อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

แฉ 'นายทุน' ได้ประโยชน์ ราคายางผันผวนผิดปกติ

เกือบทุกครั้งที่ราคายางพาราถูกทุบ สิ่งที่หลายฝ่ายมักกล่าวถึงคือ พ่อค้าคนกลาง แต่ระยะหลังในรอบหลายสิบปีมานี้ในวงการยางพาราก็มีการกล่าวถึง  “5 เสือ” เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็น กลุ่ม 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ ในการส่งออกยางพาราของประเทศไทย ศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2563 เวลา 07.00 น.


แต่ปัจจุบันนั้น 5 เสืออาจจะเหลือเพียงตำนาน ! เพราะว่ากันว่า 4 เสือที่เคยเป็นบริษัทของคนไทย น่าจะตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่ข้ามชาติจากประเทศจีนไปเรียบร้อยแล้ว จะเหลือก็เพียง บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)

ดังนั้นชาวบ้านต่างเชื่อว่า ราคายางที่ผันผวนและถูกทุบดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ทั้งที่กว่าจะไต่ระดับเพดานราคาขึ้นมาสูงถึง 80 บาท เรียกว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี แต่ก็ยืนระยะได้เพียงไม่ถึงสัปดาห์ก็ถูกทุบราคาดิ่งแบบผิดปกติ จนเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศแทนที่จะมีโอกาสได้ขายยางราคาดี จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องของ กลุ่มนายทุนใหญ่ และ บริษัทที่ตั้งโรงงานรับซื้อ สามารถรวมหัวกันกำหนดราคารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนยางได้ เพราะเห็นได้อย่างชัดเจนจากเหตุการณ์เมื่อปลายเดือน ต.ค. 63 พอราคายางขยับสูงขึ้น ก็ทุบลงมาเพื่อให้กลุ่มตัวเองได้ซื้อในราคาต่ำเช่นเดิมตามปกติ

ชาวบ้านเข้าไม่ถึง “ตลาดกลาง

ทีมข่าว 1/4 Special Report ได้พูดคุยกับ นางนิตยา แก้วมณี เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ จ.สงขลา ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงปลายเดือนต.ค.63 ตั้งแต่มีการประกาศว่าราคายางสูงขึ้นกิโลกรัมละ 72 บาทในกรณี “น้ำยางสด” พวกเราชาวสวนยางไม่เคยได้ขายในราคาดังกล่าว เพราะราคาที่ประกาศ เป็นราคาของตลาดกลางยางพาราของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่ชาวสวนยางรายย่อย ไม่ได้ขายน้ำยางให้ตลาดกลาง เพราะตลาดกลางรับซื้อยางเพียง สัปดาห์ละ 1 วัน แต่คนกรีดยาง กรีดยางและขายน้ำยางให้กับพ่อค้าท้องถิ่นในพื้นที่วันต่อวัน อย่างเช่น (วันที่ 9 พ.ย.) พ่อค้ามารับซื้อน้ำยางสดจากชาวสวน กิโลกรัมละ 40 บาทเท่านั้น โดยรับซื้อตามราคาที่โรงงานเป็นผู้กำหนดมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งชาวสวนไม่มีโอกาสในการต่อรองแต่อย่างใด แม้ การยางแห่งประเทศไทย จะมีการอัทเดทแจ้งประกาศราคายางทุกวัน ในเว็บไซต์ของการยางแห่งประเทศไทย



