อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563

ม็อบชนม็อบพาประเทศสู่ทางตัน

จากความเคลื่อนไหวจะเห็นว่ามีการปะทะของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำให้หลายคนกังวลว่าอาจจะทำให้กิดความขัดแย้ง สุ่มเสี่ยงเผชิญหน้า ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ และอาจจะยิ่งซ้ำเดิมปัญหาต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงจะทำให้ประเทศเดินไปสู่ปากเหว เหมือนที่ “บิ๊กตู่” ได้พูดผ่านรวมการเฉพาะกิจฯ    ศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563 เวลา 07.00 น.


การเติบโตของกลุ่มเยาวชนปลดแอก จนพัฒนามาสู่กลุ่มคณะราษฎร 2563 ทั้งนี้แม้จะมีพลังมวลชนหนุนหลัง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถบรรลุเป้าหมาย 3 ข้อตามที่หวังได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากความเคลื่อนไหวในวันที่ 14 ต.ค.ทำให้แนวร่วมการชุมนุมมีจำนวนลดลงไปมาก ขณะที่แกนนำม็อบถูกรวบตัวดำเนินคดี แม้จะมีบางส่วนถูกปล่อยตัว แต่ก็ยังมีบางคนที่ถูกอายัดตัวต่อ แต่ก็ไม่ใช่จุดที่ม็อบจะถดถอย 
 
ทั้งนี้ทำให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมมีการปรับกลยุทธ์อัพเลเวล โดยประกาศทุกคนเป็นแกนนำของผู้ชุมนุม พร้อมเดินกลยุทธ์ทางโซเชียลมีดีย ใช้แอปพลิเคชันเทเลแกรม มารองรับหากถูกบล็อกเฟซบุ๊ก หรือช่องทางโซเชียลอื่นๆ  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตามไม่ทัน 
 


ซึ่งการอัพเลเวลนี้ ทำให้ข้อมูลข่าวสาร สามารถถูกส่งไปถึงมวลชนเร็วยิ่งขึ้นในการนัดชุมนุม ซึ่งก็มีตำรวจถูกม็อบแกงเทโพหม้อใหญ่ คือแกล้งหลอกให้ไขว้เขว  ทำให้การชุมนุมของมวลชนมีความคึกคะนองมากยิ่งขึ้น และพร้อมชุมนุมทุกเมื่อแบบดาวกระจายทั่วกรุงเทพ หรือจุดใดจุดหนึ่งในพื้นที่ต่างจังหวัด 
 
และล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมาม็อบได้จัดชุมนุมแบบบิ๊กเซอร์ไพรส์ มีการรวมพลบุกทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกภายใน 3 วัน  ดยไม่เกรงกลัวกับกลยุทธ์ฝ่ายตรงข้ามที่มีการระดมพลคนเสื้อเหลืองออกมาต่อต้าน และไม่สนใจที่ “บิ๊กตู่” ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ที่เรียกร้องให้ถอยคนละก้าว และให้ใช้เวทีสภาหาทางออกร่วมกัน 


 
จากความเคลื่อนไหวจะเห็นว่ามีการปะทะของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำให้หลายคนกังวลว่าอาจจะทำให้กิดความขัดแย้ง สุ่มเสี่ยงเผชิญหน้า ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ และอาจจะยิ่งซ้ำเดิมปัญหาต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงจะทำให้ประเทศเดินไปสู่ปากเหว เหมือนที่ “บิ๊กตู่” ได้พูดผ่านรวมการเฉพาะกิจฯ 
 
ทั้งนี้ในด้านของนักการเมือง นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ประกาศลั่นพร้อมจะปกป้องสถาบัน ไม่ให้ใครเข้ามาก้าวล่วงหรือลบหลู่ “อยากฝากไปยังกลุ่มที่คิดก้าวล่วงสถาบันหรือที่คิดจะล้มล้างสถาบัน อยากให้คิดและทบทวนชีวิตตัวเองเสียใหม่ ว่าที่ผ่านมาชีวิตเกิดมาได้ ประเทศชาติสงบสุขมาได้ถึงทุกวันนี้ เพราะเรามีสิ่งที่ยึดเหนี่ยว คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ขณะเดียวกัน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ก็ออกมาเสนอ ให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งกมธ.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
 


ดังนั้นวันนี้หลายคนจึงมองว่ากลุ่มมวลชนทั้งสองกลุ่ม ควรกลับมาตั้งหลักและทบทวนกันว่า การต่อสู้สุดโต่งคงยากจะสำเร็จ จึงควรที่จะต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นไปได้ และมีกฎหมายร้องรับ รวมถึงกระแสสังคมขานรับด้วย 
                  
อย่างไรก็ตามด้วยปัญหาการชุมนุมที่เริ่มบานปลาย ในส่วนของรัฐบาล ก็ได้มีการเตรียมเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 26-27 ต.ค. เพื่อให้สภาที่มีส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ได้ร่วมระดมความเห็นหาทางออกของประเทศ ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เชื่อว่าจะมีการหาข้อสรุป คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงถือว่าเป็นโอกาสดีที่กลุ่มผู้ชุมนุน ที่เลือกเดินทางสุดโต่งจะกลับมาเรียกร้องตามระบบปกติ 


 
โดยเฉพาะการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ให้ได้ตามที่ต้องการเสียก่อน และหลังเสร็จภาระกิจค่อยเรียกร้องให้มีการยุบสภา เพื่อให้ได้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีใหม่ ก็ยังไม่สายเกินไป.

 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 29