อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563

ขอรำพึงรำพัน

ผมนึกถึงคดี ๆ หนึ่ง ผ่านพ้นไปหลายปี และน่าจะเอาเรื่องราวมาเขียนลงหนอนโรงพักในตอนที่ 3 หลายปีก่อน เรื่องราวของเด็กคนหนึ่งอายุน้อย ที่จบชีวิตลงไปจากการถูกยิงเสียชีวิตบนรถเมล์ พุธที่ 21 ตุลาคม 2563 เวลา 12.00 น.


ผมไม่ได้เจอผู้กำกับการคนนี้หลายปีแล้ว เวลาผ่านไปนาน แกก็ยังครองยศพันตำรวจเอกเหมือนเคย ไม่ได้ขยับไปไหน ช่วงชีวิตการเป็นผู้กำกับการของแกเริ่มขึ้นจากชานเมือง ไปโลดแล่นโรงพักในเมือง ก่อนจะหนีหายไปแสนไกล

ผ่านไปหลายปีก็ได้มาพบกันอีก ยศแกยังเท่าเดิม ตำแหน่งผมก็เช่นกัน ยังคงเป็นนักข่าวไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองไปไหน แค่มีบาดแผลมากยิ่งขึ้นเท่านั้นในชีวิต โดยเฉพาะที่หัวใจ ก็เรื่องเดิม ๆ รักคนที่เขาไม่ควรรัก และเพิกเฉยคนที่เขารักเรา

เราคิดถึงคดีที่เราน่าจะรู้จักกันครั้งแรก ๆ น่าจะเป็นการฆาตกรรมชายหนุ่มคนหนึ่งในที่รกร้าง รถกระบะจอดนิ่งสนิท ผู้กำกับการอดีตนักสืบเก่า ลงทุนตรวจสอบวงจรปิดร่วมกับลูกน้อง ตรวจสอบพฤติกรรมของคนตาย “ทำไมต้องมาจอดไว้ตรงนี้”



ถ้าไม่ใช่การอำพรางคดี มาจอดที่รกร้างแบบนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์อะไรแบบหนึ่ง แล้วเขาก็เริ่มตรวจสอบประวัติทางเพศสภาพของผู้ตาย ไม่นานเกินรอ ตำรวจก็จับกุมหนุ่มขายบริการที่ตัดสินใจขึ้นรถไปกับคนตายเพื่อจอดในที่รกร้างเพื่อมีอะไรกัน แต่จบลงที่หนุ่มขายบริการใช้ไขควงแทงคนตายเสียชีวิตเละคารถ ก่อนจะกวาดทรัพย์สินไปหมด

ทำไปเพื่ออะไร”

ผู้กำกับการถามผู้ต้องหา โดยมีสื่อมวลชนนั่งฟังด้วยความสงสัย “อยากได้ทรัพย์สิน” ดวงตาผู้ต้องหามองผมด้วยความฉงน ถึงวันนี้ผมไม่เคยรู้ว่าดวงตาแบบนี้จะได้เห็นในที่ไหนอีกในโลก มันเป็นดวงตาที่ต้องแบกรับความลับ ว่ากันว่าความลับบางเรื่องระหว่างฆาตกรกับคนตายนั้น จะไม่ได้รับการเปิดเผยให้โลกได้รับรู้อีก มันจะลงอยู่ในกล่องแห่งความดำมืดที่เป็นความลับ ไขกุญแจล็อกไว้แน่น แล้วโยนกุญแจนั้นทิ้งไปเสีย ไม่มีวันที่ฆาตกรจะเปิดเผยละเอียดว่า จริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ณ ตอนนั้นกันแน่

แต่ที่แน่ ๆ มันมากไปกว่า อยากได้ทรัพย์สินแน่นอน”

หลายคดีที่แกจับได้ ผมเอามาเขียนในหนอนโรงพัก ไม่ว่าจะเป็นแก๊งศึกสถาบันที่ปาระเบิดปิงปองไปบนรถเมล์ ตัวปิงปองไปตกอยู่ที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง แรงระเบิดทำให้เขาเสียชีวิต และมีคนบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง เหตุการณ์นี้ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้า ผมเอามาเขียนส่วนหนึ่งเล่าถึงเรื่องราวนี้เคลือบอาบด้วยชีวิตจริง ๆ ของผมที่บางครั้งมันก็เจ็บปวดเกินกว่าจะมีคำพูดใด ๆ

วันที่มีการสลายชุมนุม หัวใจของผมเจ็บปวด ขอให้ความเลวร้ายนี้จงผ่านพ้นไป นี่คือยุคสมัยแห่งการต่อสู้และเปิดเผยความจริง สังคมจะอยู่ร่วมกันและวัฒนาไปเป็นอารยประเทศได้ สู้กับชาติอื่น ๆ ได้อย่างภาคภูมินั้น เราต้องพิจารณาทุกเสียงเรียกร้องของสังคม คนหนุ่มสาวยุคใหม่จะมาแทนที่เราในวันหน้า ไม่มีอะไรจะเหนี่ยวฉุดรั้งกาลเวลาได้อย่างแน่นอน

ทำได้ดีสุดก็แค่ประวิงเวลาไปเพียงเท่านั้น ยิ่งเหนี่ยวยิ่งดึง แรงสะท้อนกลับจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ดังนั้นผู้คนทั้งหลายจงตระหนักเรื่องนี้และพยายามเข้าใจเสียงแห่งยุคสมัยให้จงหนัก
ผมอยากจะบอกนักข่าวภาคสนามทุกคนว่า ขอให้ปลอดภัย ดูแลตัวเองดี ๆ เป็นห่วงอยู่ทุกคืนวัน หวังว่าทุกคนจะทำข่าวด้วยความกล้าแกร่ง นี่ก็เป็นอีกยุคสมัยแห่งสื่อมวลชน กาลเวลาจะพิสูจน์ ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้บอกเล่า

