อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

'สฤษดิ์+ถนอม' โมเดล! รัฐประหารถี่สู่เกมยื้ออำนาจ

ตราบใดที่ 3 ข้อเรียกร้องของม็อบ “ราษฎร63” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศ ทั้งการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง-แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย-ปฏิรูปสถาบัน ยังไม่ได้รับการตอบสนอง พุธที่ 28 ตุลาคม 2563 เวลา 07.00 น.


แถมยังมีแนวโน้มว่าจะมีการจัดม็อบมาชนม็อบ ดังนั้นสถานการณ์การเมืองไทยในเวลานี้ จึงเหมือนมี “ระเบิดเวลา” ที่ม็อบ สองฝ่ายจะเผชิญหน้ากัน และยังไม่มีใครตอบได้ว่าปัญหาจะคลี่คลาย หรือจบลงแบบไหน พล.อ.ประยุทธ์หรือใคร จะเป็นคนเข้ามาถอดสลักระเบิดเวลาลูกนี้

สฤษดิ์ โมเดลบทเดิมแต่เปลี่ยนผู้เล่น

ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่าการรัฐประหารของทหารในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา คือการเลียนแบบการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะการรัฐประหารปี 2500 คือโมเดลที่ทำให้ทหารชอบใจในอำนาจแบบเผด็จการ และก่อให้เกิดมาตรา 17 ซึ่งการรัฐประหารหลังจากนั้น ต่างใช้วิธีการในรูปแบบเดียวกัน ทั้งประกาศ แถลงการณ์ หรือการเชิดชูค่านิยมบางอย่าง หลายคนใฝ่ฝันจะได้อำนาจเบ็ดเสร็จ แบบจอมพลสฤษดิ์  เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อมีอำนาจก็มีมาตรา 44 



โดยเฉพาะการรัฐประหารเมื่อปี 57 เป็นการคุมอำนาจเบ็ดเสร็จตามแบบ “จอมพลสฤษดิ์ โมเดล” แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ก็ปรับตามแบบจอมพลถนอม กิตติขจร คือเมื่อยื้อการร่างรัฐธรรมนูญต่อไปไม่ได้แล้วจะต้องประกาศใช้ จึงต้องมีการเลือกตั้ง และออกแบบระบบการเมืองให้ตนเองชนะ ขณะที่การมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ก็พาเราย้อนกลับไปเมื่อปี 2490 ที่เป็นการรัฐประหารในคราวนั้น

โมเดลเหล่านี้จะเห็นว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้คิดอะไรใหม่ แต่นี่คือวิธีการในการรักษาอำนาจของคณะรัฐประหาร ที่จะยื้ออำนาจให้อยู่กับตัวเองนานที่สุด แม้ว่าปัจจุบันหลายคนมองว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องหาผู้ที่มานั่งตำแหน่งนี้แทน แต่ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมจะพัฒนาไปในข้อเรียกร้องขั้นที่ 2 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นความหวังที่รัฐบาลชุดนี้จะสืบทอดอำนาจต่อ จะเป็นเหมือนปราสาททรายที่พังลงเรื่อย ๆ

เมื่อโรงเรียนไม่ตอบโจทย์เด็ก

ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ บอกด้วยว่าประเด็นหรือปรากฏการณ์ที่ทำให้นักเรียน นักศึกษาออกมาชุมนุมมากขึ้น เกิดจากหลังการรัฐประหารปี 57 ทำให้สังคมในสถาบันการศึกษามีความเป็นเผด็จการสูงขึ้น ส่วนใหญ่กลุ่มผู้บริหารโรงเรียนมักตอบสนองต่อกลุ่มอำนาจที่มีบริบทในตอนนั้น เช่น เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นมาคุมประเทศ การโปรโมตอาเซียนในสถานศึกษาแทบหายไป แม้ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปีก่อน แต่กลับไม่มีการตื่นตัวเหมือนอดีต



ยิ่งเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา เด็กเริ่มมีสมาร์ทโฟนใช้กัน ทำให้มีการติดตามความรู้ใหม่ ๆ ที่มีอยู่ในสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งเด็กจะเห็นตัวอย่างผ่านคลิปวิดีโอที่มีอยู่ทั่วโลก โดยภาพเหล่านั้นจะเข้าไปในใจเด็ก ทำให้เริ่มมีความขัดแย้งระหว่างเด็กกับโรงเรียนมากขึ้น ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญที่เห็นชัดใน 30 ปีที่ผ่านมาพบว่า สถาบันครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง แต่สถาบันการศึกษาไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ทุกวันนี้ถามนักศึกษาว่า ครอบครัวยังใช้การตีอยู่ไหม เด็กตอบว่าส่วนใหญ่แทบจะไม่ถูกตี ทั้งที่สมัยก่อนสังคมไทยเชื่อว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี

