อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2564

ราคา 'ปาล์ม' ขยับพุ่งสูง! อย่าให้ดิ่งซ้ำรอยยางพารา

การผัวผวนของราคายางพาราสูงสุดในรอบ 3 ปี แต่พอจะตกก็ดิ่งลงมาอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่วัน เสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เวลา 07.00 น.


สัปดาห์ก่อน ทีมข่าว 1/4Special Report ได้เกาะติดปัญหา การผัวผวนของราคายางพารา จากราคาที่กำลังไต่ขึ้นไปถึง 80 บาท สูงสุดในรอบ 3 ปี แต่พอจะตกก็ดิ่งลงมาอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่วัน แทบจะเหลือเพียง 3 กิโลร้อย จนทำให้ทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ กำลังตรวจสอบพร้อมเร่งหาต้นสายปลายเหตุ

บรรดาเกษตรกรชาวสวนยางพารา ต่างมีคำถามค้างคาใจว่า ใครบ้าง? มีส่วนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากเหตุการณ์ผันผวนราคาผิดปกติครั้งนี้ และที่สำคัญอยากรู้ “ใคร” คือผู้ควบคุมราคายางพาราในไทยอย่างแท้จริง ?



อย่างไรก็ดีในช่วงเดือน พ.ย. 63  ยังมีผลผลิต “ปาล์มน้ำมัน” เป็นที่น่าจับตาไม่น้อยเช่นกัน ราคาก็ยังปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาปาล์มน้ำมันรับซื้อที่หน้าโรงงานในแหล่งผลิต (สุราษฎร์ธานี กระบี่ และ ชุมพร) ราคาปรับตัวขึ้นจากกิโลกรัม ละ 4.10– 5.00 บาท ( 1 ต.ค. 63) เพิ่มเป็นกก.ละ 6.00–7.00 บาท (16 พ.ย. 63) นอกจากนี้ราคาของ “น้ำมันปาล์มดิบ” ก็ปรับตัวขึ้น กก.ละ 25.00–25.25 บาท

เป็นที่น่าสังเกต ยังไม่เคยมีมาก่อนที่ราคา ลูกปาล์มสด หรือ ปาล์มทลาย จะมีราคาพุ่งสูงขึ้นในเดือนเดียวไปถึงกิโลกรัมละ 7 บาท จนมีคำถามมากมายเกิดขึ้นว่า ราคาที่ลานปาล์ม และ โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ รับซื้อผลผลิตลูกปาล์มสด และปาล์มทะลาย เป็นราคาถูกปั่นจากตลาดต่างประเทศ เช่นเดียวกับราคายางพาราคาหรือไม่ ดังนั้นบรรดาเกษตรที่ปลูกปาล์มน้ำมันจึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด

หลายปัจจัยทำให้ปาล์มน้ำมันราคาพุ่ง                                   

ทีมข่าว 1/4Special Report ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.ตรัง และคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมัน (กนป.) ถึงสาเหตุของราคาปาล์มน้ำมันที่พู่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นายชัยฤทธิ์ กล่าวว่า สาเหตุมาจากทั้งปัจจัยภายในประเทศ และนอกประเทศ โดยปัจจัยภายในประเทศคือ ราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำมากว่า 2 ปี ทำให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันขาดการบำรุงรักษาทำให้ผลผลิตของปาล์มในปี 2563 หายไปจากตลาด กว่า 10 ล้านตัน (จากที่เคยมีถึง  17 ล้านตัน) ส่วนปัจจัยที่มาจากต่างประเทศ ทราบว่าเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในหลายประเทศ ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ทำให้ น้ำมันถั่วเหลือง ที่ใช้บริโภคในครัวเรือนมีราคาแพงโรงงานผู้ผลิตต้องหันมาใช้ ปาล์มน้ำมัน ทดแทน  เป็นเหตุให้โรงงานเหล่านี้ แย่งกันซื้อผลผลิตจากเกษตรกร จนทำให้ราคาปรับสูงขึ้นตามความต้องการของโรงงาน



