อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563

ไทยมึน! มะกันตัด 'จีเอสพี' 2 ครั้ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจดิ่ง!

เคยทำงานเป็นนักวางแผนและพัฒนาธุรกิจ บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง และนักวิชาการพาณิชย์ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นเมื่อวันก่อน น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด ในฐานะคณะทำงานทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย จึงออกมายำใหญ่ใส่รัฐบาลกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กับสินค้าไทยเพิ่มอีก 231 รายการ คิดเป็นมูลค่าราว 25,000 ล้านบาท โดยจะมีผลในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ พฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2563 เวลา 07.00 น.


ฝ่ายค้านอัดรัฐบาลไม่มี “เครดิต”

..จิราพร ย้ำว่าสหรัฐ เคยตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยไปแล้วจำนวน 573 รายการ เมื่อเดือน เม.. ที่ผ่านมา เท่ากับว่าสหรัฐ ตัดสิทธิ GSP สินค้าไทยไปแล้ว 804 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 65,000 ล้านบาท สรุปคือปีเดียวโดนไปแล้ว 2 ครั้ง

สะท้อนว่ารัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากการทำรัฐประหาร ไม่มี “เครดิต” ในการเจรจาการค้าในเวทีโลก โดยเป็นการตอกย้ำว่า พล.. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจ ไม่มีพลังในการเจรจาต่อรอง เหมือนเป็นเบี้ยตัวเล็ก ไม่มีความสำคัญในสายตาของสหรัฐ อย่างที่เคยอวดอ้าง



แถมในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีข่าวว่า สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ อนุมัติการต่ออายุ GSP ให้กับประเทศอินโดนีเซีย ภายหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ได้เข้าหารือกับประธานาธิบดีอินโดนีเซียในช่วงปลายเดือน.. ที่ผ่านมา เนื่องจากอินโดนีเซียมีเป้าหมายว่าต้องการจะเพิ่มการลงทุนระหว่างสหรัฐ และอินโดนีเซีย ให้ถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.8 ล้านล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ และ รศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ จากกลุ่มวิจัยความสามารถในการแข่งขัน คณะเศรษฐ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ขนาดผลกระทบจากกรณีดังกล่าวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อการส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) อาจจะไม่มาก แต่เรื่องนี้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายจากวิกฤติไวรัสโควิด-19 ที่มีอยู่เดิม

GSP  (Generalized System Preference) คือ สิทธิพิเศษทางภาษีที่ประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย โดยไม่ต้องเสียภาษีสินค้าศุลกากร เพื่อช่วยให้ประเทศที่ได้รับสิทธิสามารถส่งออกสินค้าไปแข่งกับสินค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้วได้

การให้สิทธิ GSP เป็นการให้แบบฝ่ายเดียว (unilateral) คือประเทศที่ให้สิทธิ GSP ไม่ได้เรียกร้องผลประโยชน์ตอบแทนจากประเทศผู้รับ แต่กำหนดเงื่อนไขของประเทศที่จะได้รับสิทธิ GSP ซึ่งประเทศผู้ให้วางไว้ ที่สำคัญระบบ GSP ของสหรัฐ ได้ออกแบบมาให้สหรัฐ ใช้วิจารณญาณที่ค่อนข้างสูงในการให้สิทธิประโยชน์ ตั้งแต่ระดับรายได้ต้องไม่เกิน 12,735 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ระบบการปกครอง การคุ้มครองแรงงาน และการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ  

เรื่องดังกล่าวแตกต่างจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่อิงกับผลการดำเนินงานของการส่งออกและระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออก ดังนั้นการให้-ตัดสิทธิ GSP จึงเป็นเครื่องมือการเจรจาต่อรองของสหรัฐ เพื่อให้ประเทศคู่ค้าดำเนินนโยบายไปในทิศทางที่สหรัฐต้องการได้

