อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 2 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 2 ธันวาคม 2563

ออสเตรเลียสร้างดุลอำนาจ เพิ่มบทบาทในอินโด-แปซิฟิก

การแสวงหาความสมดุลของออสเตรเลีย เพื่อรักษาความร่วมมือกับทั้งสหรัฐและจีน ในเวลาเดียวกับที่ต้องยกระดับบทบาทของตัวเองในภูมิภาคไปด้วย อาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09.30 น.

นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ผู้นำออสเตรเลีย

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บนพื้นฐาน “อเมริกาต้องมาก่อน” เมื่อเผชิญกับนโยบายการทูตแบบ “นักรบหมาป่า” ของจีน สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและความมั่นคงถูกกำหนดโดยการแข่งขัน และสงครามจิตวิทยาเพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่งเดียวบนเวทีโลก

เมื่อความเป็นใหญ่ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงภายในประเทศ และในภูมิภาคของตัวเองอีกต่อไป การรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคง และการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจและการทหาร ตลอดจนอุดมการณ์เพื่อการรักษาผลประโยชน์ของทุกประเทศ และในทุกภูมิภาค เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะต้องอยู่บนพื้นฐานของการรักษาความสมดุลระหว่างมหาอำนาจทั้งสองประเทศ

ร้านอาหารจีน ในเมืองเมลเบิร์นของออสเตรเลีย

ท่ามกลางบริบทของสังคมโลกในปัจจุบัน ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องการบริหารจัดการในเรื่องดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ร่วมด้วยการปูเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลแคนเบอร์รา กับสหรัฐและจีน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การเอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมสร้างความลำบากทั้งสิ้น ออสเตรเลียจำเป็นต้องปฏิรูปแนวทางของตัวเอง ปรับเปลี่ยนกระบวนการด้านนโยบายเป็น “ไม่มีทั้งมิตรแท้และศัตรูถาวร” หาจุดกึ่งกลางให้เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่าย


U.S. Navy

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความสำคัญในด้านยุทธศาสตร์สำหรับสหรัฐ ตามกรอบของ “กติกาแอนซัส” ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านพหุภาคี ที่เป็นการลงนามร่วมกันเมื่อปี 2494 ระหว่างออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ และสหรัฐ ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียพัฒนาความสัมพันธ์กับจีนอย่างต่อเนื่อง จนอีกฝ่ายก้าวขึ้นมาเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ด้วยกำลังการซื้อที่ครอบคลุม 1 ใน 3 ของสินค้าส่งออกทั้งหมดจากออสเตรเลียในแต่ละปี

ด้วยภูมิศาสตร์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ซึ่งสุ่มเสี่ยงเกิดความขัดแย้งทางทหารได้ตลอดเวลา แม้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ แต่ในความจริงผืนน้ำแห่งนี้ไม่ได้ “ห่างไกล” จากออสเตรเลียเลย ขณะเดียวกัน จีนมองออสเตรเลียเป็น “ตัวขับเคลื่อน” ให้กับสหรัฐในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก และเตือนรัฐบาลแคนเบอร์ราอย่างต่อเนื่องว่า “อย่าเลือกข้าง” ท่าทีของทั้งสองประเทศยิ่งทำให้ออสเตรเลียอยู่ท่ามกลางบรรยากาศคลุมเครือ ว่าการร่วมมือกับทั้งสองฝ่ายในแบบที่ไม่ใช่ “เหยียบเรือสองแคม” จะเป็นแบบนี้ได้อย่างยั่งยืนเพียงใด


ABC News (Australia)

อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียสัมผัสได้มากขึ้นแล้วว่า ความสัมพันธ์แบบนี้ “มีราคาที่ต้องจ่าย” สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่สร้างความตึงเครียดไปทั่วโลก มีปัจจัยเร่งเข้ามาอีกจากวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ในประเด็นเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ การออกตัวของออสเตรเลียที่มีต่อจีนย่อมต้องแลกด้วยการเพิ่มแรงกดดันจากรัฐบาลปักกิ่ง ซึ่งมีอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจเหนือกว่า สินค้าสำคัญหลายรายการของออสเตรเลีย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว ไวน์ และข้าวบาร์เลย์

แม้จีนยืนยันว่าไม่เคยคิด “ท้าทาย” และ “เทียบชั้น” กับความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐ แต่ความตึงเครียดที่เป็นผลจากการขับเคี่ยวระหว่างทั้งสองประเทศส่งผลกระทบต่อระเบียบโลก และคุณค่าทางสังคมของออสเตรเลีย รัฐบาลแคนเบอร์ราจึงพยายามแสวงหาหนทางรักษาสมดุลต่อ “บรรยากาศที่ปกคลุมด้วยอิทธิพล” ของจีน ด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์กับนานาประเทศในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการยกระดับการเป็นพันธมิตรทางทหารกับประเทศใกล้เคียง

พันธมิตร "ควอด" ซ้อมรบร่วมกันทางตอนเหนือของทะเลอาหรับ

ศักยภาพทางทหารของออสเตรเลียเพียงประเทศเดียวยังยากที่จะเทียบเท่าสหรัฐและจีนได้ การเดินหน้าให้ความร่วมมือกับพันธมิตร “ควอด” จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยกลุ่มดังกล่าวก่อตั้งเมื่อปี 2550 มีสมาชิกที่นอกจากออสเตรเลียแล้ว ยังประกอบด้วยสหรัฐ อินเดีย และญี่ปุ่น ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนนี้ ทั้งสี่ประเทศซ้อมรบทางทะเลร่วมกัน ภายใต้รหัส "มาลาบาร์" บริเวณน่านน้ำสากลของอ่าวเบงกอล ซึ่งเป็นอ่าวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางเหนือของมหาสมุทรอินเดีย และถือเป็น "จุดยุทธศาสตร์" ระหว่างจีน อินเดีย เมียนมา บังกลาเทศ ปากีสถาน และศรีลังกา

นอกจากนี้ การซ้อมรบดังกล่าวยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ทศวรรษ ที่ออสเตรเลียกลับมาเข้าร่วมการซ้อมรบกับกลุ่มควอดด้วย และการที่ทั้งสี่ประเทศยังคงเดินหน้าด้านความมั่นคงร่วมกันในนามควอดต่อไป ยังจะเป็นการช่วยรักษาบทบาทของสหรัฐในภูมิภาคแห่งนี้ไม่ให้จางหายไป

รมว.การต่างประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐ ประชุมร่วมกันที่กรุงโตเกียว เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มีความเป็นไปได้มากที่จีนจะแซงหน้าสหรัฐขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจในทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการตัดขาด หรือการแบ่งแยกระบบเศรษฐกิจของตัวเองออกจากจีนอย่างเด็ดขาด ในขณะที่ยังไม่สามารถแสวงหาตลาดใหม่ที่แน่นอนในระยะยาวได้ จึงเป็นสิ่งที่ยังไม่น่าตัดสินใจ

เดิมพันครั้งนี้สูงนักสำหรับดินแดนดาว์นอันเดอร์ ออสเตรเลียไม่สามารถหลับหูหลับตาเดินตามสหรัฐ เนื่องจากจะส่งผลให้กลายสถานะเป็นเบี้ยล่างของอเมริกา และกลายเป็นปรปักษ์กับจีนในเวลาเดียวกัน “ความพอดี” และ “ทางสายกลาง” จึงเป็นหนทางเหมาะสมที่สุด อันที่จริงไม่ใช่เฉพาะแต่กับออสเตรเลีย เพราะระเบียบโลกไม่เหมือนในอดีตอีกต่อไป.

--------------------------------

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, AP


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%