ด้าน นายประภาส กล้าณรงค์ พ่อค้ารับซื้อน้ำยาง กล่าวว่า เกษตรกรในภาคใต้กว่า ร้อยละ 80 ไม่ได้ทำ “ยางแผ่น” เพื่อเก็บไว้ขาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการขาย “น้ำยางสด” ขณะเดียวกันพ่อค้าท้องถิ่นที่รับซื้อก็เป็นพ่อค้ารายย่อยเช่นเดียวกัน ตระเวนซื้อจากชาวสวนเพื่อนำไปส่งขายให้กับโรงงานรับซื้ออีกต่อหนึ่ง ซึ่งตามปกติ เจ้าของโรงงาน เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ วันต่อวัน ซึ่งเห็นได้ชัด “ตลาดกลาง” แทบจะไม่มีความหมายสำหรับเกษตรกรรายย่อย ที่ผ่านมารัฐบาลเข้าใจสภาพปัญหาของเกษตรกรผิด และดีใจที่เห็นราคาตลาดกลางสูงขึ้น เพราะเข้าใจว่าเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายยางในราคาที่ตลาดกลางประกาศ เมื่อหน่วยงานของรัฐ ยังไม่เข้าใจปัญหา ก็จะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ผู้ได้ประโยชน์จากตลาดกลาง คงหนีไม่พ้น นายทุนอีกกลุ่มที่ซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรรายย่อย ไปทำการผลิต “ยางแผ่นรมควัน” แล้วนำไปขายในตลาดกลาง เนื่องจากตลาดกลางจะให้ความสำคัญกับ ยางแผ่นรมควัน และ ยางก้อนถ้วย ที่สำคัญนายทุน ยังสามารถที่จะเก็บยางแผ่นรมควันและยางก้อนถ้วยเอาไว้ได้ตลอดเพื่อรอราคาจากตลาดกลางได้

แนะตรวจสอบกิจการนายทุนใหญ่

ขณะเดียวกัน ประธานวิสาหกิจชุมชน รายหนึ่ง ในพื้นที่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ได้ข่าวว่าทางกระทรวงพาณิชย์ เตรียมจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ตรวจสอบสต๊อกยาง ของวิสาหกิจชุมชน ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมมองว่า แค่ภาครัฐคิดลักษณะเช่นนี้ก็ผิดแล้ว แสดงให้เห็นว่า เป็นเรื่องรู้ไม่จริง เพราะ “วิสาหกิจชุมชน” ขณะนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากราคายางที่ผันผวนด้วยเช่นกัน ที่สำคัญวิสาหกิจชุมชน ไม่ใช่กิจการของนายทุน ข้อเท็จจริงแล้วคณะกรรมการของกระทรวงพาณิชย์ ต้องเร่งไปตรวจสอบสต๊อกของ โรงงานน้ำยางสด และโรงงานยางแผ่นรมควันของบรรดานายทุนใหญ่ ที่เกษตรกรเชื่อว่าเป็นผู้รวมหัวกันทุบราคายางในประเทศไทยครั้งนี้ จนส่งผลทำให้กลายเป็นว่าการรับซื้อยางพาราของประเทศไทย ถูกกำหนดโดย กลุ่มทุน-เจ้าของโรงงาน ในแต่ละพื้นที่ เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่องไม่ยอมเสียเปรียบ รับซื้อจากเกษตรกรในราคาต่ำเอาไปขายในราคาสูง แต่พอราคายางสูงขึ้นแทนที่เกษตรกรจะมีโอกาสขายได้ราคาบ้าง ก็จะใช้สูตรเดิม ๆ จะอ้างว่าสต๊อกโรงงานเต็มแล้วไม่รับซื้อ



ดังนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง ในวันที่ราคายางผันผวนช่วงปลายเดือน ต.ค.-ต้นเดือน พ.ย. 63 ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือบาดเจ็บจึงไม่ใช่กลุ่มทุนหรือเจ้าของโรงงานใหญ่ แต่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เจ้าของโรงงานขนาดย่อม และบรรดาพ่อค้าที่ซื้อน้ำยางสดในราคาที่แพง เพื่อไปทำยางแผ่นรมควัน เมื่อราคายางถูกกลุ่มนายทุนใหญ่สามารถทุบลงมาได้สำเร็จจึงทำให้ขาดทุนเสียหายกันถ้วนหน้า


