อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

"..เพราะชีวิตเปลี่ยน พวกหนูจึงต้องมาขับไล่รัฐบาล"

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากนักเรียนหญิงชั้น ม.5 จำนวน 5 คนของโรงเรียนมัธยมชื่อดังในกรุงเทพฯ ที่มาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม “ราษฎร 63” บริเวณสี่แยกเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา พฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2563 เวลา 07.00 น.


นักเรียนหญิงกลุ่มนี้มาในชุดนักเรียน และหนีบกระเป๋าใส่หนังสือมาด้วย แต่ใช้สก๊อตเทปสีดำปิดทับชื่อของตัวเอง กับชื่อย่อของโรงเรียนที่อยู่บนหน้าอกกันทุกคน โดยบอกว่าเพิ่งมาร่วมชุมนุมเป็นครั้งแรก



.5 ชีวิตเปลี่ยน!ออกมาไล่ “ประยุทธ์

ชีวิตเปลี่ยนอย่างไร? เงินที่ได้ไปโรงเรียนลดลงหรือ? คำตอบที่ได้คือ “ใช่ค่ะ” กันทุกคน โดยมีการยกตัวอย่าง คนแรกเคยได้เงินไปใช้ที่โรงเรียนสัปดาห์ละ 1,000 บาท (จันทร์-ศุกร์) แต่ปัจจุบันลดเหลือ 500-600 บาท เนื่องจากพ่อแม่ถูกที่ทำงานลดเงินเดือน และอนาคตไม่รู้ว่าตกงานหรือเปล่า

ส่วนคนที่ 2 บอกคล้ายกันว่าเคยได้เงินไปโรงเรียนวันละ 200 บาท แต่ตอนนี้ลดเหลือ 150 บาท เพราะพ่อแม่ตกงานแล้ว 1 คน หันมาค้าขายซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน ดังนั้นตัวเธอจึงต้องไปทำงานพิเศษหลังเลิกเรียน เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารได้ค่าแรงชั่วโมงละ 40 กว่าบาท ทำวันละ 4 ชั่วโมง จำนวน 2-3 วันต่อสัปดาห์ บางวันนั่งหลับในห้องเรียน

ขณะที่นักเรียนหญิงชั้น ม.5 อีกคนบอกว่า “ยังจำได้ก่อนที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่บ้านออกไปกินข้าวนอกบ้านกันบ่อยมาก แต่ปัจจุบันนาน ๆ ครั้ง ต้องประหยัด เพราะเศรษฐกิจไม่ดี จึงมาชุมนุมเพื่อให้นายกฯลาออก หรือยุบสภา และเห็นด้วยกับ 3 ข้อเรียกร้องของราษฎร 63 คือ 1.ให้นายกฯ และคณะรัฐบาลลาออก 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มาจากประชาชนจริง ๆ 3.ปฏิรูปสถาบัน เนื่องจากชีวิตพวกหนูและคนที่บ้านเปลี่ยนไปมาก พวกหนูไม่ได้ตามดูเฟซบุ๊ก
อ.ปวิน-สมศักดิ์ เจียมฯ-ตลาดหลวง แต่ดูข้อมูลข่าวสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร”


หนูหริ่งทำก่อน “ฮ่องกง โมเดล

ทีมข่าว “1/4 Special Report” ไปดูบรรยากาศม็อบ “ราษฎร63” ทั้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สนามหลวง ทำเนียบรัฐบาล (14 ต.ค. 63) ราชประสงค์ สี่แยกปทุมวัน ห้าแยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สี่แยกเกษตรศาสตร์ บอกได้ว่าเป็นม็อบของนักเรียน นักศึกษาคนรุ่นใหม่ จริง ๆ น่าจะถึง 75% ส่วนอีก 25% เป็นวัยผู้ใหญ่ขึ้นมา หรือคนเสื้อแดงมาสมทบ แต่บางวันนักเรียน นักศึกษาน่าจะเกิน 80% เสียด้วยซ้ำ!

