อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

กลไกรัฐสภาที่กำลังจะเริ่มเพื่อหาทางออก จะสำเร็จหรือไม่

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า เงื่อนไขของผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรที่ออกมาครั้งนี้ 3 ข้อคือ 1. นายกฯ ต้องยุบสภาหรือลาออก 2. ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยประชาชนมีส่วนร่วม 3.ต้องมีการปฏิรูปสถาบันนั้น  การจะดำเนินการอะไรต่างๆ จะต้องเป็นกระบวนการของรัฐสภาเท่านั้น เราเห็นตัวอย่างมาแล้วว่า ม็อบลงถนน บอยคอตเลือกตั้ง ผลที่ตามมาคือการที่ “อำนาจนอกระบบรัฐสภา” เข้ามาสะสางปัญหา พฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08.00 น.


ภายหลังการประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ก็มีการหารือทางออกประเทศกัน แต่ดันตั้งโจทย์คนละข้อกับที่ผู้ชุมนุมตั้ง ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า เรื่องการปฏิรูปสถาบันนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถอภิปรายได้ในสภา ขนาดพาดพิงคนนอกยังจะอธิบายลำบาก เรื่องเกี่ยวกับสถาบันจึงแปรสภาพกลายเป็นหัวข้อในการถกเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินีแทน ซึ่งก็คงไม่พ้นให้ตั้ง กมธ.วิสามัญสอบสวนและสรุปบทเรียน



ทำไมต้องมีการปฏิรูปสถาบัน ?  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งฝั่งซ้าย ( เสรีนิยม ) และฝั่งขวา ( อนุรักษ์นิยม ) ถามกันมาก คือจะแก้ปัญหาการเมืองก็แก้ไป แต่ทำไมจะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง  ฝั่งซ้ายที่พอจะพูดเป็นเหตุเป็นผลหน่อยเขาก็บอกทำนองว่า “เพื่อให้สถาบันมีความโปร่งใสมากขึ้น ที่ผ่านมาสถาบันถูกเรื่องเลวร้ายใส่ความไว้หลายเรื่อง แต่ไม่มีใครเคยตั้งคำถามในสภาฯ ได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ข่าวลือพวกนี้ยิ่งทำร้ายสถาบันต้องปฏิรูป”

และเรื่องมาตรา 112  ฝั่งซ้าย“บางคน”เขาก็ว่า ไม่ได้ต้องการให้ยกเลิก แต่ต้องการให้มีการระบุชัดเจนว่า ใครจะเป็นเจ้าทุกข์ในการฟ้อง ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ฟ้องดะไปทั่วแบบคดี “อากง” ที่อื้อฉาวนั่น และกลายเป็นประเด็นให้สถาบันถูกโจมตีว่า “มีกฎหมายของสถาบันที่ถูกนำมาใช้กลั่นแกล้งกันในด้านต่างๆ” ส่วนใครจะเป็นเจ้าทุกข์ในการฟ้องนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า สภาฯ จะยอมหารือเรื่องการแก้ ป.อาญา ม.112 หรือไม่ อย่างไร

ขณะที่ฝั่งขวานั้น แนวคิดอนุรักษ์นิยมเขาจะยึดถือในขนบธรรมเนียม และมองสถาบันเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่มีความสำคัญ ดังนั้นจึงต้องธำรงไว้ เพราะประเทศไทยถูกสร้างเป็นรัฐชาติอันเป็นปึกแผ่นได้ด้วยบูรพกษัตริย์ และเขาก็มองการปรับตัวของสถาบันที่เข้าถึงประชาชนมากขึ้น จากการที่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ในหลวงและพระราชินีทรงเดินพบปะกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง ชนิดที่ประชาชนสัมผัสพระวรกายได้

เรื่องการปฏิรูปสถาบันจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ขอให้เป็นกลไกของรัฐสภาแล้วกัน  อย่างที่บอกว่า ใช้กลไกระบบตัวแทนมันช่วยแก้ปัญหาดีกว่าให้ออกมาเผชิญหน้ากัน ตอนนี้ก็เริ่มมีการใช้วาทกรรมสร้างความขัดแย้งแตกแยกกลับมาอีกแล้ว อันนี้ก็ต้องโทษรัฐบาล คสช.ที่ไอ้ “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา” เอาเข้าจริงก็ไม่อยากพูดว่าแหลทั้งเพ กลายเป็นประเทศจะแตกเอาอีตอนโควิดระบาดทั่วโลกซะงั้น

จำได้ว่าเรื่องปรองดองนี่ รัฐบาล คสช.เข้ามาก็ไม่ใช่ว่าจะทำ ทั้งที่อ้างเหตุแห่งการยึดอำนาจว่าเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาปรองดองสมานฉันท์ จนกระทั่งว่าปีสุดท้ายของรัฐบาล คสช.นี่แหละ ถึงเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมากระทุ้งว่า เมื่อไรจะทำเสียที ก็เลยเห็นทหารทำแบบเสียไม่ได้ เหมือนเขียนหลักกลและเหตุผลาญเอาเงินลงไปรับฟังความเห็นในพื้นที่ แล้วก็ออกมาเป็นตุ๊กตาแม่ผ่องตัวนึงซึ่งไม่รู้ว่าช่วยปรองดองอย่างไร