ที่น่าแปลกใจก็คือ ยางก้อนถ้วย ในช่วงปลายเดือนต.ค. ราคาตลาดกลาง ประกาศว่า กิโลกรัมละ 38-40 บาท ถือเป็นราคาที่พุ่งขึ้นมาสุด ๆ แต่ข้อเท็จจริงชาวสวนยางเกือบทุกภาค มีโอกาสขายให้กับพ่อค้าคนกลาง เพียงกิโลกรัมละ 22-24 บาทเท่านั้น

เชื่อรัฐแก้ปัญหายังไม่ถูกจุด

สิ่งเหล่านี้คือปัญาที่ทางรัฐบาลต้องรับรู้ ถึงกลไกของราคายางที่เกิดขึ้นของประเทศไทย โดยเฉพาะ ราคาของตลาดกลาง ที่ต่างเข้าใจว่า เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศต่างสามารถขายผลผลิตยางได้ตามราคาตลาดกลางที่กำหนด ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดแบบซ้ำซากมาตลอด เลยไม่เข้าใจกลไกปัญหาการซื้อขายผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องพบเจอมาตลอด ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุด

การเกิดปัญหาราคายางผันผวนแบบผิดปกติครั้งนี้ นับเป็นบทเรียนอย่างดี ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ รวมไปถึงการยางแห่งประเทศไทย จับมือกันลงไปตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล แล้วนำมาเปิดเผยให้สังคมได้รับทราบว่า ใครทำอะไรไว้กับวงการยางพาราไทย จนราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาสัปดาห์เดียว !!



ทั้งที่ก่อนราคาจะขยับขึ้นมาได้สูงกว่า 80 บาท (สูงสุดในรอบ 3 ปี ) ทางภาครัฐ ยังสามารถออกมาแถลงข่าวสรุปได้เป็นข้อ ๆ ว่า สาเหตุยางราคาสูงขึ้นนั้นคาดการณ์ว่ามาจากหลายปัจจัย อาทิ 1.ภัยธรรมชาติ มีพายุหลายลูกเข้ามาในประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ทำให้ฝนตกน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรีดยางไม่ได้ ผลผลิตจึงออกสู่ตลาดน้อย 2.มาตรการกระตุ้นราคายาง พารา 3 รูปแบบ ทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ และ 3.วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องหยุดการผลิตไประยะหนึ่ง พอบางประเทศเริ่มคลี่คลายจึงต้องเร่งการผลิต สั่งซื้อยางพาราไปใช้ในสายการผลิต ล้อยางรถยนต์ และถุงมือยาง ฯลฯ

ดังนั้นต้องสรุปปัญหาการผันผวนของราคายางพาราอย่างผิดปกติให้ได้เช่นกัน เพื่อจะได้เตรียมไว้แก้ไขปัญหาในอนาคตต่อไป

ทีมข่าว 1/4 Special Report ยังได้รับข้อมูลมาจาก เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ มีบางส่วนก็เริ่มกำลังวิตกกลัวปัญหาจะซ้ำรอยเหมือนเกษตรกรชาวสวนยางพารา เนื่องจากขณะนี้ “ราคาปาล์มน้ำมัน” ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาปาล์มน้ำมันรับซื้อที่หน้าโรงงานในแหล่งผลิต (สุราษฎร์ธานี กระบี่ และ ชุมพร) ราคาปรับตัวขึ้นจากกิโลกรัมละ 4.10–5.00 บาท ( 1 ต.ค. 63) เพิ่มเป็น กก.ละ 6.00–7.90 บาท (10 พ.ย. 63) นอกจากนี้ “ราคาน้ำมันปาล์มดิบ” ก็ปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกัน กก.ละ 25.00–25.25 บาท (1 ต.ค. 63) ทำให้ชาวสวนปาล์มต่างดีใจกันยกใหญ่ ที่สำคัญต่างก็หวังว่า ภาครัฐคงไม่ปล่อยให้ “ไอ้โม่ง” ที่ไหนได้รวมหัวกันทุบราคาลงมาได้แบบยางพาราอีก.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น