อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

เตือนลูกน้อยชอบ'ดูดนิ้ว' ทำเสี่ยง'โรคมือเท้าปาก'

เตือนคุณพ่อ-คุณแม่ เร่งเช็กลูกน้อย รับมือ "โรคมือเท้าปาก" ภัยร้ายยอดฮิตของเด็กๆ ประจำฤดูฝน! เสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563 เวลา 14.00 น.


เชื่อว่าการที่ได้เห็นลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีตามวัย ย่อมเป็นความสุขของคนเป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็ก ที่กำลังมีพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ชอบใช้มือหยิบจับของเล่น หยิบอาหารเข้าปาก แต่ก็ยิ่งต้องระวังเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายคุณหนูๆได้อย่างง่ายดายเช่นกัน โดยเฉพาะ "โรคมือเท้าปาก" ที่นับเป็นอีกโรคท็อปฮิตที่มักแพร่ระบาดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ! ...แล้วแบบนี้คุณพ่อ-คุณแม่จะต้องรับมืออย่างไร? วันนี้ "Healthy Clean" มีคำตอบมาฝากกัน

โดย แพทย์หญิง ชุติมา กอจรัญจิตต์ และแพทย์หญิง ศณิตา ศรุติสุต กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ ในเครือ "พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์" เผยว่า สำหรับ "โรคมือเท้าปาก" เป็นติดต่อกันผ่านการสัมผัสเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) โดยเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสมาจากสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย จากการไอจามของเด็กที่ป่วย น้ำจากตุ่มแผล และอุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งสารคัดหลั่งพวกนี้จะติดอยู่กับของเล่นและของใช้ต่าง ๆ หากเด็กนำมือที่สัมผัสเชื้อมาเข้าปาก ไม่ว่าจะหยิบของกิน เอาของเล่นเข้าปาก หรือแม้แต่ดูดนิ้ว ก็ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งสถานที่เสี่ยงของเด็กๆ ที่ชีวิตต้องเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆนั้น ย่อมเลี่ยงที่จะเสี่ยงโรคดังกล่าวในสถานศึกษา เพราะมีเด็กๆอยู่รวมกันจำนวนมาก หากมีเด็กคนหนึ่งติดโรคขึ้นมาก็สามารถติดต่อไปยังเด็กคนอื่นๆ ได้ง่าย 



อาการแบบไหนคือ "โรคมือเท้าปาก" .. โดยทั่วไปแล้ว เด็กๆจะเริ่มแสดงอาการป่วยภายใน 3-6 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาจมีไข้ต่ำหรือสูงก็ได้ จากนั้นอีก 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการเจ็บปาก น้ำลายไหล ทานอาหารไม่ได้ เนื่องจากมีแผลในช่องปาก ไม่ว่าจะที่ลิ้น เหงือก หรือกระพุ้งแก้ม และเริ่มมีตุ่มน้ำ ตามบริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น

โดยทั่วไป หากหนูน้อยเกิดอาการ แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ และคุณพ่อ-คุณแม่เช็ดตัวเด็กๆเป็นระยะๆ เพื่อลดไข้ พร้อมทั้งรับประทานอาหารอ่อนหรือเป็นอาหารที่เย็น เพราะความเย็นจะทำให้ไม่เจ็บปากขณะรับประทาน แต่หากเป็นเด็กทารกอาจต้องป้อนนมแทนการให้ดูดจากขวด ซึ่งโดยปกติแล้ว อาการของโรคมักหายเองใน 5-7 วัน และ มักไม่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน



แต่อาการแบบไหนถึงเรียกว่ารุนแรง? ...หากเด็กๆมีอาการซึม ไม่ยอมทานอาหารหรือนํ้าดื่ม ปวดต้นคอ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง ชัก สะดุ้งผวา ตัวสั่น เขียวคล้ำที่บริเวณลำตัว มือ และเท้า ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดภาวะสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือนํ้าท่วมปอดได้ "ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อยแต่หากเป็นแล้วรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้"

ฉะนั้น หมอขอให้คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง ควรสอนและฝึกวินัยเด็กให้ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำด้วยน้ำและสบู่  สอนเด็กๆให้ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอด ผ้าเช็ดหน้า หากรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นต้องใช้ช้อนกลาง ไม่ควรให้เด็กไปเล่นในบริเวณที่พบว่ามีการระบาดของโรค โดยตัวคุณพ่อ-คุณแม่ หรือผู้ดูแลเด็กเอง ก็ต้องล้างมือทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม และหลังการดูแลเด็กป่วย



คำแนะนำสำหรับโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก ควรหมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ ทำความสะอาดเครื่องเล่น ของเล่น และห้องน้ำ อยู่เสมอ หากพบเด็กที่ป่วยควรให้หยุดเรียนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

"โรคมือเท้าปาก สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากที่สุดในช่วงฤดูฝน  ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แพทย์จะให้การรักษาตามอาการและเฝ้าติดตามอาการของโรค ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรเฝ้าระวังและศึกษาวิธีป้องกันภัยใกล้ตัวลูกน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้เกิดโรคกับเด็กๆให้มากที่สุดค่ะ"....
....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย "พรรณรวี พิศาภาคย์"
ขอบคุณภาพประกอบ สสส.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 62