อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 2 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 2 ธันวาคม 2563

ถ้ารถบัสจะชนกับรถไฟน้อยลง

สิบแปดชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่งบนรถบัสปะทะรถไฟดึงดูดความสนใจได้ระยะหนึ่งเป็นแน่แท้ แล้วม่านแห่งกาลเวลาก็จะกลืนมันไปสนิทประหนึ่งไม่เคยเกิดขึ้น เพราะสังคมต้องเดินหน้าต่อไป เพราะยังมีเรื่องราวให้ใส่ใจอีกมากมาย พุธที่ 21 ตุลาคม 2563 เวลา 08.00 น.

ท่ามกลางเสียงขานรับจากหลายฝ่ายอย่างน่าชื่นชม ด้วยมุ่งหวังจะไม่ให้โศกนาฏกรรมนี้ซ้ำสอง มีสองสามประเด็นที่ผู้เขียนขอร่วมคิดต่างดังๆ เพื่อขยายมุมมองเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้ให้กว้างขวางและรอบด้านยิ่งขึ้น
เสียงฉิ่งฉับ สลับเสียงกลองประกอบการร้องรำทำเพลงอย่างอึงอื้ออันอาจถือเป็นเอกลักษณ์ของทัวร์แบบในรถบัสคันนี้ มีผลทางจิตวิทยาและสมรรถนะการควบคุมรถของคนขับหรือไม่
ลำพังคนทำงานกับเครื่องจักรกลก็ต้องจดจ่อมากแล้ว คนขับรถยิ่งต้องตั้งใจจดจ่อมากกว่า เดี๋ยวก็รถตัดหน้า รถเลี้ยว เปลี่ยนช่องจราจร คนเดินข้ามถนน หลบหลุมบ่อ น้ำขัง... สารพัด คาดเดาล่วงหน้าได้บ้าง ไม่ได้บ้าง  ดังนั้นถ้ามีสิ่งกวนใจ ล่อใจไปจากการควบคุมรถ เช่น เสียงเพลง เสียงพูดคุย ยกหูโทรศัพท์ ดูจอสมาร์ทโฟน การควบคุมรถก็จะบกพร่อง

เอ… แล้วอารมณ์เกี่ยวด้วยมั้ย



มีใครรู้บ้างว่าคนขับรถบัสคันนั้นอ่อนไหวทางอารมณ์แค่ไหน
? ....นักวิจัยทางจิตวิทยาคนขับพบว่าคนขับผู้มีบุคลิกพื้นเพขี้หงุดหงิดมักออกอาการโกรธง่ายขณะขับรถ คนทั่วไปก็อาจแสดงอาการแบบนี้ได้ถ้า พบเจอตำรวจ เจอรถขับผิดกฎจราจร เจอรถคลานเต่านำหน้า เจอรถขับไม่มีมารยาท หรือเจอจราจรติดขัด

มีใครรู้บ้างว่าคนขับรถบัสคันนั้นพักผ่อนเพียงพอหรือไม่? มีแอลกอฮอล์ในร่างกายหรือไม่? ก่อนขึ้นขับรถบัสเที่ยวหายนะนี้ เนื้อข่าวบอกว่ารถบัสคันนี้ขาดการต่อทะเบียน บรรทุกเกินพิกัด จึงบ่งชี้ว่าการกำกับคนขับก่อนและขณะปฏิบัติงานอาจหละหลวมด้วยเช่นกัน  คนขับในสภาพไม่พร้อมทางร่างกายและ/หรือจิตใจจะควบคุมรถได้ปลอดภัยเพียงใด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการสมาธิมากเป็นพิเศษตอนจะข้ามทางที่ขบวนรถไฟกำลังจะแล่นผ่านจุดข้าม ซึ่งโดยเหตุผล คนขับรถใด ๆ หรือแม้แต่คนเดินเท้าก็ไม่ควรข้ามแข่งกับรถไฟ  



อย่างไรก็ตาม งานวิจัยต่างประเทศพบว่าคนเดินเท้ากับคนขี่จักรยานมักข้ามทางแข่งกับรถไฟมากกว่าคนขับรถใหญ่  เนื่องจากสามารถเข้าประชิดทางรถไฟได้มากกว่า จึงมองเห็นรถไฟได้ชัดเจนกว่า และมักเชื่อว่าตนสามารถแข่งชนะรถไฟ ราวกั้นจึงไม่ค่อยได้ผลกับคนกลุ่มนี้ ผู้เขียนค่อนข้างคล้อยตามผลวิจัยนี้เพราะทุกวันทำงานต้องจอดรอราวกั้นรถไฟเช้าเย็น จึงเห็นชินตาว่ามอเตอร์ไซค์แข่งข้ามทางรถไฟบ่อยมาก

เทคโนโลยีดิจิตอลกับการควบคุมคุณภาพรถและคนขับ

ประมาณปี 2547 กรมการขนส่งทางบกเชิญชวนให้ผู้โดยสารรถบัส รถตู้ และแท็กซี่ ร้องเรียนบริการผ่านเบอร์โทร. 1584 แสดงว่ากรมการขนส่งทางบกตระหนักความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนและขีดจำกัดของรัฐในการสอดส่องกำกับบริการให้ทั่วถึง

