อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

เทียบสิทธิ'คนละครึ่ง'กับ'ช้อปดีมีคืน' อย่างไหนเหมาะกับใคร?

มาเปรียบเทียบกันชัด ๆ ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งโครงการ “คนละครึ่ง” และมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” เลือกแบบไหนจะดีกว่ากัน หรือเหมาะกับใครมากที่สุด ติดตามกันได้ที่ “ปากท้องต้องรู้” เผื่อจะได้ตัดสินใจเลือกใช้สิทธิกันง่ายมากขึ้น อาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2563 เวลา 11.00 น.


แม้จะเปิดให้ลงทะเบียนกันแล้วกับโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่ต้องการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยเพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น แต่ยังมีอีกหนึ่งมาตรการคือ มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” โดยมีเป้าหมายเดียวกันที่ต้องการกระตุ้นบริโภคในประเทศ

ทั้ง 2 โครงการเหมือนจะมีความคล้าย แต่ก็แตกต่างด้านสิทธิที่ได้ และกลุ่มเป้าหมายอาจแตกต่างกันบ้าง ซึ่งต้องเลือกใช้สิทธิ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เท่านั้น!! เป็นอย่างไรมาดูกัน?...ก่อนจะเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 23 ต.ค.นี้

สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” กระทรวงการคลังได้กำหนดเงื่อนไข คือ
- ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลสัญชาติไทย
- อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
- ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.63 เวลา 06.00-23.00 น. เรื่อยไปจนกว่าจะครบ 10 ล้านคน
- เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. - 31 ธ.ค. 63 ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น.
- ต้องใช้สิทธิภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ได้รับ SMS แจ้งรับสิทธิ มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิทันที แถมไม่สามารถลงทะเบียนใหม่ได้ด้วย(ฉะนั้นควรคิดให้ดีก่อนลงทะเบียน)

ส่วนสิทธิประโยชน์ของโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นอย่างไร?
- รัฐบาลช่วยจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50% ของราคาสินค้าที่จ่าย แต่ไม่เกินวันละ 150 บาทต่อวันต่อคน รวมตลอดโครงการไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน
- ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” บนฟีเจอร์ “G-wallet” ซึ่งต้องเติมเงินเข้าไปก่อน และใช้จ่ายผ่านแอปฯเป๋าตังนี้เท่านั้น!! โดยนำไปสแกนจ่ายเงินที่ร้านค้าร่วมโครงการ โดยทางร้านค้าจะต้องใช้แอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ในการรับจ่ายเงิน
- ยกตัวอย่าง หากเราซื้อสินค้าราคา 300 บาท เมื่อเราจ่ายด้วยแอปฯเป๋าตังตามสิทธิ คนละครึ่ง เท่ากับว่า รัฐจะจ่ายให้ 150 บาท และผู้ใช้สิทธิจ่ายเอง 150 บาท หรือหากจ่ายซื้อหมูปิ้งรถเข็นข้างทาง 100 บาท เท่ากับว่าผู้ใช้สิทธิจ่ายเอง 50 บาท ประหยัดเงินไป 50 บาท เพราะรัฐออกให้คนละครึ่ง
- ใช้สิทธิซื้อสินค้าได้กับร้านอาหารรายเล็กรายน้อย หาบเร่ แผงลอย เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการ ร้านค้าในตลาด ร้านโชห่วย ยกเว้นสินค้าประเภทสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และบริการ

มาดูมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” กันบ้างว่ามีอะไรเด็ดโดนใจ?
ช้อปดีมีคืนมีเงื่อนไข คือ

- ต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 63
- ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- ต้องไม่ได้ลงทะเบียนและใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง (แต่หากไม่ได้ใช้สิทธิภายใน 14 วัน และเมื่อถูกตัดสิทธิ “คนละครึ่ง” จะสามารถใช้สิทธิ “ช้อปดีมีคืน” ได้)
- มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ไม่ต้องลงทะเบียน สามารถซื้อสินค้าและขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมาเป็นหลักฐานในการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อลดหย่อนภาษี เท่ากับว่าร้านค้าจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยนะ!
- ไม่สามารถใช้สิทธิกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ , ยาสูบ , สลากกินแบ่งรัฐบาล , ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ , ค่าที่พักในโรงแรม , ค่าบริการนำเที่ยว , ค่ารถ ค่าเรือ เป็นต้น
- เริ่มใช้สิทธิช้อปดีมีคืนได้ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค.- 31 ธ.ค.63
- สิทธิประโยชน์ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เก็บใบกำกับภาษีให้ดี! เผื่อกรมสรรพากรเรียกตรวจตอนยื่นขอลดหย่อนภาษี
- สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการ มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุด 30,000 บาท

ช่วงรายได้/อัตราภาษี/เงินคืน ดังนี้
- รายได้ต่อปีตั้งแต่ 0-150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี เท่ากับว่า ไม่ได้รับสิทธิ ช้อปดีมีคืน
- รายได้ต่อปีตั้งแต่ 150,001-300,000 บาท เสียภาษี 5% เท่ากับว่า ได้รับสิทธิคืนภาษีสูงสุด 1,500 บาท
- รายได้ต่อปีตั้งแต่ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10% เท่ากับว่า ได้รับสิทธิคืนภาษีสูงสุด 3,000 บาท
- รายได้ต่อปีตั้งแต่ 500,001-750,000 บาท เสียภาษี 15% เท่ากับว่า ได้รับสิทธิคืนภาษีสูงสุด 4,500 บาท
- รายได้ต่อปีตั้งแต่ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี 20% เท่ากับว่า ได้รับสิทธิคืนภาษีสูงสุด 6,000 บาท
- รายได้ต่อปีตั้งแต่ 1,000,001-2,000,000 บาท เสียภาษี 25% เท่ากับว่า ได้รับสิทธิคืนภาษีสูงสุด 7,500 บาท
- รายได้ต่อปีตั้งแต่ 2,000,001-5,000,000 บาท เสียภาษี 30% เท่ากับว่า ได้รับสิทธิคืนภาษีสูงสุด 9,000 บาท
- รายได้ต่อปีตั้งแต่ 5,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 35% เท่ากับว่า ได้รับสิทธิคืนภาษีสูงสุด 10,500 บาท

เห็นถึงความแตกต่างระหว่างโครงการ “คนละครึ่ง” และมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” กันแล้ว สรุปได้ว่า “คนละครึ่ง” อาจเหมาะกับคนที่ไม่ได้เป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่น นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ คนวัยเกษียณ หรือคนที่มีรายได้แต่ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นต้น

ส่วน “ช้อปดีมีคืน” เหมาะกับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่น มนุษย์เงินเดือน และคนทำงานรายได้ปานกลางไปจนถึงคนรายได้สูง เพื่อต้องการนำมาลดหย่อนภาษี

อย่างไรก็ตามการใช้สิทธิ ไม่ว่าจะ “คนละครึ่ง” หรือจะ “ช้อปดีมีคืน” ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความต้องการของแต่ละบุคคลว่าเลือกอย่างไหนถึงจะคุ้มค่าและตอบโจทย์กับเรามากที่สุด.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 76