ประเทศไทยได้ถูกตัดสิทธิ GSP จำนวน 2 ครั้งในปี 63 โดยครั้งแรก 573 รายการ เมื่อวันที่  25 เม.. 63 ครอบคลุมอาหารทะเล ผัก ผลไม้ เมล็ดพันธุ์ น้ำเชื่อม น้ำตาล ซอสถั่วเหลือง น้ำผักและผลไม้ ไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องครัว ประตูหน้าต่าง ไม้อัด ไม้แปรรูป เครื่องประดับ แผ่นเหล็ก และสเตนเลส เป็นต้น  

ต่อมาสหรัฐ จะมีการตัดสิทธิ  GSP อีก  231 รายการ ช่วงปลายเดือน ธ..นี้ ซึ่งครอบคลุมสินค้าจำพวก อาหารทะเล อุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบ พวงมาลัยรถยนต์ ล้อรถยนต์ กรอบแว่นตาทำจากพลาสติก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

ต้องหาสาเหตุรับมือในอนาคต

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ยังระบุด้วยว่าสาเหตุสำคัญที่สหรัฐ ตัดสิทธิ GSP ครั้งที่ 2 คือ การเปิดตลาดสินค้าไทยไม่อยู่ในระดับที่เท่าเทียม โดยเฉพาะการเปิดตลาดสินค้าเนื้อสุกร และผลิตภัณฑ์  ที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง (จากบทสัมภาษณ์ของนายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์) แม้เรื่องดังกล่าวภาคส่วนอื่น ยังมีความเห็นแตกต่างกัน เช่น..จิราพร สินธุไพร..ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ที่เชื่อว่าเป็นเรื่องระบบการเมืองการปกครอง และน..กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ที่มองว่าเป็นปัญหาเรื่องแรงงาน ดังนั้นเป็นสิ่งจำเป็นต้องสร้างความกระจ่างในส่วนของสาเหตุ เพื่อให้ไทยสามารถเตรียมรับมือเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันได้ในอนาคต





เนื่องจากการตัดในครั้งนี้จะครอบคลุมเพียง 231 รายการ หรือเพียง 1 ใน 4 ของรายการทั้งหมด แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ สินค้าที่ถูกตัดในครั้งนี้เป็นกลุ่มที่ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยสัดส่วนมูลค่าส่งออกของทั้ง 231 รายการต่อรายการที่ได้รับสิทธิ GSP ทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.5 ในไตรมาสแรกของปี 60 เป็นร้อยละ 15 ในไตรมาส     ที่ 2 ของปี 63 (ภาพที่ 1) การเลือกตัดสิทธิครั้งนี้จึงเสมือนเป็นไป     ตามยุทธศาสตร์ทางการค้าของสหรัฐ ที่ต้องการแก้ปัญหาการขาดดุลของประเทศ

หากพิจารณาจากรายการสินค้าที่ถูกตัดเราพบว่ามี 4 ผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญได้แก่ ยานยนต์ (HS 87) ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม (HS76) ผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ (HS 94) และ ผลิตภัณฑ์พลาสติก (HS 39) ซึ่งเป็นสัดส่วนรวมต่อการใช้สิทธิเท่ากับร้อยละ 72.5 สินค้าเหล่านี้ต้องเผชิญการเสียภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-1.4 (เฉลี่ยประมาณร้อยละ 3.9 (ตารางที่ 1) สินค้าที่ถูกตัดสิทธิ GSP ดังกล่าวยังไม่ใช่กลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังสหรัฐ เช่น อุปกรณ์​และเครื่อง จักรกล (ร้อยละ 28.5 ต่อการส่งออกรวมของไทยไปสหรัฐ) เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า (ร้อยละ 26.2) ผลิตภัณฑ์ยาง (ร้อยละ 9.8) ธัญพืช (ร้อยละ 3.1) และ อาหารแปรรูป (ร้อยละ 3) ซึ่งสินค้าเหล่านี้เสียภาษีนำเข้าปกติ.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 14