โดยปัจจัยเหล่านี้เกิดจากในรอบ 30 ปี เราไม่เห็นการเกิดขึ้นของสงครามเย็น ดังนั้นหลายประเทศจึงเข้าสู่ประชาธิปไตย โดยเฉพาะไทยคำว่า “สิทธิมนุษยชน” เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสังคมครอบครัว พ่อแม่ในช่วงอายุ 40–50 ปี ที่เติบโตมาในบริบทอนุรักษนิยม แต่ต้องเลี้ยงลูกในบทบาทเสรีชน ดังนั้นจึงเกิดการชนกันทางความคิดในครอบครัว

แต่เมื่อเด็กเข้ามาโรงเรียน ต้องเผชิญกับบริบทแบบรัฐทหาร ซึ่งครูเหล่านี้มีความเชื่อว่า “ไม้เรียวสร้างคน” แต่พ่อแม่แม้จะอนุรักษนิยม แต่ไม่ตีลูกแล้ว สิ่งนี้มันสวนทางกัน ทำให้เด็กส่วนใหญ่เริ่มตั้งคำถาม และการต่อต้านภายในโรงเรียน

ระเบิดเวลาทางความคิด

ถ้ามองผ่านการเรียนการสอนในอดีต การบังคับภายในโรงเรียนในทศวรรษก่อนหน้านี้ เด็กจะมีพฤติกรรมเหมือนพึมพำกับตัวเอง เพราะถ้าพูดไปเดี๋ยวก็โดนครูกำราบ แต่พอบ่นให้ครอบครัวฟังก็ให้ยอม ๆ กับสิ่งเหล่านี้ เพราะสถานศึกษายังมีน้อย แต่พอมาในยุคนี้เมื่อมีโลกออนไลน์ เด็กที่ถูกบังคับในโรงเรียนต่าง ๆ จะมีพื้นที่ระบายบนโลกออนไลน์มากขึ้น โดยเด็กพบว่ามีอีกหลายคนที่เจอปัญหานี้เหมือนกัน จึงเกิดการปะทะกันภายในความรู้สึกของเด็ก ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสถาบันครอบครัว และสถาบันการศึกษา ที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่เท่าเทียมกัน



“คือโรงเรียนควบคุมสิทธิของเขา ควบคุมเสรีภาพเด็กจนเกินเลย จากประสบการณ์สอนนักศึกษา ในคาบแรกก่อนเรียนของนักศึกษาปี 1 ผมจะมีคำถามว่าถ้าวันนี้คุณกลับไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่คุณจบมา อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร คำตอบที่ได้มักจะเจอว่า อยากให้ครูในโรงเรียนกลับไปอบรมความรู้ด้านวิชาการใหม่ เพราะครูส่วนหนึ่งไม่ได้มีความรู้ในวิชาเฉพาะนั้นจริง ๆ และมีแนวโน้มว่าครูกลุ่มนี้จะใช้อำนาจบังคับในการเรียนการสอน เพื่อเป็นเครื่องมือให้กับตนเอง

โดยเฉพาะสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ 5–6 ปี ที่ผ่านมา เด็กต้องเจอกับการจัดการตามแบบรัฐบาลทหารภายใน โรงเรียน และมาเจอกับเทคโนโลยีสื่อสารที่ทันสมัย ทำให้เด็กรู้สึกว่าปัญหาที่เขาเจอไม่ใช่มีแค่ตัวเองที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่สามารถสื่อสารกับเพื่อนที่เจอปัญหาเดียวกันภายในโรงเรียนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และมีการรวมกลุ่มใหญ่ขึ้นบนโลกอินเทอร์เน็ต

ปรากฏการณ์การชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาในปัจจุบัน มีสิ่งสำคัญซึ่งเป็นฐานทางความคิด คือ การให้ความยุติธรรม เมื่อเด็กเห็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม เช่น ประเด็นที่กระตุ้นให้มีแรงระเบิด ในกลุ่มนักศึกษาที่มาชุมนุมในรอบ 3 เดือนนี้ คือการถูกอุ้มหายตัวไปของต้าร์-วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ประเทศกัมพูชา



การออกมาชุมนุมของนักเรียน นักศึกษาในครั้งนี้คนที่ไม่เห็นด้วยมักจะมองว่า พวกเขาอยากเป็นฮีโร่ ทั้งที่จริง ๆ เด็กส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม แต่เด็กส่วนใหญ่มีความอัดอั้น อยากจะเข้าร่วมการชุมนุม แต่กระบวนการชุมนุมก็มีการคัดสรรแบบธรรมชาติที่จะมีดาวเด่นขึ้นมา เมื่อเด็กคนนั้นผ่านการปราศรัยบนเวทีจนเป็นที่ยอมรับของผู้ชุมนุม

จากประวัติศาสตร์ทุกการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา มักทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในสังคม และครั้งนี้ก็เช่นกัน เราจะเห็นว่าในที่ชุมนุมมีการยอมรับสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อจากนี้.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    46%
  • ไม่เห็นด้วย
    54%

ความคิดเห็น