อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 6 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 6 มีนาคม 2564

"อำนาจ-ล่วงละเมิดร่างกาย" เสียงจากนักเรียนเลว

การใช้อำนาจกดดัน โดยไม่สามารถอธิบายถึงความจำเป็นได้ นอกจากการอ้างตรรกะของอำนาจผู้เหนือกว่าในการมาควบคุม ซึ่งบางเรื่องมันไม่เป็นธรรมกับเด็ก พฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08.00 น.


เมื่อวันเสาร์ที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลว ซึ่งผู้ใหญ่หัวโบราณบางคนก็ปรามาสว่า “ก็คงจะดีแต่พูดเรื่องไม่ต้องสวมชุดนักเรียน อนุญาตให้ไว้ผมยาว หรือยกเลิกอะไรที่เคยเป็นระเบียบวินัย” บางคนก็แสดงความปริวิตกออกมาว่า แล้วสังคมมันจะสับสนวุ่นวายขนาดไหนถ้าสมมุติว่า “วินัย” ที่ใช้ในการควบคุมความประพฤติของแต่ละคน แต่ละองค์กรถูก“แหก”เสียหมด มันก็อยู่ในภาวะไร้ระเบียบ เป็นอนาธิปไตย

เด็กนักเรียนบางคนก็สวนกลับว่า ช้าก่อน ไอ้เรื่องวินัยที่เราต้องการให้มีการทบทวนคือ “การใช้อำนาจกดดัน โดยไม่สามารถอธิบายถึงความจำเป็นได้ นอกจากการอ้างตรรกะของอำนาจผู้เหนือกว่าในการมาควบคุม ซึ่งบางเรื่องมันไม่เป็นธรรมกับเด็กพร้อมทั้งยกตัวอย่างพอเจ็บๆ แสบๆ ว่า หน่วยงานที่ธำรงวินัยเยอะที่สุดนั่นแหละทำลายวินัยมากที่สุด คือทหาร เพราะกี่รอบมาแล้วล่ะที่ทหารเคร่งวินัยออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ



วินัย คือการที่คนเราถูกควบคุมร่างกาย หรือเราควบคุมตัวเองในระดับจิตสำนึก นักสังคมศาสตร์สมัยก่อนอย่างมิเชล ฟูโกต์ เขาเปรียบเทียบกับคุก คือในคุกมีการตรวจตรานักโทษอย่างไม่เป็นเวลา ทำให้นักโทษไม่กล้าฝ่าฝืนกฎระเบียบที่มีการออกไว้เพื่อควบคุม ประมาณว่าไม่รู้ละเมิดตอนไหนจะโดนแจ็คพอต ...แต่ทีนี้ เรามาดูเรื่องวินัยแบบไทยๆ ในโรงเรียนที่กลุ่มนักเรียนเลวเขาพูดกัน อันดับแรก กลุ่มนักเรียนเลวเขามองเรื่องความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน

เมื่อมีความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ทำไมวินัยถึงไม่ถูกกำหนดด้วยวิธีที่เป็นประชาธิปไตยให้ได้รับการยอมรับ มันมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่กลับยึดถือกันมารุ่นต่อรุ่น สำหรับบางสถานศึกษากลายเป็นบรรทัดฐานที่เคร่งครัดมาก วินัยที่นำมาบังคับใช้ถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจ (ครู ฝ่ายปกครอง) เท่านั้น และไม่มีเหตุผลในการอธิบายอะไรให้ดีไปกว่า “เพื่อความเรียบร้อย” คือไม่ใช่เหตุผลอันเป็นประโยชน์ที่กลุ่มนักเรียนเลวยอมรับได้

เมื่อเกิดการให้อำนาจแก่ผู้มีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์อะไรต่างๆ สิ่งที่ตามมาคือการบังคับใช้วินัยนั้นในการล่วงละเมิดสิทธิในร่างกาย เป็นเรื่องน่าตกใจและน่าสนใจมากว่า ทำไมกลุ่มนักเรียนเลวที่ออกมาจึงมีผู้หญิงเยอะกว่าผู้ชาย (จากภาพเห็นผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่) เพราะผู้หญิงถูกวินัยบงการในร่างกายมากว่าชาย โดยบรรทัดฐานที่นำมาใช้ควบคุมวินัยหญิงนั้นถูกกำหนดโดยบรรทัดฐานแบบชายเป็นใหญ่หรือปิตาธิปไตย



สิ่งที่เป็นความน่าเจ็บแสบคือผู้หญิงจำนวนหนึ่งสมยอมกับสิ่งที่ปิตาธิปไตยกำหนดจนกลายเป็นจิตใต้สำนึกไปแล้วว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง..ในยุคหลังๆ กลุ่มเฟมินิสต์จึงต้องลุกขึ้นมา “สอน” ผู้หญิงเหล่านั้นให้เคารพตัวเอง ให้ความสำคัญกับการที่คนอื่นต้องเคารพตัวเอง ไม่ใช่พอเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองก็โทษว่าเป็นเพราะเราเองที่ฝ่าฝืนบรรทัดฐานสังคม หรือเราเองต้องยอมรับถ้อยคำติฉินนินทา หรือยอมรับวัฒนธรรมโทษเหยื่อที่ยังคงมีอยู่