นอกจากนี้ยังมีวิกฤติของโควิด-19 ทำให้ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตปาล์มน้ำมัน และส่งออกอันดับ 2 ของโลก ได้รับผลกระทบจากการที่ไม่มีแรงงานในสวนปาล์ม จนไม่สามารถนำผลผลิตออกสู่โรงงานเหมือนปกติ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ น้ำมันปาล์ม จากโรงสกัดมีไม่เพียงพอ และอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือการที่ กระทรวงพลังงาน ส่งเสริมให้นำน้ำมันปาล์ม มาใช้เป็นสวนผสมของ น้ำมันดีเซล บี 10 และ น้ำมันดีเซล บี 100 ทำให้ผลผลิตไม่พอเพียงกับความต้องการของตลาด

ดังนั้นราคาปาล์มที่พุ่งสูงขึ้นในขณะนี้ เชื่อว่าต่างกับราคายางพารา เพราะสาเหตุหลักเกิดขึ้นจากการ ขาดแคลนผลปาล์ม ที่โรงงานในประเทศต้องการ อย่างไรก็ดีการที่ปาล์มมีราคาสูงก็ยังไม่ได้ทำให้ชาวสวนปาล์มร่ำรวยขึ้น เพราะชาวสวนส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรรายย่อย ไม่ได้มีผลผลิตที่จะเก็บไปขายจำนวนมาก ผิดกับสวนปาล์มของบรรดานายทุนรายใหญ่ ๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากราคาปาล์มน้ำมันที่พ6jงสูงไปแบบเต็ม ๆ” นายชัยฤทธิ์ กล่าว

ระวังนายทุนลักไก่ขึ้นราคาน้ำมันปาล์ม

นายนัครินทร์ บุญคง เกษตรกรเจ้าของสวนปาล์ม อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ให้สัมภาษณ์ว่า โดยข้อเท็จจริง การทำสวนปาล์มของเกษตรกรชาวสวนปาล์มนั้น มี ต้นทุน อยู่ที่ประมาณ 3.80 บาท ส่วน ราคาคุ้มทุน ของเกษตรกรอยู่ที่ กก.ละ 4.20 บาท แต่ถ้าจะให้ชาวสวนปาล์ม อยู่ได้อย่างมั่นคง ราคาปาล์มที่เกษตรกรขายให้กับลานเท หรือ โรงงานต้องอยู่ที่ กก.ละ 5 บาท  วันนี้ที่ราคาปาล์มขึ้นไปถึง 7-8 บาท เป็นเพราะผลผลิตไม่มี เนื่องจากปีที่ผ่านมาราคาตกต่ำ เจ้าของสวนปาล์มส่วนใหญ่ต่างก็เหมือนจะทิ้งไม่ลงทุนใส่ปุ๋ย ไม่บำรุงรักษา  อย่างไรก็ดีอีก 3 เดือน เชื่อว่าเมื่อถึงฤดูกาลที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น พ่อค้า และโรงงาน คงจะต้องกดราคารับซื้อลงมาเหลือ กิโลกรัมละ 3 บาทเหมือนทุกครั้ง ทั้งนี้การแย่งกันซื้อผลผลิตจากชาวสวน แม้จะทำให้ราคาผลปาล์มสูงขึ้น แต่ก็ไปสร้างปัญหาที่เป็น ห่วงโซ่กลางน้ำ และ ปลายน้ำ นั่นคือ โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ไม่สามารถจะเดินเครื่องได้เต็มเวลา



ขณะที่โรงงานของ กลุ่มทุนใหญ่ จะมีแบบครบวงจรทั้ง โรงสกัด, โรงกลั่น และ โรงงานผลิตน้ำมัน ถึงจะมีผลกระทบแต่ก็ไม่มาก เพราะน้ำมันที่กลั่นได้ส่วนหนึ่งส่งขายต่างประเทศในราคาแพง ส่วนหนึ่งขายในประเทศได้มากขึ้น และเชื่อว่า ในไม่ช้านี้ ผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม เพื่อการบริโภคจะต้องอ้างถึงต้นทุนของปาล์มที่แพงขึ้นอาจขอปรับราคาขายปลีก ที่วันนี้ กระทรวงพาณิชย์ กำหนดราคาไว้ที่ 42 บาท ซึ่งโดยข้อเท็จจริงราคานี้ก็เป็นราคาที่ถูกคำนวณต้นทุนของการรับซื้อผลปาล์มที่ กก.ละ 7 บาทไว้แล้ว ดังนั้นถ้ากระทรวงพาณิชย์ตามเล่ห์กลของกลุ่มทุนไม่ทันจะถูกอ้างเรื่องปาล์มราคาแพง ตีกินเพื่อสร้างกำไรในทันที

