อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

3 เงื่อนไขของผู้ชุมนุม แล้วเดินเกมอย่างไรต่อ

ตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา ข่าวการชุมนุมแบบแฟลชม็อบนั้นขึ้นหน้าหนึ่งของสื่อแทบจะทุกหัว เรียกว่า คนทำงานมานานก็ได้ย้อนอดีตไปตั้งแต่สมัยม็อบพันธมิตรฯ ม็อบเสื้อแดง ม็อบ กปปส. แต่เที่ยวนี้จะมาแปลกหน่อยตรงที่การชุมนุมเป็นลักษณะดาวกระจายทั่วประเทศ แถมยังไม่มีแกนนำว่า “เวลาจะหาทางลงต้องเปิดหน้าเจรจากับใคร” และเป็นแฟลชม็อบที่ไม่ได้อยู่ยาว รวมตัวกัน 2-3 ชม.เขาก็เลิก วันไหนยกระดับก็ยาวออกไปอีกหน่อย พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2563 เวลา 08.00 น.


สถานการณ์มันแรงมาตั้งแต่วันที่มีขบวนเสด็จฯ ผ่านเข้าไปในพื้นที่บริเวณชุมนุม และทำให้มีแนวร่วม ( คือไม่รู้ว่าใครเป็นแกนนำ ) โดนจับกุมไปด้วยมาตรา 110 เกี่ยวกับการประทุษร้ายต่อพระราชวงศ์ ซึ่งเป็นข้อหาที่หนักหนากว่า 112 มากนัก แล้วต่อมา ยังมีการใช้รถน้ำฉีดผสมสารเคมี ( ซึ่งตำรวจที่แถลงเองยังบอกไม่รู้สารอะไร ) ฉีดใส่ผู้ชุมนุม ทำให้คราวนี้เฉพาะแค่ใน กทม.ก็ดาวกระจายกันขึ้นเป็นดอกเห็ด ตำรวจก็โดนเกณฑ์มารักษาความปลอดภัย

ฟังจากคนที่ไปม็อบ เขาค่อนข้างไม่พอใจท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่าไร ทั้งการออกหมายจับ หมายเรียก หรือกระทั่งในเหตุการณ์สลายการชุมนุมด้วยการฉีดน้ำสี ที่ปรากฏคลิป พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ไปให้กำลังใจตำรวจ แล้วถามทำนองว่า “เคยมาเห็นรถไฟฟ้าไหม แล้วให้มาอีกมาไหม” ตำรวจเขาก็ต้องตอบเอาใจนายว่า ให้มาก็มา แต่ทำให้ม็อบเดือดไปพอสมควรว่า ไม่พูดถึงสิ่งที่ตำรวจควรรับผิดชอบกับการชุมนุมโดยสงบ

นี่ก็มีเพื่อนรู้จักหลายคนไปร่วมการชุมนุมแทบจะทุกครั้ง เขาก็บอกว่า การไปของเขาก็เพื่อเป็นการไปร่วมแสดงจุดยืนให้คนมันมากขึ้นว่า “พวกเขาไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนี้” และแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการประกาศจุดยืนหลัก 3 ข้อคือ การให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ลาออกและยุบสภา, มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากภาคประชาชนโดยแท้จริง และมีการปฏิรูปสถาบัน



แต่ข้อเรียกร้องอะไรต่างๆ นั้นต้องเอาเรื่อง กปปส.ขึ้นมาเป็นบทเรียนว่า “ถ้าไม่ใช้กลไกสภาระวังจะติดเดดล็อคอีก” เพราะตอนม็อบ กปปส.ชุมนุมนั้น เรียกร้องให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออก และ “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง”ซึ่งแกนนำม็อบก็ไม่ยอมบอกให้ชัดๆ ว่าจะปฏิรูปอะไร พอนายกฯ พ้นจากตำแหน่งด้วยคำสั่งศาล ( กรณีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ) ก็ขัดขวางการเลือกตั้ง จนไม่รู้ว่าตกลงจะต้องการปฏิรูปจริงหรือไม่เมื่อไม่เล่นตามกฎหมาย