โดยเฉพาะสิ่งที่เหลือเชื่อกับม็อบราษฎร63 คือเป็นม็อบที่มาเร็วไปเร็ว แค่แจ้งนัดสถานที่ผ่านช่องทางโลกออนไลน์กันไม่ถึง 1 ชั่วโมงมากันพรึบ! เต็มท้องถนน และไม่มีแกนนำในการปราศรัยโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ เพราะทุกคนเป็นแกนนำ แล้วประกาศชัดเจนว่าจะเลิกชุมนุมเวลา 20.00 น. ชุมนุมไปทุกวันจนกว่า 3 ข้อเรียกร้องจะบรรลุผล



หลายคนบอกว่าสภาพของม็อบราษฎร 63 มาจาก “ฮ่องกง โมเดล” แต่ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ความเห็นไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าการชุมนุมทางการเมืองแบบที่เรียกว่า “ฮ่องกง โมเดล” นั้น ความจริงมีมาก่อนแล้วคือการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย. 53 คือ 4 เดือนหลังการสังหารหมู่ครั้งนั้น ผู้ที่ริเริ่มคือ “หนูหริ่ง” สมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งเสนอแนวคิดไม่มีแกนนำ ทุกคนเป็นแกนนอน นัดกันด้วยเฟซบุ๊ก ชุมนุมโดยไม่มีเวทีหลัก มาเร็วไปเร็ว ทำให้ขบวนเสื้อแดงฟื้นตัวจากการถูกปราบได้สำเร็จ

การเคลื่อนไหวอาหรับสปริง ปี 54 ในหลายประเทศตะวันออกกลางก็คล้ายกันคือ ไม่มีแกนนำ ไม่มีเวทีหลัก นัดกันด้วยเฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์ แต่ไม่สามารถยืนยาวได้ ส่วนใหญ่พ่ายแพ้ (ยกเว้นตูนิเซียที่ชนะ) และการเคลื่อนไหวที่ฮ่องกงยืดเยื้อยาวนานจนสามารถพัฒนารูปแบบวิธีการที่ซับซ้อนอย่างมาก กลายเป็นเทคโนโลยีต้นแบบให้กับการเคลื่อนไหวของเยาวชนไทยในวันนี้

คนรุ่นใหม่ใช้ “ทวิตเตอร์เคลื่อนไหวเร็ว

สำหรับปรากฏการณ์ม็อบนักเรียน นักศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงอะไรบ้าง? รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่าความน่าสนใจของขบวนการนักเรียน นักศึกษาครั้งนี้มี 2 ด้าน ที่ดูไม่น่าจะเชื่อมโยงกัน คือ



1.เป็นขบวนการของคนรุ่นใหม่ อย่างที่รู้ ๆ กันใช้สื่อใหม่โซเชียลมีเดียที่ใช้คือทวิตเตอร์เป็นหลักซึ่งมีการเคลื่อนไหวเร็วมาก ๆ ไม่ดูทีวี นอกจากไม่เสพข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์แล้ว ยังไม่ใช่รุ่นที่ติดละครทีวี ดังนั้นพวกเขาจึงมีอัตลักษณ์ที่แยกขาดชัดเจนจากคนรุ่นก่อนหน้า ทั้งเพลง เกม หนัง แอนิเมชั่น คนดังมีชื่อเสียง ล้วนแล้วแต่เป็นของยุคเขา ซึ่งมีลักษณะเป็นสากลมากกว่ามีความ “เป็นไทย ๆ” ​เป็นคนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขา

แม้คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะใช้เวลาส่วนใหญ่กับโลกออนไลน์ แต่ในรอบ 6-7 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่เขาเริ่มจำความได้ เมื่อเงยหน้ามาดู โลกรอบตัวในประเทศไทยของพวกเขา ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา ครู อาจารย์ พ่อแม่ สิ่งรอบตัว มันบิดเบี้ยวไปหมด ไม่มีความเป็นเหตุผล เมื่อเขาตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าอะไร ทำไม อย่างไร ในสังคมกับการสั่งสอนให้เชื่อฟัง สอนให้รัก สอนให้ภักดี และไม่ยินดีให้เขาตั้งคำถาม