ท่านอยากจะเป็นที่จดจำของเสียงเสรีภาพสื่อ หรือต้องการเป็นดาวสยามที่จางหายเลือนจากไปกันแน่ ยุคสมัยทั้งหมด ผ่านพ้นไปได้ ด้วยความกล้าหาญ และสื่อมวลชนคือผู้บอกเล่าเรื่องราวแห่งยุคสมัย

ผมนึกถึงคดี ๆ หนึ่ง ผ่านพ้นไปหลายปี และน่าจะเอาเรื่องราวมาเขียนลงหนอนโรงพักในตอนที่ 3 หลายปีก่อนแล้วสินะ



มันเป็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งอายุน้อย ที่จบชีวิตลงไปจากการถูกยิงเสียชีวิตบนรถเมล์ โดยเด็กอายุ 15 ปีที่ถูกมอมเหล้าแล้วคึกคะนองจะการถูกปลุกปั่นล้างสมองว่ามีอริต่างที่อยู่บนรถเมล์คันนั้น เขาจึงใช้ปืนยิงไปบนรถ

เด็กคนนั้น มีแม่เป็นกระเป๋ารถเมล์ ทุกวันเขากับพี่ชายจะไปโรงเรียนโดยรถเมล์สายนั้น กระสุนที่ยิงไปบนรถด้วยน้ำมือของเด็กวัย 15 ปีใส่เด็กวัยไม่ถึง 10 ขวบนั้น มันพุ่งผ่านกระจกไปทะลุหน้าผากทันที เด็กที่เสียชีวิต ทางพี่ชายให้ไปยืนข้างหน้า เพราะไม่อยากให้น้องต้องเบียดกับใคร ความหวังดีกับเป็นจุดจบของน้อง

ความเจ็บปวดจะมากมายเพียงใด เช้านั้นผมไปทำข่าวด้วยความรีบเร่ง เพราะเป็นวันหวยออกต้องรีบส่งข่าว แม่ของเด็กอยู่ในสภาพบอบช้ำสุดขีด สิ่งที่เห็นคือ ไม่มีใครดูแลสิทธิและหัวใจของเธอที่สูญเสียลูกคนเล็กไป เธอกับลูกชายคนโตที่พึ่งผ่านเหตุการณ์สยดสยองที่สุดในชีวิตมนุษย์จะหาได้ ต้องผ่านการให้สัมภาษณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกถ่ายภาพ ถูกบอกเล่าเรื่องราว

ผ่านไปไม่กี่วัน สุดท้ายตำรวจก็จับกุมคนร้ายได้ อายุยังน้อยจริง วัยเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น การทำแผนประกอบคำรับสารภาพต้องกั้นเป็นทางยาว นักข่าวต้องแขวนบัตรเพื่อเข้าไปในพื้นที่ ทุกอย่างรอดผ่านพ้นไม่มีการรุมประชาทัณฑ์ ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

ผ่านไปหลายปี เราก็เหมือนนักข่าวทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้ดีเด่อะไรเลย เราลืมตามข่าวต่อว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร จนผมได้มาเจอพันตำรวจเอกคนนี้อีก เรานั่งทักเรื่องราวมากมาย และถามสารทุกข์สุขดิบ อยู่ดี ๆ คดีนี้ก็ผุดขึ้นในวงสนทนา



ผมเคยเจอพี่ของคนตาย เด็กคนนั้นนะ” พันตำรวจเอกเกริ่นเรียบ ๆ

เขาไม่ได้เรียนหนังสือต่อแล้ว เขาบอกทำใจไม่ได้ เลยลาออกจากการเรียน

ความเยือกเย็นของบทสนทนาไม่เท่าความโหดร้ายแห่งชีวิตจริง

ถ้าบ้านเมืองการเมืองดี เราคงจะไม่มีเหตุอะไรแบบนี้ ทุกอย่างโยงใยกันไปทั่วหมด ตำรวจ นักข่าว ประชาชน ประเทศ เมื่อเสียงแห่งยุคสมัยบังเกิด เรื่องราวทั้งหมดก็ต้องดำเนินต่อ แม้ผมจะเป็นนักข่าว แม้พันตำรวจเอกจะยังไม่ได้ยศเพิ่ม แม้เด็กหนุ่มคนนั้นจะต้องชดใช้โทษในเรือนจำ แม้พี่ชายคนตายจะปวดร้าวฝันร้ายสุดแสนเจ็บปวด แม้คนตายจะไม่ได้โตมาเห็นโลกใบนี้ที่ดูมีความหวัง แม้แม่เด็กจะปวดร้าวว่าทำไมชีวิตมันลงเอยแบบนี้

ทุกอย่างก็ต้องดำเนินต่อไป ฉุดรั้งไว้แค่ไหน สุดท้ายก็ต้องปล่อยมันออกไป ปล่อยมันผ่านไป ปล่อยมันดำเนินไป เวลาขยับไปข้างหน้าเรื่อย ๆ มันไม่มีวันถอยหลัง เราต่างหากที่ต้องอยู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ได้ อย่าคิดว่าเป็นเด็ก จงตระหนักให้มั่นว่าเขาคือ ผู้ใหญ่ที่อายุน้อย แล้วเราจะเข้าใจ...หรืออาจไม่เข้าใจ เหมือนเช่นที่บทความนี้ปรากฏออกมา...
.......................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ" 


ภาพบางส่วนเป็นใช้เป็นภาพประกอบเท่านั้น
และขอบคุณภาพจาก : Pixabay 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    60%
  • ไม่เห็นด้วย
    40%

บอกต่อ : 90