อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 2 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 2 ธันวาคม 2563

3ทศวรรษแห่งการรวมชาติ ประวัติศาสตร์-วิสัยทัศน์ 'เยอรมนี' (3)

ฯพณฯ เกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับเดลินิวส์ เนื่องในวาระที่ปีนี้ครอบรอบ 30 ปี แห่งการรวมชาติระหว่างเยอรมนีตะวันออกกับเยอรมนีตะวันตก โดยการสนทนาช่วงที่ 3 เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของเยอรมนี อาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2563 เวลา 09.30 น.

เยอรมนีมีความสนใจต่อสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน )มากยิ่งขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ เยอรมนียกระดับนโยบายเกี่ยวกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ที่อาเซียนเป็นส่วนหนึ่งมากขึ้น ขอให้ท่านอธิบายมุมมองของรัฐบาลเยอรมนีในเรื่องนี้หน่อยค่ะ

เยอรมนีมองว่า ภูมิภาคแห่งนี้มีความน่าสนใจและมีความสำคัญเพิ่มมากยิ่งขึ้น จีนและอินเดียซึ่งเป็น 2 ประเทศมีพลเมืองมากที่สุดในโลกตั้งอยู่ที่นี่ อันที่จริงเยอรมนีมีทั้งแผนยุทธศาสตร์กับแอฟริกา และลาตินอเมริกา อันที่จริงเป็นเรื่องปกติด้านนโยบายต่างประเทศ ในการจัดทำนโยบายอย่างจำเพาะเจาะจง เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับแต่ละภูมิภาค ในส่วนของแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก แบ่งออกเป็น 9 ข้อใหญ่ ครอบคลุมทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และแผนพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวทางของสหประชาชาติ ( ยูเอ็น )

อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอินโด-แปซิฟิก กำลังเป็นภูมิภาคซึ่งเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก ที่เป็นผลจากการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐกับจีน แต่ไม่ควรที่ประเทศใดจะต้องเลือกว่าจะอยู่ข้างรัฐบาลวอชิงตัน หรือรัฐบาลปักกิ่ง เป็นเรื่องธรรมดาที่การอยู่ร่วมกันจะต้องมีความขัดแย้งหรือข้อพิพาท แต่เยอรมนีมีจุดยืนชัดเจน ว่าคู่กรณีต้องเข้าสู่กระบวนการตามพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

นโยบายของเยอรมนีไม่แสวงหาการเผชิญหน้า แต่มุ่งมั่นเสริมสร้างการเชื่อมต่อ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายพื้นฐานของสหภาพยุโรป ( อียู ) ทั้งหมด กับต่างประเทศหรือประเทศที่อยู่นอกภูมิภาคเช่นกัน ฝรั่งเศสเป็นสมาชิกอียูประเทศแรกที่มีแผนยุทธศาสตร์ชัดเจนเรื่องอินโด-แปซิฟิก ตามด้วยเยอรมนี และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกอียูที่เหลือจะมีนโยบายลักษณะเดียวกัน

นายเกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย

หนึ่งในพื้นฐานสำคัญด้านการดำเนินนโยบายของเยอรมนี คือการบูรณาการ ไม่เพียงแต่เฉพาะภายในภูมิภาค แต่ยังมุ่งหวังโยงใยกับภูมิภาคอื่นด้วย บนพื้นฐานของการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม หากเจาะจงในส่วนของอาเซียน ถือเป็นภูมิภาคซึ่งมีนโยบายบูรณาการที่สร้างสรรค์เช่นกัน แต่พูดตามตรงว่าสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศยังมีพื้นฐานหลายอย่างที่แตกต่างกัน การจะมีมาตรฐานเดียวกัน ทั้งในด้านการศุลกากรและการเดินทางยังคงต้องการการบูรณาการ แต่จิตวิญญาณของความเป็นอาเซียนเมื่ออยู่รวมกันครบทั้ง 10 ประเทศ เป็นเรื่องที่น่านับถือ

เยอรมนีต้องการขยายขอบเขตความร่วมมือใดกับอาเซียน และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกทั้งหมดบ้าง

ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน ที่นานาประเทศละเมิดกฎหมายด้านความมั่นคงกันอย่างต่อเนื่อง การคลี่คลายความขัดแย้งด้วยการเจรจาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตลอดจนการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการปลดอาวุธ อาทิ เยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งมอบความสนับสนุนให้กับกัมพูชา ในการเก็บกู้วัตถุระเบิดสมัยสงคราม

เยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งมีนโยบายต่างประเทศที่แข็งแกร่ง อยากให้ท่านพูดถึง “พื้นฐาน” ด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเบอร์ลิน

ย้อนกลับไปหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง สถานการณ์ของเยอรมนีเรียกได้ว่า “หายนะ” ต้องเริ่มต้นใหม่แทบทุกอย่าง เยอรมนีจึงเป็นฝ่ายเริ่มสานสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในทวีปยุโรปก่อน นำไปสู่การที่เยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ( อีอีซี ) ซึ่งพัฒนาเป็นอียูในปัจจุบัน การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) แต่ขอเสริมว่านาโตไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ภารกิจด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อมถือเป็นหนึ่งใน “ภารกิจด้านความมั่นคง” เช่นกัน

ในส่วนของความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศขนาดใหญ่ที่สุด คือยูเอ็น ซึ่งเยอรมนีมีส่วนร่วมกับหน่วยงานย่อยในสังกัดของยูเอ็นอีกหลายแห่ง ให้ความร่วมมือทั้งในด้านการเงินและบุคลากร โดยเพิ่มความร่วมมือมากขึ้นอีก เพื่อให้ทดแทนส่วนที่ขาดหายไป จากการที่ประเทศขนาดใหญ่ต้องการถอนตัว และปฏิเสธร่วมกันแบ่งเบาภาระด้านการเงินที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

จริงอยู่ที่ยูเอ็นมีความผิดพลาด ต้องเปลี่ยนแปลงและต้องการบูรณาการ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยูเอ็นคือเสาหลักของโลกดีที่สุดแล้วในตอนนี้ ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ตีจากและแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน โรคระบาดและปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไร้พรมแดน โลกต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ เยอรมนีซึ่งตอนนี้เป็นหนึ่งในสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) จึงร่วมกับอีกหลายประเทศเพื่อพยายามผลักดันให้มีการขยายจำนวนสมาชิกไม่ถาวรของยูเอ็นเอสซี แต่มีบางประเทศยังไม่ต้องการสิ่งนั้น

อย่างไรก็ดี หากมองเฉพาะภายในอียู ปรากฏว่ามีหลายประเทศมองว่าเยอรมนี “คือผู้มีอิทธิพล” ยิ่งไปกว่านั้นเยอรมนียังทำหน้าที่ประธานอียูในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ด้วย ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

เยอรมนีเป็นประเทศทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แต่หนึ่งในพื้นฐานของอียูคือการประนีประนอมระหว่างประเทศใหญ่กับประเทศเล็ก การทำหน้าที่ประธานอียูไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้หนึ่งในวาระสำคัญคือเรื่องเบร็กซิต สหราชอาณาจักรตัดสินใจออกไป แน่นอนอียูยังคงถือว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ทว่าการเจรจาต้องเป็นไปตามกระบวนการ และเรื่องเบร็กซิตคาบเกี่ยวกับงบประมาณระยะยาวภายในสหภาพด้วย นอกจากนั้นยังมีวิกฤติโรคโควิด-19 การเผชิญหน้ากับวิกฤติต่าง ๆ นานาไม่ใช่เพียงการฝ่าฟัน แต่ต้องอยู่ร่วมกับสิ่งนั้นให้ได้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อียูเผชิญกับวิกฤตินานัปการ ที่หลายฝ่ายนอกภูมิภาควิจารณ์ว่าจะทำให้อียูพบกับจุดจบ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติยูโรโซน และวิกฤติผู้อพยพ แต่ท้ายที่สุดเราก็ผ่านมาได้.
_______________________

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : REUTERS, สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%