อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

โหมโรงเลือกตั้งอเมริกา 'ที่มา หลักการ แห่งเสรีชน'

เดลินิวส์ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย นำเสนอสาระน่ารู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2563 เวลา 09.30 น.

การเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงทางการเมืองของสหรัฐ จัดขึ้นในปีที่ลงท้ายด้วยเลขคู่ ในวันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพ.ย. โดยการเลือกตั้งประธานาธิบดีจัดขึ้นทุก 4 ปี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 คน จัดขึ้นทุก 2 ปี ส่วนวุฒิสมาชิกมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี โดยมีการจัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เพื่อให้มีการเลือกตั้งหนึ่งในสาม ( หรืออาจเพิ่มอีก 1 ที่นั่ง ) ของจำนวนที่นั่งในสภาสูงทั้งสิ้น 100 ที่นั่ง ทุก 2 ปี

ทั้งนี้ หากวุฒิสมาชิกเสียชีวิตหรือกลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถระหว่างดำรงตำแหน่ง บางรัฐอาจจัดการเลือกตั้งซ่อมเพื่อคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งแทน โดยวุฒิสมาชิกผู้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอาจอยู่ในวาระจนครบวาระที่เหลือของวุฒิสมาชิกคนเดิม แต่บางรัฐมีกฎหมายระบุให้ผู้ว่าการรัฐสามารถแต่งตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งแทนจนสิ้นสุดวาระที่เหลือของวุฒิสมาชิกผู้นั้น หรือจนกว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ได้


USAgov

ขณะที่ผู้ว่าการรัฐส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งสมัยละ 4 ปี ยกเว้นรัฐนิวแฮมป์เชียร์และรัฐเวอร์มอนต์ ซึ่งผู้ว่าการรัฐอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี ส่วนการเลือกตั้งกลางเทอมหมายถึงการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ในวาระได้ครึ่งทาง คือ 2 ปี โดยจะเป็นการเลือกตั้งทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก และผู้ว่าการรัฐ

เกี่ยวกับประเด็นพรรคการเมืองของสหรัฐนั้น คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้คาดคิดว่าจะมีพรรคการเมืองถือกำเนิดขึ้น ทว่าเมื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียกเลือกตั้งมีจำนวนเพิ่มขึ้น และประเทศขยายอาณาเขตไปทางทิศตะวันตก จึงมีการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ปัจจุบันพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันมีบทบาทมากที่สุดในกระบวนการทางการเมืองของสหรัฐ โดยพรรคเดโมแครตซึ่งมีจุดยืนสายกลาง-ซ้ายมีอายุเก่าแก่ที่สุด 192 ปี และพรรครีพับลิกันซึ่งมีจุดยืนสายกลาง-ขวา ก่อตั้งมาแล้ว 166 ปี



สำหรับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสหรัฐเหมือนกัน คือเป็นพลเมืองสหรัฐ "โดยกำเนิด" มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และต้องมีถิ่นพำนักต่อเนื่องอย่างถูกกฎหมายในสหรัฐเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 14 ปี

ทั้งนี้ ในปี 2494 รัฐธรรมนูญสหรัฐแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 22 ระบุการห้ามมิให้บุคคลได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเกินกว่า 2 สมัย ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาคองเกรสไม่มีการจำกัดจำนวนวาระ ด้านการดำรงตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ระดับรัฐและระดับท้องถิ่น แต่ละรัฐจะกำหนดเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญของตัวเอง และข้อบัญญัติขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

สำหรับกระบวนการลงคะแนนส่วนใหญ่ของการเลือกตั้งในสหรัฐนั้น ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงต้องลงคะแนนเสียงด้วยตัวเอง ณ คูหาเลือกตั้งซึ่งทางการจัดเตรียมไว้ หรือส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการเลือกตั้งไม่ใช่หน่วยงานจากส่วนกลางเพียงเท่านั้น แต่ยังมีหน่วยงานระดับท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ กระบวนการลงคะแนนในบางพื้นที่อาจมีระบบแตกต่างกัน แม้อยู่ในรัฐเดียวกันก็ตาม

อนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐยังไม่มีแนวโน้มดีขึ้น แทบทุกรัฐจึงเพิ่มการเลือกตั้งทางระบบไปรษณีย์และการใช้สิทธิ์ล่วงหน้าแบบหย่อนบัตรที่คูหา เพื่อลดความแออัดของการหย่อนบัตรในวันจริง ที่การเลือกตั้งครั้งนี้ตรงกับวันอังคารที่ 3 พ.ย.

ในการเลือกตั้งของสหรัฐนั้น แม้สองพรรคการเมืองใหญ่มีรัฐที่เป็นฐานเสียงของตัวเองอย่างชัดเจน แต่ยังมีรัฐกลุ่มหนึ่งซึ่งผู้สมัครของทั้งสองพรรคมักได้รับคะแนนสูสีกัน หรือกล่าวให้ง่ายคือไม่ได้เป็นฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างชัดเจน เรียกว่าเป็น "สมรภูมิเลือกตั้ง" หรือ "สวิงสเตท" หรือ "แบตเทิลกราวด์" ซึ่งรัฐที่ถือเป็นสวิงสเตทโดยทั่วไป ได้แก่ รัฐฟลอริดา รัฐมิชิแกน รัฐเพนซิลเวเนีย รัฐวิสคอนซิน และรัฐแอริโซนา แต่ในการเลือกตั้งช่วงหลังมีรัฐเข้าข่ายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐนิวแฮมป์เชียร์ และรัฐนอร์ทแคโรไลนา



การลงคะแนนเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ "มีความเฉพาะตัว" จากการที่รัฐธรรมนูญของประเทศ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการของคณะผู้เลือกตั้ง ให้เป็นระบบที่ "สร้างความสมดุล" ระหว่างคะแนนเสียงที่มาจากประชาชน และการออกเสียงโดยสภาคองเกรส

ปัจจุบันจำนวนคณะผู้เลือกตั้งในแต่ละรัฐมีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกในรัฐนั้น รวมทั้งสิ้น 538 คน ในจำนวนนี้ 3 คนมาจากกรุงวอชิงตัน ทั้งนี้ หลังผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งหย่อนบัตรเรียบร้อยแล้ว การรวมคะแนนเสียงจะเกิดขึ้นภายในรัฐของตัวเอง โดย 48 รัฐและกรุงวอชิงตันใช้กฎเดียวกัน คือผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดจะได้รับคะแนนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด ยกเว้นรัฐเมนและรัฐเนแบรสกา ที่จะเป็นไปตามสัดส่วนจากคะแนนเสียงของประชาชน


CNBC

ทั้งนี้ ผู้สมัครซึ่งจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของสหรัฐต้องได้รับคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งอย่างน้อย 270 คน ด้วยเหตุนี้การรณรงค์หาเสียงให้ครบทุกรัฐจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต่อให้เป็นรัฐที่มีประชากรน้อยหรือคะแนนคณะผู้เลือกตั้งน้อยก็ตาม เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐไม่ได้ประกาศผู้ชนะจาก "คะแนนดิบ" หรือ "Popular Vote" เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2559 2543 และอีก 3 ครั้งเมื่อนานกว่า 200 ปีมาแล้ว.

________________

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP, REUTERS


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%