อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

ผ่าทางตันหาทางออกประเทศ

“ทางออกจริงๆของเรื่องนี้ คือ สภาฯ จะต้องแสดงถึงความตั้งใจจริง หรือท่านนายกฯ เองต้องประกาศถึงความจริงจังตั้งใจ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ เดี๋ยวส.ว.ก็เล่นเกมอีก ก็จะกลายเป็นปัญหา”   เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 เวลา 07.00 น.


การเมืองไทยที่กำลังคุกรุ่น สร้างความกังวลให้กับหลายๆ ฝ่าย และต้องมานั่งขบคิดว่าบ้านนี้เมืองนี้จะเดินหน้าต่อกันอย่างไร “ทีมการเมืองเดลินิวส์” จึงขอสนทนากับ “รศ.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มาวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ที่ปมทางการเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
 
โดยรศ.ยุทธพร เปิดฉากวิเคราะห์ว่า  ในขณะที่ปมปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ถ้าปล่อยให้เดินต่อไปอย่างนี้ มีโอกาสที่จะนำไปสู่ “การเมืองแบบมวลชน” หรือ “มวลชนาธิปไตย” คือ จะไม่มีกฎหมายใดสามารถควบคุมกำกับ จะไม่มีแกนนำใดๆ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐที่จะมากำกับควบคุมการชุมนุมได้อีก เป็นภาวะ “อนาธิปัตย์” น่ากังวลว่า จะนำไปสู่ความรุนแรงได้ในท้ายที่สุด ฉะนั้นก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ควรจะมีกลไกมีเวทีพูดคุย ด้วยหลักประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ  


 
@ ข้อเรียกร้องต่างๆของกลุ่มผู้ชุมชุม สามารถเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
 
ข้อเรียกร้องที่เป็นไปได้ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนข้ออื่นๆ คิดว่า คงเป็นไปได้ยาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้เพราะสภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาในการประชุมสมัยสามัญที่จะเปิดในวันที่ 1 พ.ย.นี้ และเป็นเรื่องที่สังคมไทยตกผลึกร่วมกันมาระยะหนึ่ง แต่ติดโรคระบาด เทคนิคทางการเมืองต่างๆ จริงๆ แล้วถ้าสภาฯ รับหลักการเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา วันนี้ก็จะเข้าสู่วาระ 2 ตั้งกรรมการวิสามัญ เกิดการนำตัวแทนกลุ่มต่างๆ ทุกฝ่ายได้มาพูดคุย และไม่นำพาสถานการณ์มาถึงตอนนี้ก็ได้
 
แต่วันนี้เมื่อพ้นผ่านวันที่ 24 ก.ย.มาแล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อก็ คือ การเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด อย่างน้อยก็เป็นการตอบสนองข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมได้  
 
@ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีบางข้อเรียกร้องที่เป็นไปได้ยากจะนำไปสู่ความไม่สงบของบ้านเมืองหรือไม่
 
การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการแก้บทบัญญัติในกฎหมายเท่านั้น เพราะถ้าแก้ไขในบทบัญญัติคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม ซึ่งอาจจะถูกจัดให้ลงตัว เราจึงเห็นเกมยื้อของทั้ง 2 ฝั่ง เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งสำคัญ ก่อนที่จะนำสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สัมฤทธิ์ผลจะต้องมีการพูดคุยกันให้เรียบร้อยในประเด็นต่างๆ อาจจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น 
 
ทั้งนี้การพูดคุยควรตั้งต้นด้วยหลักประชาธิปไตยเชิงปรึกษาหารือ แต่ละฝ่ายต้องไม่มีธงคำตอบมาล่วงหน้า ต้องวางจุดยืนของตัวเองไปก่อน แล้วมาคุยกันจะเดินหน้ากันต่อ จะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างไร จะมีทางออกร่วมกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้คือประเด็นหลัก แต่ถ้าใช้ประชาธิปไตยแบบตัวแทนก็จะไม่ได้ข้อสรุป


 
ที่ผ่านมาเราก็คุยกันไม่น้อย แต่การจัดเวทีพูดคุยกันไม่ได้การยอมรับ หรือแต่ละฝ่ายยังคงยึดในจุดยืนของตัวเองมากเกินไป ทำให้การหาข้อสรุปร่วมกันเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นวันนี้ต้องสร้างกระบวนการที่ได้รับการยอมรับ และเวทีสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งจะช่วยให้เกิดการแก้ไข และการยอมรับจากทุกฝ่าย น่าจะเป็นทางออกได้บ้าง อย่าบอกว่าเราไม่มีทางออกเลย คงไม่ใช่เรื่องดี
 
@ ข้อเรียกให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาลาออกเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหม
 
ถ้านายกฯ ลาออกก็คงตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเพิ่ม แต่ไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด เพราะลาออกแล้วก็ต้องมาเลือกนายกฯ ใหม่  ซึ่งเงื่อนไขรัฐธรรมนูญปี 60 ต้องเลือกบุคคลที่อยู่ในแคนดิเดตนายกฯ ที่เหลือ 5-6 คน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังมีสิทธิ์ที่จะได้รับเลือก นอกจากนี้ก็มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายชัยเกษม นิติสิริ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นต้น แต่ก็ยังไม่จบเพราะท้ายที่สุดอาจจะเกิดประเด็น 250 ส.ว. เลือกพล.อ.ประยุทธ์กลับมาอีก ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ ก็ชัดเจนว่าไม่ลาออกแน่นอน  
 