ขณะนี้ก็มีการเอากลไกสภาเข้ามาเพื่อใช้ในการ “ดับร้อนแผ่นดิน” คือขอเปิดสภาฯ สมัยวิสามัญวันที่ 26-27 ต.ค.นี้เพื่อให้มีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 165 เกี่ยวกับปัญหาของแผ่นดิน 3 ข้อตามที่นายกฯ ได้เสนอมาคือ 1. เรื่องการคงการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาโควิด ยังมีความจำเป็นหรือไม่ 2.ปัญหาการกีดขวางรถขบวนเสด็จฯ ในวันที่ 13 ต.ค.จะเอาอย่างไร และ 3 จะแก้ปัญหาการชุมนุมทั่วเมืองอย่างไร

ดูๆ ไปก็ไม่ตรงกับข้อเสนอของม็อบเสียทีเดียว เรื่องการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาโควิดนั้น คาดการณ์ได้ว่า ทางสภาฯ ก็จะแนะนำให้เลิกใช้ไปเสีย เพราะปัจจุบันประเทศไทยคุมสถานการณ์โควิดได้ค่อนข้างดีแล้ว อีกทั้งยังมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเป็นชุดแรกแล้ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะขาเศรษฐกิจหนึ่งของประเทศไทยคือการพึ่งพาการท่องเที่ยวจากต่างชาติเสียมาก ดังนั้นการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ไม่จำเป็นอีก

แล้วเผลอๆ การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็เหมือนยังคงเงื่อนไขเดิมไว้ที่ “จะประกาศยกระดับขึ้นมาเมื่อไรก็ได้” หากเห็นสถานการณ์ไม่ชอบมาพากลอีก ซึ่งก็ต้องรอดูท่าทีม็อบหลังจากที่นายกฯ ออกรวมการเฉพาะกิจให้ “ถอยคนละก้าว” โดยฝั่งนายกฯ ถอยก่อนที่เลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรง ทางม็อบก็ต้องการให้นายกฯ ประกาศลาออกใน 3 วันแล้วจากนั้นก็จะยกระดับ ซึ่งก็ไม่รู้มีบิ๊กเซอร์ไพรส์อะไรมีสีสันอีก หลังจากกรณี “แกงเทโพ”ไปแล้ว



พอมาฝั่งสภา ก็มีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้วในการเรื่องการจัดแบ่งเวลา ฝ่ายค้าน 8 ชั่วโมง รัฐบาล 5 ชั่วโมง ครม. 5 ชั่วโมง แต่ก็มีข้อกังวลอยู่ว่า “จะมีการพูดถึงสถาบันได้แค่ไหน”เพราะนี่ไม่ใช่แค่การ “พาดพิงคนนอก”ธรรมดา ซึ่งผู้อภิปรายก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่อภิปรายด้วย ขณะที่ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นมีความชัดเจนในข้อ 3 คือเรื่องการปฏิรูปสถาบันมาก ถ้าไม่พูดเลยก็คงไม่ได้

เห็นว่า มีข้อเสนอจากนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งไม่แน่ว่าอาจโยงไปถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะให้มีการแตะหมวด 2 ได้ จากที่พรรคร่วมรัฐบาลเขาประกาศกันรัวๆ ว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ไม่ยุ่งกับหมวด 2 มันก็กลายเป็นภาวะยักแย่ยักยันว่า “ขอบเขตการทำงานของสภาฯ ไม่สามารถเจาะลึกไปถึงสิ่งที่ผู้ชุมนุมต้องการได้”

