อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

การทูตวัคซีน

เป็นที่ทราบกันดีว่า อินเดียผลิตวัคซีนมากกว่า 60 % ของทั่วโลก ดังนั้นจึงมีความพร้อมในการผลิตสัคซีนโควิด-19 ขนานใหญ่ หลังผ่านการอนุมัติตามมาตรฐานสากล ศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2563 เวลา 07.00 น.

ตอนนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวรอรับวัคซีนต่อต้านไวรัสโควิด-19 ชุดแรก ที่จะผ่านการอนุมัติและผลิตออกมาใช้งานอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงรอยต่อสิ้นปีนี้ถึงต้นปีหน้า เนื่องจากผลการทดลองระยะสุดท้ายของหลายบริษัท ได้ผลเกินคาด อย่างเช่นของ 2 บริษัทหุ้นส่วน สหรัฐ-เยอรมนี “ไฟเซอร์/ไบโอเอนเทค” มีประสิทธิภาพสูงถึง 94.5 % และตอนนี้กำลังรอการขออนุมัติฉุกเฉิน จากทางการสหรัฐ เพื่อใช้ฉีดรักษา ขณะที่ผู้ป่วยติดเชื้อทั่วโลกกำลังล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
 
ช่วงหลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของ 3 ประเทศติดกันทางตะวันตกของไทยเรา อินเดีย-บังกลาเทศ-เมียนมา นัดประชุมหารือ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการร่วมมือกันผลิต จัดสรร และจัดส่ง วัคซีนต้านโควิด-19
 
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย หรือ เอ็มอีเอ (Ministry of External Affairs : MEA) งานนี้อินเดียเป็นแกนหลักโครงการ ในฐานะประเทศที่มีความพร้อมกว่า ทั้งทางก้านเทคโนโลยีการแพทย์ และเงินทุน หลังการประชุมร่วมเมื่อปลายเดือน ต.ค. ได้มีการตั้งศูนย์ฝึกอบรวม 2 แห่ง ที่บังกลาเทศและเมียนมา โดยมีนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เข้าร่วมทั้ง 2 แห่งประมาณ 90 คน
 
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศ ปฏิบัติการตะวันออก หรือ ปฏิสัมพันธ์กับตะวันออก (Act East Policy) หรือการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ และความร่วมมือในทุกมิติกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียน ของรัฐบาลอินเดียชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ซึ่งเป็นการต่อยอดจากนโยบาย มองไปทางตะวันออก (Look East Policy) ของอดีตนายกฯ พี.วี. นาราซิมฮา ราว ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2534 - 2539
 
โฆษกเอ็มอีเอ บอกว่า อินเดียพร้อมจะขยายโครงการผลิตวัคซีคโควิด-19 ไปยังประเทศอื่น ๆ หากสนใจ
 
ในระหว่างการประชุมประจำปีผ่านระบบจอภาพทางไกล สมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โมดีประกาศผ่านสุนทรพจน์ตอนหนึ่งว่า การผลิตวัคซีนโควิด-19 ของอินเดีย มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติทั้งมวล และอินเดียมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ พร้อมจะช่วยเหลือทุกประเทศในการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมอุณหภูมิ และการเก็บรักษาวัคซีน ก่อนการแจกจ่ายและขนส่ง


BBC News

เป็นที่ทราบกันดีว่า อินเดียผลิตวัคซีนมากกว่า 60 % ของทั่วโลก ดังนั้นจึงมีความพร้อมในการผลิตสัคซีนโควิด-19 ขนานใหญ่ หลังผ่านการอนุมัติตามมาตรฐานสากล
 
นักวิเคราะห์การเมืองในบังกลาเทศ กอทัม ลาฮิรี การแข่งขันการทูตวัคซีน ระหว่าง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย อินเดีย-จีน ในสนามบังกลาเทศ ชัยชนะตกเป็นของฝ่ายแรก รัฐบาลธากาตกลงให้อินเดียทดสอบวัคซีนกับประชาชนในประเทศ ขณะเดียวกันก็ “ปฏิเสธอย่างสุภาพ”ต่อข้อเสนอเดียวกันจากจีน ที่ต้องการทดลองวัคซีนของบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค ในบังกลาเทศ 
 
ในส่วนของเมียนมา อินเดียส่งคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงเทคโนโลยีชีวภาพ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปกรุงเนปิดอว์ ประชุมหารือกับคณะเจ้าหน้าที่เมียนมา และได้ข้อตกลงร่วมกันผลิตและแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19

ในระหว่างการเยือนเมียนมา เมื่อต้นเดือน ต.ค. นายฮาร์ช ชริงกลา รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของอินเดีย ให้คำมั่นช่วยเหลือเมียนมา ในการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 นอกจากนั้นยังได้มอบยาต้านไวรัส “เรมเดซิเวียร์” 3,000 ขวด ให้กับนางออง ซาน ซูจี ผู้นำสูงสุดโดยพฤตินัยของเมียนมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่จะช่วยต่อสู้กับโควิด-19
 
ช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลก รัฐบาลอินเดียจัดส่งยาต้านโควิด-19 ไปให้ 150 ประเทศทั่วโลก และตอนนี้คณะนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยอินเดีย กำลังร่วมมือ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถการวิจัย ให้กับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียใต้ เช่น อัฟกานิสถาน ภูฏาน บังกลาเทศ มัลดีฟส์ มอริเชียส เนปาล และศรีลังกา 
 
และอินเดียยังได้รับการร้องขอจาก บังกลาเทศ เมียนมา กาตาร์ และภูฏาน ให้เข้าไปทำการทดลองวัคซีนกับประชาชนในประเทศ.

----------------------------
       
เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 47