@ กลัวเหตุการณ์ม็อบชนม็อบหรือไม่ เพราะตอนนี้ก็มีให้เห็นแล้ว 
 
แน่นอน ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล เราเห็นภาพการเมืองแบบมวลชนแล้วเมื่อวันที่ 14 ต.ค. แม้ยังไม่ได้ปะทะกันชัดเจน แต่ถ้าหลังจากนี้มวลชนขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ในอีกขั้วอุดมการณ์หนึ่ง ก็มีโอกาสที่จบด้วยความรุนแรง เพราะเวลานี้กลุ่มผู้ชุมนุมไม่มีแกนนำ ชุมนุมกันเอง เช่นเมื่อวันที่ 20 ต.ค. มีการประกาศพักชั่วคราว แต่หลายพื้นที่ก็ไม่พัก มวลชนยังชุมนุมต่อ ในขณะที่ขั้วอุดมการณ์หนึ่งก็ออกมา


 
การชุมนุมครั้งนี้จะไม่เหมือนกับปี 2548 หรือ 2557 ซึ่งเวลานั้นการชุมนุมแบบปักหลักพักค้าง มียุทธศาสตร์ชัดเจน มีระบบบริหารจัดการ แต่ครั้งนี้ไม่มี ดังนั้นโอกาสที่มวลชนจะมีอารมณ์ไปตามอารมณ์สถานการณ์การ และมีโอกาสทำให้เกิดความรุนแรงได้
 
ดังนั้นเรื่องข้อเรียกร้องต่างๆ ต้องรอบคอบ เพราะถ้าเงื่อนไขไปสู่ประเด็นที่เปราะบาง อาจทำให้อีกฝั่งเคลื่อนไหวได้ จุดกลางที่ดีที่สุด คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดเวทีสาธารณะ เชื่อมต่อทั้งการเมืองในระบบกับนอกระบบ อาจต้องมีตัวแทนของสภาฯ ลงไปรับฟังความเห็นของผู้ชุมนุม แทนการไปเอาตัวแทนแกนนำเข้ามาเป็นกรรมาธิการ
 
@ รัฐบาลควรต้องรับมือกับการชุมนุมทางการเมืองอย่างไร
 
สำหรับกลุ่มคณะราษฎร ตอนนี้โลกทัศน์ วิธีคิดทางการเมืองไม่เหมือนกับรัฐ การเมืองวันนี้เป็นแบบ Disruptive Politic มีการผันผวน คาดเดาได้ยาก ขณะที่วิธีการคิดของรัฐเกาะติดกับโครงสร้างรัฐราชการ คิดอยู่บนพื้นฐานทางกฎหมาย  การดำเนินการสั่งใช้กำลังมีขั้นตอนการปฏิบัติ ยุทธวิธีต่างๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ไม่สามารถจัดการหรือแก้ไขปัญหาได้ ก็ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมเหมือนวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา และกลายเป็นเงื่อนไขให้ความขัดแย้งซับซ้อนขึ้นอีก
 
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีม็อบอีกกลุ่มขึ้นมาคนก็จับตาวิธีปฏิบัติของรัฐต่อผู้ชุมนุม ถ้าปฏิบัติไม่เหมือนกันก็จะถูกมองว่าสองมาตรฐาน การปฏิบัติไม่ได้อยู่บนหลักนิติธรรม และถูกยึดมาเป็นเงื่อนไขในการชุมนุม ควบคุมกำกับกันไม่ได้ ดังนั้นการรับมือม็อบวันนี้ต้องไม่ใช้ความรุนแรง  ต้องมีคำอธิบาย จำกัดมวลชนของทั้งสองฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน


 
@ การเปิดประชุมสมัยวิสามัญช้าเกินไปหรือไม่
 
ช้าเกินไป ที่สำคัญเป็นการเปิดวิสามัญตามมาตรา 165 หมายความว่า จะคุยเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องปกติที่ค้างอยู่ไม่ได้เลย จะคุยได้เฉพาะปัญหาที่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายรัฐบาลจะขอหารือกับส.ส. และส.ว. และไม่มีการลงมติ ฉะนั้นอาจจะจบด้วยการตั้งกรรมาธิการ คณะกรรมการ จึงคงไม่ใช่สิ่งที่จะไปแก้ปัญหาได้มากนัก ที่จริงควรจะเปิดสภาวิสามัญตามมาตรา 123 มากกว่าเพื่อให้มีการพิจารณาเรื่องญัตติแก้รัฐธรรมนูญ
 
“ทางออกจริงๆ ของเรื่องนี้คือ สภาฯ จะต้องแสดงถึงความตั้งใจจริง หรือท่านนายกฯ เองต้องประกาศถึงความจริงจังตั้งใจ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ เดี๋ยวส.ว.ก็เล่นเกมอีก ก็จะกลายเป็นปัญหา เชื่อว่าถ้านายกฯ ประกาศชัดเจนส.ว. ก็ตามนั้นหมด และจะเกิดความชัดเจนในการทำให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้”.
 


 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 56