อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

หรือต้องรออภินิหารการเมือง

สิ่งที่น่าจะมีโอกาสเป็น “ตุลาการภิวัฒน์” ในขณะนี้ มีเรื่องที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะเป็นทหารแล้วยังอาศัยอยู่ในบ้านหลวง พฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2563 เวลา 07.00 น.


วันที่ 17 พ.ย.หรือจะลามไปวันที่ 18 พ.ย.มีการโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งค่อนข้างจะแน่นอนว่า ฟากรัฐบาลจะโหวตเห็นด้วยกับร่างของนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล และนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายค้านในรัฐสภา ที่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) แต่ไม่แตะหมวด และ 2

ส่วนร่างของไอลอว์นั้น ทางฟากพลังประชารัฐ ( พปชร.) เขาไม่รับ แม้จะเป็นการเข้าชื่อของภาคประชาชนเกือบแสน ซึ่งเกินห้าหมื่นคนตามที่กฎหมายระบุในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายแล้ว เบื้องต้นก็ยังไม่แถลงปัญหาอะไรให้มันชัดเจนว่าทำไมจึงรับไม่ได้ แต่ก็น่าจะเกี่ยวกับเรื่องการที่“รื้อร่างใหม่” แตะหมวด 1 และ 2

รัฐบาลยืนยันว่า หาเสียง ส.ว.มาโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เกิน 84 คน ก็น่าจะไม่ผิดไปจากที่ว่า เพราะเกือบจะเป็นสภาทหารแก่อยู่แล้ว แถมยังมีคนหน้าเดิมๆ หลายคนที่เคยทำงานกับรัฐบาลเป็น สนช., สปท, หรืออะไรต่อมิอะไรที่เขา “น่าจะคุยกันได้” ก็เท่ากับโหวตรับแค่ 2 ร่างก็พอเพราะเนื้อหาก็ครอบคลุม

แต่ฝ่ายที่จะไม่โหวตรับให้แก้ ม.256 ก็มีประเด็นที่น่าพูดถึง คือถ้ายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะต้องมีผลกับกฎหมายลูกที่จะต้องออกมาล้อกับรัฐธรรมนูญอีก ส.ว.บางคนอย่างนายสมชาย แสวงการ ก็บอกว่า “กฎหมายลูกมันดีอยู่แล้ว” ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีการให้ตั้ง ส.ส.ร.ใหม่ เขาก็ยกตัวอย่างในเฟซบุ๊กของเขา

โดยเฉพาะกฎหมายลูกเรื่องกฎหมาย ป.ป.ช. เป็นกฎหมายที่นายสมชายเชียร์ว่าดี ตรงที่ 1.คดีทุจริตคอร์รัปชั่นจะไม่มีอายุความ ถ้าผู้ต้องหาหนีคือหยุดนับอายุความได้เลย และ 2.อนุญาตให้ศาลไต่สวนพิจารณาคดีลับหลังได้ในกรณีที่คู่ความหนี ทำนองว่า เห็นว่าไม่ประสงค์จะสู้คดีก็เอาเข้าไปตามหลักฐานที่มี

ซึ่งกฎหมายลูกมันต้องทำต่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ อาจกำหนดห้วงเวลาหนึ่งปีหรือสั้น หรือนานกว่านั้นค่อยว่ากันไป และก็ไม่รู้ว่า ถ้าเช่นนั้นส่งผลให้การยกร่างรัฐธรรมนูญจะยืดอายุรัฐบาลไปได้อย่างน้อยอีก 2 ปีหรือไม่ ข้อเรียกร้องม็อบก็บีบคอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมลาออกอยู่ไม่รู้แล้ว

และถ้าเกิดไม่รับร่างของไอลอว์ อ้างว่ามีปัญหาโน่นนั่นนี่ มันจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองแรงขึ้นหรือเปล่าอันนี้ก็ไม่รู้ แต่ละคนก็ประเมินสถานการณ์ม็อบต่างไป บ้างก็ว่าไม่มีแกนนำสักพักก็แผ่ว บ้างก็ว่า จะมีเยาวชน ประชาชน มวลชนออกมาอีกเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง 3 ข้อ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เห็นนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาพูดเรื่อง “ระวังอภินิหารทางการเมือง” นี่ก็ว่าเป็นคำที่น่าสนใจ ว่า หมายถึงอะไร จะใช้กระบวนการ “ตุลาการภิวัฒน์” แบบที่เคยทำมาหรือเปล่า คือ เมื่อมีกระแสต่อต้านก็หาทางใช้ช่องทางกฎหมายเป็นทางลงเบรกกระแส

สิ่งที่น่าจะมีโอกาสเป็น “ตุลาการภิวัฒน์” ในขณะนี้ มีเรื่องที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะเป็นทหารแล้วยังอาศัยอยู่ในบ้านหลวง ซึ่งมีนัยยะของเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แบบเดียวกับนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ไปออกชิมไปบ่นไป

คำวินิจฉัย 2 ธ.ค.นี้ คนไม่ลุ้นเขาก็ว่า องค์กรอิสระนี่ คสช.เลือกมาเองคงเข้าข้างกัน คนลุ้นเขาก็ว่า น่าจะเป็นทางออกที่ผ่อนคลายสถานการณ์ได้ เพราะเป้าหมายของม็อบก็บรรลุไปข้อนึง ถ้านายกฯ หลุดจริงก็น่าจะต้องเลือกใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 60  มีโอกาสที่จะเสนอนายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมืองได้ และเป็นคนที่หลายฝ่ายยอมรับ
ก็ไม่รู้ว่า นี่คือ“อภินิหารทางการเมือง”ที่จะลดอุณหภูมิในขณะนี้หรือเปล่า.


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    83%
  • ไม่เห็นด้วย
    17%

ความคิดเห็น