทย

จากเหตุการณ์ “14 ต.ค.16” ทำให้เดือน ต.ค.กลายเป็นเดือนอาถรรพณ์ของวงการเมืองไทยมาทุกยุคทุกสมัย เมื่อภาวะการเมืองเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หรือใกล้ถึงทางตัน มักจะหมุนเวียนมาเข้าใกล้วันที่ 14 ต.ค.อยู่ร่ำไป

ทำไมจึงต้องมีการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนในวันที่ 14 ต.ค.63 มาจากเหตุผลหลายประการผสมกัน คือ 1.การเมืองไทยยังวนเวียนอยู่กับการทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะรัฐธรรมฉบับปี 40 ซึ่งว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เป็นประชาธิปไตยที่จับต้องได้ และกินได้

2.ทำรัฐประหารเข้ามาแล้ว รัฐบาลทหารบริหารประเทศไม่เก่ง ค้าขายไม่เป็น ไม่มีประสิทธิภาพในเวทีการค้าโลก แถมต้องเจอแรงกดดันสารพัดจากสังคมโลก ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สภาพทางสังคมตกต่ำ คนตกงานจำนวนมาก ส่งผลให้การฆ่าตัวตายเพราะเครียดปัญหาทางเศรษฐกิจปากท้องถี่ขึ้น แต่รัฐบาลกลับทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับเรื่องความมั่นคง และการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อย่างไม่ค่อยโปร่งใส

3.การใช้อำนาจรัฐไปข่มขู่คุกคามถึงครอบครัวของประชาชน และนักศึกษา ที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาลทหาร และ 4.จัดทำรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง จัดวางคนของตัวเองไว้ในองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อสืบทอดอำนาจ

เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้ขึ้นในสังคมไทย กลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาลทหารจึงเริ่มปรากฏตัวทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงปฏิเสธรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กันอยู่บ่อยๆ  ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนกลายเป็นที่มาของคณะประชาชนปลดแอก และแฟลชม็อบ ประกอบด้วยประชาชน นิสิต นักศึกษา ออกมาเคลื่อนไหวทั่วประเทศ



คนรุ่นใหม่ไปไกล-ไฮปาร์ก “ทะลุเพดาน”

ไม่เว้นแม้แต่นักเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศออกมาเคลื่อนไหวแสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว และผูกโบสีขาว ขับไล่รัฐบาลชุดปัจจุบัน และปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือด

ชนิดที่บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองคิดไม่ถึงว่าเด็กนักเรียน นักศึกษา จะไปไกลขนาดนี้ เนื่องจากนักเรียน นักศึกษาหลายคนที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีพูดกันแบบ “ทะลุเพดาน” ประเภทที่ว่าทำเอาผู้ใหญ่หลายๆ คนที่เป็นนักไฮปาร์กตกงานแน่ๆ

เนื่องจากนักเรียน นักศึกษาเหล่านี้มองเห็นปัญหาของบ้านเมือง จึงกล้าพูดอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะแบบ “ทะลุเพดาน” ไปเลย

นับตั้งแต่เดือน ก.ค.63 เป็นต้นมา ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของคณะประชาชนปลดแอกและแฟลชม็อบทั่วประเทศทวีความร้อนแรงมากขึ้น พร้อมกับยื่นเสนอ 3 ข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือ 1.หยุดคุกคามประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย 2.ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่มี ส.ว.แต่งตั้ง และ 3.ต้องยุบสภา

นอกจากนี้ บนเวทีชุมนุมบริเวณลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่วันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษา “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ยังยื่นข้อเรียกร้อง 10 ข้อ เพื่อแก้ปัญหาว่าด้วยสถาบัน

ตามมาด้วยการชุมนุมบริเวณสกายวอล์ค ย่านปทุมวัน รวมทั้งที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรำลึกถึงการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเกิดความแตกแยกกันรุนแรง และต้องทำรัฐประหารซ้ำ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ฉุดประเทศให้ถอยหลังเข้าคลองมาจนถึงทุกวันนี้

โดยไฮไลต์ของการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่าน ยังมีการปัก “หมุดคณะราษฎร 2563” บริเวณท้องสนามหลวง แทนหมุดเดิมตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 ที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่ปี 60

แต่รัฐบาล โดยเฉพาะพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงเป็นรอยด่างในรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 กลับมีท่าทีไม่ “แยแส” ต่อข้อเสนอและข้อเรียกร้อง 3+10 ในข้างต้น จึงเป็นที่มาของการชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่ 14 ต.ค.63 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และจะเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล โดยตำรวจได้เตรียมกำลัง 95 กองร้อย หรือกว่า 14,000 นาย ไว้รองรับสถานการณ์

ทั้งนี้ตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมในนาม “คณะราษฎร 63” ประกอบด้วยนักไฮปาร์กทะลุเพดาน! น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นายภาณุพงศ์ หรือไมค์ จาดนอก ทนายอานนท์ นำภา นายกรกช แสงเย็นพันธ์ นายลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก และนายทัตเทพ หรือฟอร์ด เรืองประไพกิจเสรี ได้ออกมาแถลงโหมโรงไปเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา



สะกิด 2 พรรคถอนตัวร่วมรัฐบาล

โดย “คณะราษฎร 63” ประกาศขอให้ทุกคนหยุดงาน หยุดเรียน มารวมกันเพื่อชุมนุมปักหลักค้างคืนไม่น้อยกว่า 1 คืน พร้อมทั้งเปิดข้อเรียกร้องดังนี้ 1.พล.อ.ประยุทธ์และองคาพยพลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด 2.รัฐสภาต้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้มาจากประชาชน และ 3.ปฏิรูปสถาบัน

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน คณะกรรมการญาติวีรชน “พฤษภา 35” นำโดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานและคณะญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้เดินทางไปยังพรรคประชาธิปัตย์เพื่อยื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้พรรคประชาธิปัตย์ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล เพื่อเสนอให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในที่ประชุมสภาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติชาติ และนายอดุลย์ยังเดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลด้วย

เช่นเดียวกับที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย ได้จัดกิจกรรม “ปลุกลาน สวป.” โดยมีการปราศรัยของแกนนำกลุ่มต่างๆ เพื่อกระทุ้งให้รัฐบาลและรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่านี้

อนาคตรัฐบาล และชะตากรรม พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่หรือไป จะเดินตามรอย “นายพล” รุ่นพี่ ๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ต.ค.16 ต่อเนื่องเหตุการณ์ 6 ต.ค.19 และ “พฤษภาทมิฬ 35” กงล้อประวัติศาสตร์กำลังจะหมุนไปอีกครั้งในวันที่ 14 .ต.ค.นี้.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    40%
  • ไม่เห็นด้วย
    60%

บอกต่อ : 59