แต่การร้องเรียนจะเกิดขึ้นก็หลังจากผู้โดยสารได้สัมผัสกับบริการแล้ว



หายนะที่ฉะเชิงเทรา แปลว่า สิบแปดชีวิตนั้นย่อมหมดโอกาสที่จะร้องเรียนด้วยตนเอง ถ้าย้อนเวลาได้ แล้วพวกเขารู้ความเสี่ยงของรถบัสคันนั้น (ขาดการต่อทะเบียน ยินยอมให้บรรทุกเกิน และอาจรวมถึงการขาดการซ่อมบำรุงด้วย) พวกเขาอาจไม่ตัดสินใจขึ้นรถแต่แรก ถ้าเป็นเช่นนี้ได้ ผู้ประกอบการรถบัสอาจให้ความสำคัญมากขึ้นกับการปฏิบัติตามกฎรักษาความปลอดภัยของกรมการขนส่งทางบก 

แล้วทำอย่างไร ผู้โดยสารจะรู้ความเสี่ยงล่วงหน้าได้ล่ะ

ผมนึกถึงการสแกนคิวอาร์โค้ดตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้า อาคารต่างๆ นับแต่โควิดระบาด ถ้านำหลักการนี้มาใช้กับรถบัส รถตู้ และแท็กซี่ น่าจะเป็นไปได้โดยให้แสดงคิวอาร์โค้ดบนประตูเข้าออกรถ และบนเว็บไซต์ของผู้ประกอบการ แล้วโยงกับข้อมูลการต่อทะเบียนและประวัติการประกอบการที่แสดงเรตติ้งพร้อมรายละเอียด ทำนองเดียวกับที่เราได้เห็นเวลาจะสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ไงล่ะ



มองจากมุมคนขับบ้าง

เมืองไทยวันนี้ในสายตาของนานาชาติคือ สังคมเหลื่อมล้ำอันดับหนึ่งของโลก ในวงการบริการโดยสารสาธารณะ ค่าเช่าบริการน่าจะสะท้อนความเหลื่อมล้ำรายได้ไว้ชัดเจน ผมเชื่อว่าค่าตัวคนขับรถบัสฉิ่งฉับทัวร์เมื่อเทียบกับคนขับรถทัวร์นักท่องเที่ยวต่างชาติก็คงต่างกันไม่น้อย แต่ภาระรับผิดชอบไม่น่าจะต่างกัน  
ถ้าแยกแยะสถิติอุบัติเหตุรถบัสโดยคำนึงถึงชั่วโมงทำงานเท่ากัน ก็จะพบว่ารถบัสฉิ่งฉับเสี่ยงกว่าหลายเท่า ดังนั้น การตำหนิคนขับที่รายได้ต่ำแต่ความรับผิดชอบสูงจะเป็นธรรมกับพวกเขาแล้วกระนั้นหรือ ตราบเท่าที่เมืองไทยยังเหลื่อมล้ำมหาศาลเช่นนี้ ผมมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะเยียวยาสถานการณ์ด้วยการตำหนิคนขับเหล่านี้

ถัดจากเรื่องคนขับ ถ้าจะปรับปรุงกายภาพตรงทางข้าม มีทางเลือกอะไรบ้าง?

ทุกวันนี้ ป้ายเตือนคนขับรถว่ามีทางรถไฟข้ามข้างหน้า คงจะเป็นมาตรฐานอย่างหนึ่งเพราะราคาต่ำที่สุด แพงขึ้นมาอีกหน่อยก็เติมแถบสั่นสะเทือนบนผิวถนนก่อนถึงทางข้ามเพื่อให้รถชะลอจะได้สังเกตและตัดสินใจได้ปลอดภัยมากขึ้น ถัดมา ก็ไฟสัญญาณพร้อมเสียงเตือน แล้วก็ราวกั้นบวกเข้าไป
ถ้าเป็นรถไฟฟ้าบนรางในต่างประเทศ เขาวางระบบชะลอความเร็วรถไฟฟ้าเมื่อเข้าใกล้ทางข้ามโดยอัตโนมัติ ยิ่งจำนวนทางข้ามมีมากเท่าใดความเป็นไปได้ทางการเงินที่จะวางระบบความปลอดภัยเหล่านี้ยิ่งน้อยลง ปริมาณรถที่ข้ามทางจึงเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าจะลงทุนแค่ไหน
 
Polluter pay กับการลงทุนเพิ่มความปลอดภัยตรงจุดข้ามทางรถไฟ

ในการควบคุมมลพิษทางสิ่งแวดล้อม หลักการหนึ่งที่นิยมคือ
“ใครก่อมลพิษคนนั้นต้องจ่าย” เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ลดการก่อมลพิษ ในบ้านเรา นโยบายคมนาคม ที่ผ่านมา ใช้หลักการนี้เฉพาะทางพิเศษโดยให้ความสำคัญกับการคืนทุนมากกว่าเน้นความปลอดภัย

ถ้าจะเน้นความปลอดภัย การประยุกต์หลักการนี้ก็ควรวิเคราะห์ว่าใครผ่านทางข้ามมากก็ควรรับภาระอย่างน้อยก็ในขั้นบำรุงรักษาจะเหมาะสมมั้ย? การตอบคำถามนี้จะซับซ้อนมากขึ้นเมื่อหยิบประเด็นการวางผังการใช้ที่ดินและระบบขนส่งจราจรซึ่งประเทศพัฒนาให้ความสำคัญ ด้วยข้อคำนึงแบบนี้การอนุมัติก่อสร้างอาคารก็ต้องบังคับให้เจ้าของโครงการศึกษาผลกระทบด้านการจราจรและด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นในแบบก่อสร้างยังต้องรวมมาตรการป้องกันผลกระทบตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
 
คอลัมน์ : เวทีชวนคิด
โดย : ชวนคิด

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    80%
  • ไม่เห็นด้วย
    20%

บอกต่อ : 75