อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

1 พ.ย.'วันมังสวิรัติโลก' เทรนด์อาหารสุขภาพยุคใหม่

1 พ.ย. “วันมังสวิรัติโลก” เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี สมาคมมังสวิรัติแห่งสหราชอาณาจักร และเพื่อให้ตระหนักถึงข้อดีจากการกินอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ และยังมีประโยชน์ดี ๆ ต่อสุขภาพและโลก อาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08.00 น.


คำว่า “มังสวิรัติ” มาจากคำว่า “มังสะ” ที่แปลว่า เนื้อสัตว์ และ “วิรัติ” ที่แปลว่า การงดเว้น ดังนั้นเมื่อเอาทั้งสองคำมารวมกันคำว่า “มังสวิรัติ” จึงแปลว่า การงดเว้นเนื้อสัตว์ ซึ่งหมายถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ โดยตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Vegetatianism ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน คือ Vegetus ซึ่งแปลว่า สมบูรณ์ดีพร้อม สดชื่น เบิกบาน หรือมีความหมายว่า ผู้ซึ่งละเว้นจากการนำสัตว์ทุกชนิดมาเป็นอาหาร ทั้งนี้อาจรวมหรือไม่รวมถึงไข่และผลิตภัณฑ์จากนม



สำหรับ “วันมังสวิรัติโลก (World Vegan Day)” เริ่มขึ้นครั้งแรกในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 โดย ลุยส์ วอลลิส (Louise Wallis) เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี “สมาคมมังสวิรัติแห่งสหราชอาณาจักร (Vegan Society)” ซึ่งเธอเป็นประธานอยู่ในเวลานั้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนตระหนักถึงข้อดีจากการกินอาหารที่อุดมด้วยพืชผักและปราศจากเนื้อสัตว์ โดยนอกเหนือจากเรื่องความเมตตาต่อสัตว์แล้ว ยังมีประโยชน์ดี ๆ ต่อสุขภาพของเราและโลกด้วย

โดยสมาคมมังสวิรัติแห่งสหราชอาณาจักร ได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2390โดย โจเซฟ บราเธอร์ตัน เพื่อส่งเสริมให้คนหันมารับประทานมังสวิรัติ แรงบันดาลใจในการรับประทานมังสวิรัตินั้นมีที่มาเก่าแก่ ย้อนไปจนถึงยุคของพีทาโกรัส นักคณิตศาสตร์กรีกโบราณผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งเรขาคณิต



พีทาโกรัสเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีจิตวิญญาณ ดังนั้นการที่รับประทานเนื้อสัตว์นั้นจึงไม่ต่างจากการฆาตกรรม และเพื่อที่จะเผยแพร่ความคิดนี้ เขาจึงได้สร้าง “Pythagorean diet” หรือ “การรับประทานอาหารแบบพีทาโกรัส” ที่เหมือนกับการรับประทานมังสวิรัติในปัจจุบันที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์และปลา แต่แตกต่างกันตรงที่เขาไม่รับประทานถั่ว

การรับประทานอาการแบบพีทาโกรัสนั้นยังได้รับการสืบทอดต่อมาแม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้วยกเว้นเรื่องถั่ว นักคิดรุ่นหลังหลายคนในยุคนั้นก็รับประทานมังสวิรัติ



ในปัจจุบันตัวชี้วัดว่า “อาหารมังสวิรัติ” มาแรงติดเทรนด์การบริโภคของคนทั่วโลก มีมากมายหลายประเด็นทีเดียว อย่างเมื่อต้นปี นิตยสารด้านเศรษฐกิจชื่อดังระดับโลก ยกให้ อาหารมังสวิรัติ เป็นรายการอาหารสุดฮิตของปี 2019 หรือ พ.ศ. 2562

นอกจากนั้น สมาคมมังสวิรัติโลก ยังอ้างอิงตัวเลขการสำรวจในปี 2561 ว่าความนิยมรับประทานอาหารมังสวิรัติทุกประเภททั่วโลก ยังเพิ่มขึ้นถึง 9.87 เท่า จากปีก่อน และข้อมูลทางสถิติที่น่าแปลกใจไม่น้อย คือ ปัจจุบันมีชาวอเมริกันรับประทาน อาหารมังสวิรัติ แบบเคร่งครัด มากถึง 7.3 ล้านคน ทีเดียว ทั้งยังมีรายงานว่า ชาวอังกฤษ ถึง 1 ใน 3 บริโภคเนื้อสัตว์ลดลง และมีถึง 1 ใน 5 ประกาศตัวว่าจะเป็นกลุ่มผู้รับประทาน อาหารมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น (Flexitarian) ด้วย



สำหรับประเทศไทยเอง ก็ยังมีข่าวดี เมื่อ ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เผยผลสำรวจล่าสุดว่า ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศมังสวิรัติโลก ที่มีอัตราการเติบโตของการบริโภคอาหารมังสวิรัติอย่างต่อเนื่อง โดยไทยรั้งอยู่ในอันดับที่ 8 ที่มีอัตราการบริโภคอาหารปราศจากเนื้อสัตว์นี้อยู่ที่ 90,200 หน่วย/คน เป็นรองแค่ประเทศตุรกีและเคนยา และประเทศที่ครอง Top 3 ของประเทศมังสวิรัติโลก ประจำปี 2559-2560 คือ อินโดนีเซีย (270,600 หน่วย/คน) ฟิลิปปินส์ (238,500 หน่วย/คน) และ เยอรมนี (212,000 หน่วย/คน) ตามลำดับ

แนวโน้มความนิยมรับประทานอาหารมังสวิรัติ ยังไม่หยุดสร้างวัฒนธรรมการบริโภคใหม่ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตลาดนวัตกรรมอาหารที่ใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ทั่วโลกที่พลอยเติบโตไปด้วย ยืนยันได้จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ที่บ่งชี้ว่า การกินมังสวิรัติเป็นหนึ่งในวิธีลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ทั่วโลก ล้วนมีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกถึงราว 14 เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคคมนาคมขนส่งทั้งภาคทีเดียว..



ขอบคุณภาพประกอยจาก : Pixabay, WIKIPEDIA PD

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%