มันจึงเป็นที่มาให้เขาพยายามหันมาสู้และเปลี่ยนกับโลกที่เป็นจริง ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่เป็นสากลของพวกเขา

2.การใช้ชื่อการเคลื่อนไหวว่า “คณะราษฎร” และ “ประชาชนปลดแอก” สะท้อนให้เห็นถึงขบวนการนักศึกษาที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ที่ต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 เป็นต้นมา ไม่ใช่เชื่อมโยงกับขบวนการนักศึกษาที่เริ่มจากกรณี “14 ตุลา 16” แบบที่บางท่านให้ความเห็นด้วยซ้ำจะสังเกตได้ว่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่นักเรียน นักศึกษา ให้ความสนใจ และอ้างอิงถึงคือ 2475 รวมทั้ง 6 ตุลา 19 และเหตุการณ์คนเสื้อแดง

แต่พวกเขาพูดถึง “พฤษภาทมิฬ 35” และ “14 ตุลา” น้อยกว่ามาก ทั้งยังประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อเหลืองและกปปส. ว่าเป็นขบวนการทำลายประชาธิปไตย



แรงแน่! ถ้ารัฐไม่เจรจา-ไม่ประนีประนอม

จากจุดเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์นี้เอง เราจะเห็นได้ว่าขบวนการนักเรียนนักศึกษาครั้งนี้มีเพดานการขับเคลื่อนที่สูง เนื่องจากเขาตั้งคำถามกับโครงสร้างที่ใหญ่กว่า และติดอาวุธความคิดเขาด้วย
การหาความรู้ที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ ในโลกสิ่งพิมพ์ที่มีมานานแล้ว
แต่ครอบครัวและโรงเรียน ไม่เคยกระตุ้นให้เขาหาความรู้เหล่านี้ และความรู้ทางวิชาการทางประวัติศาสตร์ที่ตอบโจทย์คุณค่าที่เป็นสากลของพวกเขา จึงออกมาในการต่อสู้ที่เพดานสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ถ้าถามว่าม็อบของราษฎร 63 จะแรงถึงระดับไหน จะไปต่อ และจบอย่างไร? รศ.เวียงรัฐกล่าวว่าแรงแน่! ถ้าฝ่ายรัฐไม่เจรจา ไม่ประนีประนอม นักเรียน นักศึกษาไม่กลัวแล้ว การสลายการชุมนุมเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา บริเวณสี่แยกปทุมวัน กลับทำให้เขาออกมามากขึ้น และมากขึ้น ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะพวกเขาไม่กลัวและพร้อมสู้อย่างสันติ

พวกเขารู้ว่ามีจำนวนคนสนับสนุนมากพอ มีเหตุผลพอที่จะชักจูงคน แต่เมื่อมีการสลายการชุมนุมพวกเขาก็พร้อมออกมาในโลกที่เป็นจริง ไม่ได้อยู่ในโลกออนไลน์อย่างเดียวอีกต่อไป และคงไปต่อแบบนี้เรื่อย ๆ



“ส่วนจะจบอย่างไร โดยส่วนตัวยังมองไม่ออก แต่ควรเรียกร้องให้กระบวนการทางรัฐสภาเกิดขึ้น กระบวนการทางรัฐสภาเป็นวิธีทางเดียวที่จะให้มีการประนีประนอม และหาทางออกในระบอบ แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันและโครงสร้างรัฐสภาที่บิดเบี้ยว ไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชนก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการหาทางออกในกระบวนการรัฐสภา ถ้าไม่เปิดหาทางออกแบบนี้ ก็มีแต่จะจบแบบเสียเลือดเนื้อ และอาจทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไม่ได้อีกนาน” รศ.เวียงรัฐ กล่าว.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    46%
  • ไม่เห็นด้วย
    54%

บอกต่อ : 102