แต่ก่อนจะมีตุ๊กตาแม่ผ่อง ก็มีกรณีที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ( สมัย คสช.) ก็ออกมาบอกว่าจะมีการทำสัตยาบันกับฝ่ายต่างๆ เพื่อ “สงบศึก”ในแผ่นดิน แต่สุดท้ายมันก็แค่ลมปากเปล่าไม่เห็นว่าสัตยาบันนั้นคืออะไร ฝ่ายไหนจะต้องมาลงบ้าง ผลงานของรัฐบาล คสช.คือทำให้บ้านเมืองสงบ แต่พอมาถึงรัฐบาลประยุทธ์ 2 คราวนี้เห็นทีจะไม่ไหวแล้ว บ้านเมืองไม่สงบด้วยแฟลชม็อบแทบทุกวัน

ความล้มเหลวของรัฐบาลประยุทธ์คือการที่บอกว่าจะเข้ามาปฏิรูปการเมือง, จัดการเรื่องประชานิยม ฯลฯ อะไรก็เหอะที่ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองทั้งนั้น ด่านักการเมืองปาวๆ แต่สุดท้ายก็ไปจับมือกับนักการเมืองหน้าเดิมๆ เล่นการเมืองแบบเดิมๆ แย่งชามข้าวโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีกัน ประชานิยมก็อัดลงรัวๆ ( ซึ่งก็ไม่อยากจะว่า เพราะมันมีความจำเป็นจากสถานการณ์โควิด ) แต่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเขาบอกว่า ไม่เห็นจะมีอะไรใหม่ๆ

วาทกรรม“นิติสงคราม”ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา หมายถึงการที่ใช้กลไกทางกฎหมายในการจัดการขั้วตรงข้ามของผู้มีอำนาจ อย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือพรรคอนาคตใหม่ ที่ก็ว่าถูกนิติสงครามตัดตอน หรือแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งราษฎรที่ก็ว่าถูกใช้นิติสงครามเล่นงาน ขณะที่แกนนำฝั่งอนุรักษ์นิยมกลับดำเนินคดีล่าช้า เช่นเรื่องทำร้ายกันในรามคำแหง  เรื่องนี้ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. บอกกำลังสอบอยู่และให้ความเป็นธรรมแน่



กลับมาที่เรื่องกลไกรัฐสภาที่ใช้แก้ปัญหา ในที่สุด ก็ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์คงอยาก “ล้างบาป” ตัวเองที่บอยคอตเลือกตั้งไปสองรอบจนมีรัฐประหารทั้งสองรอบ  คนที่จะเป็นแกนนำในการคิดค้นกลไกกรรมการปรองดองสมานฉันท์จึงเป็นนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค และนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา อดีตหัวหน้าพรรค โดยนายชวนมีอำนาจแต่งตั้งคณะทำงานในฐานะประธานรัฐสภา แต่จะเอาสูตรไหนจะหารือฝ่ายค้านและรัฐบาลก่อน

โจทย์ของการทำงานจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่มีข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจคือ การจัดทำประชามติ ซึ่งคณะกรรมการปรองดอง (ชุดใหม่ ) นี้ สามารถเสนอต่อ ครม.ให้ใช้อำนาจตาม ม. 166 ในการขอออกเสียงทำประชามติเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ โดยที่นายชวน ระบุว่า ผู้ที่ตั้งคำถามประชามติควรจะเป็นคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ชุดใหม่นี้  ...ซึ่งถ้าจะเอาให้ราคามันถูกลงหน่อยไม่ใช่ 2-3,000 ล้านบาท ก็ต้องทำประชามติควบคู่กับการเลือก อบจ.

การเลือก อบจ.มันประมาณวันที่ 20 ธ.ค. ดังนั้นคำถามประชามติควรจะต้องเสร็จอย่างช้าสุดคือต้นเดือน ธ.ค. เพื่อให้ กกต.ได้ทำประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับคำถาม มีงบทำเอกสารแจกและมีงบรณรงค์ ส่วนในเขต กทม.ก็ทำประชามติวันเดียวกัน ตั้งงบประมาณไว้ต่างหาก ซึ่งวิธีประชามติดูจะเป็นวิธีที่“เข้าใจง่าย” ที่สุดในความเป็นประชาธิปไตยว่า เสียงข้างมากชนะก็คือชนะ แต่ระวังฝ่ายโหวตแพ้คนไม่แพ้หาเรื่องเอาอีกแล้วกัน



คณะกรรมการปรองดองนี้ควรจะมีอำนาจหรือยื่นข้อเสนอแล้วรัฐบาลต้องทำจริงๆ ไม่ใช่เป็นอย่างที่ฝ่ายค้านเขาปรามาสไว้ว่า “สุดท้ายก็เหมือนคณะกรรมการปรองดองชุดนายอานันท์ ปันยารชุน, นายดิเรก ถึงฝั่ง, นายคณิต ณ นคร ที่สุดท้ายคือทำได้แค่เสนอความเห็น ไม่มีผลการปฏิบัติอะไรเป็นรูปธรรม” นี่คือกลไกจากสภาฯ ที่จะแก้ปัญหาแผ่นดินแล้ว ความจริงใจสำคัญมันอยู่ที่รัฐบาลเท่านั้นแหละ และถ้าเอาประชามติก็มีเงื่อนเวลา อบจ.กำกับเส้นตายไว้

ใครจะอยากมาร่วมมือถ้าต้องมาเป็นแค่กรรมการฟอกขาวให้รัฐบาล ก็ขอรอดูขอบเขตการทำงาน กก.ชุดนี้.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 46