อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อินโด-แปซิฟิก

นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซึงะ ของญี่ปุ่น เริ่มการเดินทางเยือน 2 ประเทศกลุ่มอาเซียนเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่เมื่อวาน (18 ต.ค.) โดยเริ่มจากเวียดนาม แล้วต่อด้วยอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการเยือนต่างแดนอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกนับตั้งแต่ตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา  จันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2563 เวลา 07.00 น.

การเยือนมีขึ้นท่ามกลางความสงสัย เบื้องหลังการตัดสินใจเลือกเยือน 2 ประเทศนี้ประเดิมตำแหน่ง แทนที่จะเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศมหามิตรและมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลก เหมือนอดีตนายกฯ คนก่อน ๆ ของญี่ปุ่นแทบทุกคน หรือจีน เกาหลีใต้
 
รายงานของสื่อหลายสำนักในญี่ปุ่น บอกว่าซึงะสานต่อนโยบายต่างประเทศ ของพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) พรรครัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบัน ที่หันมาเน้นยุทธศาสตร์ 2 ฟากมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก เป็นเขตเสรีและเปิด (free and open Indo-Pacific) ซึ่งหมายถึง การต่อต้านการแผ่ขยายอิทธิพลของจีน ตลอด 2 ฟากสมุทรนี้โดยตรง โดยญี่ปุ่นจับมือเป็นพันธมิตร กับอินเดีย สหรัฐ และออสเตรเลีย

อนึ่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เป็นแก่นใจกลางของยุทธศาสตร์นี้
 
ตอนที่อดีตนายกฯ ชินโซะ อาเบะ ผู้นำญี่ปุ่นคนที่แล้ว เริ่มรับตำแหน่งสมัยที่ 2 ในเดือน ธ.ค. 2555 พรรคแอลดีพีกำหนดให้อาเบะ เดินทางเยือนเวียดนามและอินโดนีเซีย เป็น 2 ประเทศแรกเช่นกัน
  
เวียดนามและอินโดนีเซีย เป็น 2 ประเทศหุ้นส่วนสำคัญสำหรับญี่ปุ่น มีบทบาทสำคัญในกลุ่มอาเซียน และต่างก็มีความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยปัญหากับจีนเหมือนกัน
 
ภายใต้รัฐบาลของอาเบะ ความสัมพันธ์ระหว่างโตเกียวกับจาการ์ตาและฮานอย ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากความร่วมมือทางการค้าและความมั่นคง และญี่ปุ่นสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคหลายโครงการใน 2 ประเทศ
 
ในปี 2557 เวียดนามและญี่ปุ่นประกาศความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบครอบคลุม (extensive strategic partnership) ขณะที่ญี่ปุ่นกับอินโดนีเซียจับมือกันเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2549
 
ในส่วนของอินโดนีเซีย บริษัทญี่ปุ่นเข้าไปก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนเร็วในกรุงจาการ์ตา และทางการโตเกียวให้เงินทุนสนับสนุน การก่อสร้างท่าเรือ และทางหลวง ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอินโดนีเซีย เสียงข้างมากต้องการให้รัฐบาลรับเงินสนับสนุน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคจากญี่ปุ่นมากกว่าจีน ซึ่งส่วนหนึ่งเนื่องจากเงื่อนไขของปักกิ่ง ที่กำหนดให้การก่อสร้างในโครงการ ต้องนำเข้าคนงานจำนวนมากจากจีน
 
จากความที่อินโดนีเซียเป็นประเทศเนื้อที่กว้างใหญ่สุด และประชากรมากที่สุดของอาเซียน และทำเลที่ตั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์ จึงถูกยกให้เป็นประเทศแกนหลัก ของแผนยุทธศาสตร์ อินโด-แปซิฟิก และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของ “มุมมองต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก” ที่กลุ่มอาเซียนประกาศเมื่อเดือน มิ.ย. 2562 เพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ของสหรัฐกับญี่ปุ่น 
 
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเวียดนามดีขึ้นเช่นกัน ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากความสัมพันธ์ด้านการค้าและความมั่นคง และต่างก็มีความวิตกร่วมกัน เกี่ยวกับการแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลของจีน นอกเหนือจากความขัดแย้งเหนือดินแดนและทรัพยากรในทะเลจีนใต้ นอกจากนั้น เวียดนามกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน ในเดือนพ.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งญี่ปุ่นในฐานะประเทศหุ้นส่วนเจรจา จะเข้าร่วมด้วย
 
ตอนนี้ญี่ปุ่นกำลังพยายามย้ายฐานการผลิต และการลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเวียดนามเป็นเป้าหมายแรก เนื่องจากระยะทางไม่ไกลทั้งจากจีนและจากญี่ปุ่นมาเวียดนาม ทำให้มีความเป็นไปได้สูง และดีกว่าสำหรับญี่ปุ่น ในสถานการณ์ปัจจุบัน
 
แหล่งข่าววงในรัฐบาลโตเกียวเผยว่า ในระหว่างการเยือนเวียดนาม ซึงะจะร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามยกระดับความร่วมมือทางทหารกับรัฐบาลฮานอย ที่รวมถึงการส่งออกอาวุธ และข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี 
 
ญี่ปุ่นยกเลิกมาตรการปิดกั้นตัวเอง จากการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ เมื่อปี 2557 เพื่อจะยกระดับขีดขั้นกลาโหม และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจนถึงปัจจุบันญี่ปุ่นมีข้อตกลง ส่งออกอาวุธให้ฟิลิปปินส์เพียงประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียน ภายใต้ข้อตกลงที่ลงนามในเดือนส.ค. ที่ผ่านมา ทางการมะนิลาตกลงนำเข้าระบบสัญญาณเตือนภัย และเรดาร์ทางทหาร จากบริษัทมิตซูบิชิ อิเล็กทริก ของญี่ปุ่น.

_________________
    
เลนซ์ซูม            

เครดิตภาพ : REUTERS

                

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 14