นายนัครินทร์ กล่าวต่อว่า แต่กับ วิสาหกิจ หรือ สหกรณ์ ในพื้นที่ คือ ผู้ได้รับผลกระทบ เพราะวัตถุดิบที่แพงขึ้น และมีปริมาณน้อยลง ขาดสภาพคล่องของเงินทุนในการแข่งขัน จนมีการประกาศปิดกิจการ ทำให้คนงานตกงาน ซึ่งนี่คือผลพวงที่เกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ของภาคใต้และหากผลปาล์มยังออกสู่ตลาดน้อยลง สิ่งที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องรับมือคือ ราคาน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค กลุ่มโรงงานผู้ผลิต ซึ่งผูกขาดอยู่เพียงไม่กี่โรง จะขอปรับราคาขายปลีกหรือไม่ และหากยอมให้มีการปรับราคาสูงขึ้นตามราคาผลปาล์มที่แพงกว่าเดิม 1 เท่าตัว ก็จะเท่ากับเป็นการซ้ำเติมประชาชนที่ต่างเดือดร้อนจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทั้งจากวิกฤติโควิด-19 และจากความล้มเหลวของการแก้ปัญหาของภาครัฐ

นอกจากนี้รวมทั้งการใช้น้ำมันปาล์ม เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันดีเซล บี 10 ซึ่งถูกจัดให้เป็นน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันทุกปั๊มต้องจำหน่าย เมื่อราคาน้ำมันปาล์มสูงขึ้น ต้นทุนของการผลิต บี 10 ก็ต้องเพิ่มขึ้น วันนี้ ราคาดีเซล บี 10 แตกต่างจาก ดีเซล บี 7 ลิตรละ 2 บาท โดยรัฐบาลชดเชยให้โรงกลั่นน้ำมันลิตรละ 3 บาท ถ้าราคาน้ำมันปาล์ม ที่ใช้เป็นส่วนผสมแพงขึ้นกระทรวงพลังงานจำเป็นต้องปรับราคาให้แพงขึ้นหรือไม่ และหากต้องปรับราคาตามต้นทุนน้ำมันปาล์ม ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระให้กับประชาชนอีกต่อหนึ่ง

หวั่นลักลอบนำเข้าน้ำมันต่างประเทศ

อีกประเด็นที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อราคาปาล์มในประเทศแพง กลุ่มทุน ก็อาจจะขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ ในการ นำเข้า น้ำมันปาล์ม จากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ตรงนี้คือเรื่องใหญ่ เพราะทุกครั้งที่มีการอนุญาตให้นำเข้า ราคาปาล์มในประเทศก็จะร่วงลงอย่างรวดเร็วทันที และผู้ที่รับเคราะห์คือ เกษตรกรชาวสวนปาล์มนั่นเอง  แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นการเปิดช่องโหว่ให้มีการ ลักลอบขนน้ำมันเถื่อน จากประเทศเพื่อนบ้าน ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตทำให้ราคาปาล์มตกต่ำ เพราะมีการลอบขนน้ำมันเถื่อนเข้ามา

ดังนั้นเรื่องของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ จะต้องตามให้ทันเล่ห์กลของ ’กลุ่มทุน“ ปัญหาของเกษตรกรชาสวนปาล์มอยู่ที่ไหน และจะแก้อย่างไรเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ว่า ’เกษตรผลิต พาณิชย์ขาย“ เพราะถ้าทำได้จริง เกษตรกรไม่ว่าจะเป็นชาวสวนสวนปาล์มและสวนยาง คงจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง อย่าให้บทสรุปสุดท้าย ผู้ได้รับประโยชน์แท้จริง ยังไม่ใช่เกษตรกร!!.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น