อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563

หวั่นไทยถูกตัด 'จีเอสพี' อีก! ปัญหาสมดุล 2 ขั้ว จีน-อเมริกา

ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ที่มีการพูดถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กับสินค้าไทยเพิ่มอีก 231 รายการ คิดเป็นมูลค่าราว 25,000 ล้านบาท โดยจะมีผลในวันที่ 30 ธ.ค. นี้ ถือเป็นการตัดสิทธิซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 ปี เลยทีเดียว ศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2563 เวลา 07.00 น.


ไปเจรจาต่อรอง GSP ไม่ใช่เรื่องง่าย

ในมุมของ รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ และรศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ กลุ่มวิจัยความสามารถในการแข่งขัน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า จากการประมาณการณ์ขนาดความเสียหายของการตัด GSP ครั้งนี้จึงอยู่ระหว่าง 71.8-107 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 0.03-0.05 ของการส่งออกรวม) ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคามากน้อยเพียงใด ซึ่งเราเชื่อว่าภายใต้วิกฤติโควิด-19 ที่เศรษฐกิจโลกกำลังสู่สภาวะถดถอยอย่างรุนแรง ผู้บริโภคน่าจะมีแนวโน้มอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น และทำให้ผลกระทบใกล้ค่าประมาณการณ์ที่สูง

การส่งออกที่ชะลอตัวดังกล่าวทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง โดยคาดว่าในสถานการณ์ปกติที่ไม่เผชิญโควิด-19 ผู้บริโภคไม่ได้อ่อนไหวต่อราคาเปลี่ยนแปลงมากนัก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงเพียงร้อยละ 0.02



แต่ในบริบทของวิกฤติโควิด-19 ผลกระทบจะรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 0.07  หากรวมผลกระทบของการตัดสิทธิ GSP รอบแรก (เม.ย. 63) ที่บั่นทอนการส่งออกระหว่าง 21.6-81.5 ล้านดอลลาร์และ 71.8-107 ล้านดอลลาร์ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะลดลงถึงร้อยละ 0.09  

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ มองว่า การไปเจรจาต่อรองกับสหรัฐ ในเรื่อง GSP ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกณฑ์การให้สิทธิ GSP ของสหรัฐ ใช้วิจารณญาณจากเกณฑ์ที่หลากหลายดังที่กล่าวข้างต้น นอกจากนั้นรายการสินค้าที่สหรัฐ เลือกตัด มีแนวโน้มมุ่งเน้นผลทางการค้าและการบรรเทาปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐ

เสียว! สินค้า 638 รายการ โดนอีก!

นอกจากนั้นยังคาดว่าสินค้าอื่น ๆ คงถูกปฏิบัติในทำนองนี้ในอีกไม่ช้า ดังสะท้อนจากการทยอยตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเรื่องยากที่จะขอให้สหรัฐทบทวน  ในขณะที่ผู้ประกอบการคงต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับการไม่ได้สิทธิ GSP อีกต่อไป ซึ่งมีอีก 638 รายการ ที่ยังไม่ถูกตัดสิทธิ

แม้ขนาดผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อการส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะไม่มาก แต่เรื่องดังกล่าวเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายจากวิกฤติโควิด-19 ภาคการส่งออกของไทยยังไม่ฟื้นตัว เห็นได้จากการส่งออกยังหดตัวต่อเนื่อง แม้ขนาดการหดตัวจะเล็กลงก็ตาม โดยในเดือนก.ย. 63 ลดลงร้อยละ 3.86 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ที่สำคัญสหรัฐ ยังคงเป็นตลาดส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง (รวมทั้งสินค้าที่ถูกตัดสิทธิเช่นกัน) ดังนั้นต้นทุนที่เพิ่มในวิกฤติคงส่งผลกระทบรุนแรงกว่าที่คิด    

“สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำอย่างเร่งด่วน คือ การเร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือในมิติของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปัจจุบันการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือจากภาครัฐภายใต้กรอบวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท ยังมีอยู่จำกัด โดยเฉพาะในส่วนของกรอบวงเงินเพื่อการฟื้นฟู  และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ การเบิกจ่ายส่วนใหญ่ยังอยู่ที่การช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งมีการเบิกจ่ายเกือบเต็มจำนวนของวงเงินอนุมัติ (ประมาณร้อยละ 66 ของกรอบวงเงิน 5.55 แสนล้านบาท)



ในขณะที่การเบิกจ่ายในส่วนของการฟื้นฟูมีการใช้จ่ายไปไม่ถึงร้อยละ 1 จากวงเงินที่อนุมัติแล้วประมาณ 1.2 แสนล้านบาท หากพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีมาตรการช่วยเหลืออย่างจริงจังและมีประสิทธิผล (ใช้จ่ายจริง) ผู้ประกอบการไทยจึงยิ่งอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบมากขึ้น มาตรการฟื้นฟูที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น การปล่อยกู้ของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในช่วงล็อกดาวน์เท่านั้น

โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติจากวิกฤติโควิด-19 อย่างภาคท่องเที่ยว (โรงแรม และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง) รวมไปถึงการกระตุ้นการจ้างงาน 

“ปัจจุบันการปล่อยกู้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ  ใช้เพียงร้อยละ 24 ของวงเงินกู้ทั้งหมด ในขณะที่ส่วนราชการ เช่น กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย คงต้องเร่งหาตลาดใหม่เพิ่มเติมเพื่อกระจายความเสี่ยงโดยเฉพาะการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วย  ควบคู่ไปกับการพยายามดูแลค่าเงินไม่ให้มีความผันผวนมากเกินไปและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้ส่งออก” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

สภาอุตฯหอการค้าต้องช่วยผู้ประกอบการ

ทางด้าน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดเผยกับทีมข่าว “1/4Special Report” ว่าผลกระทบที่สินค้าไทยจะได้รับคือ ต้นทุนทางภาษีจะเพิ่มขึ้นอีกโดยเฉลี่ย 5%

ถ้าประเทศไหนได้ GSP ก็ไม่ต้องเสีย 5% โดยตัวเลขนี้จะไปโชว์ที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 5% ทำให้ลูกค้าในอเมริกามีทางเลือก คือไม่ซื้อสินค้าไทย แต่ซื้อสินค้าที่มาจากประเทศอื่นที่ราคาถูกกว่า ซึ่งตรงนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะการแข่งขันรุนแรง แม้แต่ผู้ส่งออกจากอาเซียนด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ไทยก็เสียเปรียบอยู่แล้ว



“ในขณะที่ผู้ส่งออกมีกำไรกันแค่ 10% เมื่อถูกตัดสิทธิ GSP เข้าไปอีกจึงเหนื่อยอย่างแน่นอน ทั้งที่อเมริกาให้สิทธิ GSP กับ 125 ประเทศ ด้วยจำนวนสินค้าประมาณ 3,500 รายการ ถามว่ามีประเทศไหน? ถูกตัด GSP ปีเดียว 2 ครั้งเหมือนประเทศไทยบ้าง”    

นายกิตติรัตน์กล่าวต่อไปว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น สภาอุตสาหกรรมฯ และหอการค้าไทย ทำไม? จึงไม่ออกมาเคลื่อนไหวช่วยเหลือผู้ประกอบการ หรือว่ายังเกรงใจรัฐบาลกันอยู่ แต่นี่คือผล
กระทบที่ภาคเอกชนได้รับ ซึ่งเรื่องนี้มีผล
กระทบต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การส่งออก และการจ้างงานอย่างแน่นอน เพราะผู้ผลิตย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นดีกว่า นักลงทุนบางรายรู้ระแคะระคายว่าไทยถูกตัด  GSP แน่ ๆ จึงขยับไปที่อื่น เนื่องจากไม่รู้ว่าจะโดนรอบที่ 3 อีกหรือเปล่า

ไทยสูญเสียสถานะ “มหามิตรไปแล้ว

เนื่องจากปัญหาหรือประเด็นเรื่องการนำเข้าเนื้อสุกรจากอเมริกา เราพูดกันมาเป็นทศวรรษแล้ว ถ้าคิดว่านำเข้ามาแล้วมีปัญหาทางสาธารณสุข เราก็ต้องคุยกับภาคเอกชนว่ายังมีสินค้าตัวอื่น ๆ จากอเมริกาที่น่าสนใจ สามารถนำเข้าได้ โดยไม่จำเป็นเป็นต้องเป็นสินค้ารายการใหม่ ที่ไม่มีผลกระทบทางสาธารณสุข เช่น ผลไม้ที่เรา
ไม่ได้ปลูก

คือพูดง่าย ๆ ว่าต้องเอาความจริงใจ และมีทางออกไปคุยกับอเมริกา อย่าลืมว่าเราได้ดุลการค้าจากอเมริกา ถ้าเรามีทางออกโดยการพิจารณานำเข้าสินค้าตัวอื่น ๆ แทนเนื้อสุกร ไทยก็อาจจะไม่ถูกตัด GSP ซ้ำ ๆ แบบนี้ แล้วไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดีก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายระดับประเทศไปแล้ว

“ที่สำคัญคือระดับนโยบายสูงสุดจากรัฐบาลไทย ที่ผ่าน ๆ มารักษาสมดุลระหว่างชาติมหาอำนาจ 2 ขั้ว จีน-อเมริกาไว้อย่างไร แต่ปัจจุบันภาพที่ออกมาคือสมดุลไม่ค่อยดีทั้ง 2 ขั้ว คือ คนหนึ่งเคือง แต่อีกคนได้ใจ การถูกตัด GSP ปีเดียว 2 ครั้ง ถือว่าเราสูญเสียสถานะมหามิตรไปแล้ว คำถามคือแล้วสินค้าที่เหลืออีกกว่า 600 รายการ จะถูกตัด GSP อีกเมื่อไหร่”  นายกิตติรัตน์ กล่าว.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 23