อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2564

รู้ทันฝ้า รักษาได้ เตือน แก้เองเสี่ยงปัญหาเพิ่ม

หลาย ๆ คนมักเข้าใจผิด และรักษาเองด้วยการพอกหน้าด้วยผลไม้มีฤทธิ์เป็นกรดนั้น ขอเตือนว่าอย่าหาทำ เพราะนอกจากไม่สามารถทดแทนการลอกฝ้าด้วยสารเคมี AHA หรือ TCA ได้ ตรงกันข้ามอาจทำให้ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน เมื่อผื่นหาย อาจทำให้ฝ้าคล้ำมากขึ้น เสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14.06 น.

 
"ฝ้า" เป็นปัญหาโรคผิวหนังชนิดที่หนักอกหนักใจของสาวไทยมาก เพราะการรักษาฝ้าค่อนข้างรู้กันดีว่ายากแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ "พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ฝ้าแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ ฝ้าตื้น ฝ้าลึกและฝ้าผสม โดยขึ้นอยู่กับความลึกของตำแหน่งเม็ดสีที่ผิวหนัง
 
คนส่วนใหญ่มักเป็นฝ้าผสมมากกว่า โดย มักพบบริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม จมูก เหนือริมฝีปากและคาง ส่วนสาเหตุการเกิดฝ้า คือ 1.การได้รับแสงอัลตราไวโอเลตทั้ง A (UVA) และ B (UVB) ที่มีอยู่ในแสงแดด 2. ฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะ Estrogen จึงเห็นว่าผู้หญิงเป็นฝ้ามากกว่าผู้ชาย โดยมักพบในช่วงที่รับประทานยาคุมกำเนิดและช่วงตั้งครรภ์ และ 3. พันธุกรรมและเชื้อชาติ ซึ่งคนเอเชียเป็นฝ้าได้ง่ายกว่าคนผิวขาว และสามารถพบในครอบครัวเดียวกันได้บ่อยๆ
 
สำหรับวิธี คือ เลี่ยงการรับประทานยาคุมกำเนิดและหลบแดด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. หากเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใช้ยาทากันแดด และสวมหมวกปีกกว้าง
 
ขณะที่ "การรักษาฝ้า" มีดังนี้ 1. การรักษาตามสาเหตุและแก้ไขหรือหลีกเลี่ยงจากสาเหตุนั้น เช่น พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด หรือใช้ครีมกันแดด 2. ใช้สารที่ทำให้ผิวขาว โดยทั่วไปมักใช้ยาทาผสมกันหลายตัว และต้องดูผลการรักษาบ่อย ๆ ทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อสังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ผิวตรงที่ทายามีอาการแดง หรือบางลงกว่าปกติ ถ้ามีผลข้างเคียงอาจต้องปรับยา
 
3. การลอกฝ้าด้วยสารเคมี ซึ่งเป็นวิธีการเสริม เพื่อทำให้ฝ้าจางเร็วขึ้นโดยทั่วไปจะใช้กรดอ่อน ๆ เช่น alpha hydroxyl acids (AHAs) หรือ trichloroacetic acid (TCA) 30-50% เพื่อทำให้เซลล์ผิวหนังในชั้นบน ๆ หลุดลอกออก และทำให้เม็ดสีที่อยู่ด้านบนหลุดออกไป ต้องทาติดต่อกันอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ทุก 2-4 สัปดาห์ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น แต่หากทำเองหรือไม่ใช่แพทย์ผู้ไม่ชำนาญมีโอกาสเสี่ยง ซึ่งผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรง เช่น หน้าลอกหรือไหม้ได้
 


"หลาย ๆ คนมักเข้าใจผิด และรักษาเองด้วยการพอกหน้าด้วยผลไม้มีฤทธิ์เป็นกรดนั้น ขอเตือนว่าอย่าหาทำ เพราะนอกจากไม่สามารถทดแทนการลอกฝ้าด้วยสารเคมี AHA หรือ TCA ได้ ตรงกันข้ามอาจทำให้ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน เมื่อผื่นหาย อาจทำให้ฝ้าคล้ำมากขึ้น"
 
พญ.ชินมนัส ระบุว่า ส่วนรายงานการศึกษาพบว่าชาเขียวมีคุณสมบัติในการลดอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ อาการแดง, ลดจำนวนของเซลล์ที่ไหม้และป้องกันการทำลาย DNA จากแสงอัลตราไวโอเลต หรือยูวี ซึ่งมีผลต่อการเกิดฝ้า แต่อาจขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร ซึ่งไม่ใช่ปริมาณที่มีในเครื่องดื่มชาเขียวที่ซื้อได้ทั่วไป และขณะนี้ยังไม่มีรายงานการศึกษาที่มีการตีพิมพ์ยืนยันผลว่าสารสกัดจากชาเขียวช่วยรักษาฝ้าได้
 
ดังนั้น การรักษาฝ้าอาจจะยาก แต่ขอให้ผู้ป่วยใจเย็นๆ และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้น หากต้องการรายละเอียดเรื่องราวเกี่ยวกับฝ้า สามารถไปค้นหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย WWW.DST.OR.TH.
 
คอลัมน์ : คุณหมอขอบอก
เขียนโดย : อภิวรรณ เสาเวียง
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น