ข้อหารือที่นายกฯ เสนอจึงน่าจะเน้นหนักอยู่ที่ข้อแรกกับข้อ 3 ข้อแรกนั้นไม่เท่าไร ส่วนข้อ 3 ที่จะป้องกันไม่ให้มีการชุมนุมทั่วประเทศนั้น ไม่ต้องทายก็รู้ว่า ให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออก แต่ลาออกแล้วไงต่อ ? ถ้าเกิดยังไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก็คือใช้กติกาของรัฐธรรมนูญปี 60 ในการเลือกนายกฯ ใหม่อีกรอบหนึ่ง ซึ่งถ้าจะไม่พึ่งเสียง ส.ว.ก็ไม่ได้เพราะ ส.ว.มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล ให้โหวตเลือกนายกฯ ใหม่ก็หางูเห่ากันตีนพลิกอีก

หรือรอตอนเปิดสภาฯ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไปก่อน เอาเฉพาะมาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจของ ส.ว.ซึ่ง ส.ว.บางคนอย่างนายวันชัย สอนศิริ ก็ส่งสัญญาณมาแล้วว่า “ส.ว.ไม่ได้หวงอำนาจตรงนี้”ก็ขอให้แก้ได้จริงๆ ส่วนเรื่องแก้ไขมาตรา 256 นั้นมีจระเข้ขวางคลองอย่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐขวางอยู่ว่า “ต้องชัดเจนว่ามีการทำประชามติก่อนหรือหลังการโหวตรับหลักการ” เพื่อป้องกันการทำผิดกันค่อนสภาถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญ



เอาสิ่งที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้าจริงๆ นอกจากการเรียกรร้องให้นายกฯ ลาออก คือการ “ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าจะสบายใจนักเมื่อเห็นท่าทีของ นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ซึ่งออกจะขวาสุดโต่ง ที่พูดในทำนองยอมรับเรื่องความรุนแรงได้ถ้ามีการยั่วยุ และยังมีข่าวว่า ในการประชุมพรรค พปชร. อนุญาตให้มีการจัดการชุมนุมเสื้อเหลืองแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันอีก ซึ่งเป็นที่กลัวๆ กันว่าจะเกิดภาวะม็อบชนม็อบ

ตานี้ ท่าทีที่ต้องจับตาด่วนๆ คือท่าทีของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.และเหล่าตำรวจแล้วว่า จะมีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ที่จะตรวจสอบท่อน้ำเลี้ยงของม็อบเหลือง มีการจับกุม ปราบปรามหากม็อบฝั่งเหลืองลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงบ้าง ฝั่งเหลืองนี่คือฝั่งขวาหรือฝั่งอนุรักษ์นิยม การตรวจสอบและการจัดการต้องแสดงความเป็นธรรมไม่ใช่เพียงแค่การจัดการขั้วซ้ายหรือขั้วเสรีนิยมที่ยื่นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป

เงื่อนไขที่ต้องการปฏิรูปสถาบันในข้อ 3 ที่ผู้ชุมนุมเสนอมา 10 ข้อ แค่อ่านก็เสียวฟันแล้วว่า “ในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้จริงหรือไม่” และ “มีการก้าวล่วงสถาบันเกินไปหรือไม่”ที่ทำให้ขั้วอนุรักษ์นิยมหรือพลังเงียบบางส่วนคงไม่ยอม  มันหาจุดลงตัวยากมาก และในการประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญนี้ก็ไม่เห็นว่า 3 ข้อที่นายกฯ เสนอมาเพื่อเปิดประชุมจะเปิดหน้าคุยเรื่องนี้กันอย่างชัดเจน ก็เลยไม่รู้ว่า “แล้วจะจบอย่างไร” “นายกฯ ประยุทธ์ลาออกแล้วเอาไงต่อในข้อ 3”

ดูมันเป็นการหาทางออกที่ยาก แต่จะให้ประเทศชาติบอบช้ำน้อยที่สุดคือต้องใช้กลไกสภาฯ เท่านั้น. 
 

คอลัมน์ : ที่เป็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    33%
  • ไม่เห็นด้วย
    67%

บอกต่อ : 57