ในการชุมนุมของนักเรียนเลว เราได้เห็นสาวแว่นคนหนึ่งแต่งตัวเป็นนักเรียน พร้อมเอาเทปกาวสีดำปิดปาก และชูป้ายทำนองว่า โรงเรียนไม่ใช่ที่ปลอดภัย เขาถูกล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน ...เป็นที่น่าขนลุกว่า เรื่องนี้แทนที่เราจะมองในเชิงมนุษยธรรม กลับถูกกลุ่มป้าย่ายายที่ชอบโพสต์ธรรมะรายวัน โพสต์ข้อความถึงในทำนองโทษเหยื่อว่า คงแต่งตัวยั่วยวนหรืออะไรต่อมิอะไรให้ต้องโดนล่วงละเมิดเอง นั่นคือการที่สมยอมกับความคิดปิตาธิปไตย

เรายังไม่ต้องพูดถึงเรื่องขั้วความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง แต่พูดถึงแค่ความเห็นใจในความเป็นเพศเดียวกัน มันก็น่าเศร้าแล้วที่ยังมีคนมีความคิดโทษเหยื่อ หรือทำให้เหยื่อรู้สึกด้อยค่า  อย่างที่บอกคือ ความคิดเหล่านี้มาจากการที่มองว่าเพศสรีระของผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชาย หรือผู้หญิงเป็นสมบัติของผู้ชาย ทำให้มีการกำหนดกฎเกณฑ์อะไรที่จะประเมิน “ผู้หญิงดี” ขึ้นมาโดยผู้ชาย ( ถ้ายกตัวอย่างคลาสสิคที่สุดในไทยก็สุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่นั่นแหละ)

การที่เหยื่อสักคนลุกขึ้นมาส่งเสียง ประกาศว่า เราไม่ได้ด้อยคุณค่า เราต้องเคารพตัวเอง และคนอื่นต้องเคารพเราด้วย (ตามแคมเปญ don’t tell me how to dress) มันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงควรจะคิด เข้าใจ และเห็นอกเห็นใจกัน พร้อมทั้งสร้างพลังบวกต่อกันและกัน ต่อต้านการใช้อำนาจที่ล่วงละเมิดในเรือนร่าง เช่นครูที่ลงโทษโดยดึงสายเสื้อในนักเรียนที่ไม่ใส่เสื้อคลุมทับ หรือครูที่หาช่องละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง เพื่อสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจริงๆ



เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนนั้น ทางนางมุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า  กมธ.จะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้แน่นอน  กมธ. ได้รับการร้องเรียนปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาจำนวนมาก และมีการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) เพื่อแก้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษา โดยดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดที่กระทำผิด และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทำได้ร้องเรียน ผ่านขั้นตอนที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ

1.มาตรการด้านการป้องกัน ให้สถานศึกษาดูแลนักเรียน นักศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และสภาพแวดล้อมในโรงเรียนไม่ให้เอื้อต่อการล่วงละเมิดทางเพศและการกระทำผิดอื่นๆ 2.มาตรการด้านการปราบปราม  หากมีการร้องเรียนการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษา ให้เขตพื้นที่สั่งย้ายผู้ถูกกล่าวหาไปประจำเป็นการชั่วคราว และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง

เมื่อพบว่ามีมูลความจริง ให้ตั้งกรรมการวินัยร้ายแรงและให้ผู้กระทำผิดออกจากราชการไว้ก่อน แล้วรายงานต่อหน่วยงานตันสังกัด และ ศคพ. เพื่อเสนอพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้กระทำผิดเป็นการชั่วคราว  นอกจากนี้ยังเร่งรัดให้เร่งรัดให้มีการดำเนินการทางวินัยควบคู่กับการดำเนินการด้านคดีอาญา 3 มาตรการด้านการคุ้มครองและช่วยเหลือนั้น กำหนดให้สถานศึกษาต้องประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระทำอย่างรวดเร็ว

สำหรับนักเรียนหรือผู้ปกครอง สามารถโทรแจ้งเหตุ ที่ศูนย์ ศคพ. โทร.02-007-0001 หรือ สายด่วนการศึกษา โทร.1579 นี่คือสิ่งที่เราต้องรู้กันไว้บ้าง ทั้งพ่อแม่ เด็กเอง ไม่ใช่การยอมรับในการใช้อำนาจในโรงเรียนแล้วทนต่อการล่วงละเมิดเพราะความกลัวเรื่องอะไรต่างๆ มันยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องพูดถึงการรื้อวินัยที่ไม่เป็นธรรม ไปจนถึงกำหนดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาอย่างไรก็ตามให้เกิดการกระจายทรัพยากรไปยังภูมิภาคให้ทั่วถึง ไว้จะพูดถึงต่อไป

น่าดีใจที่กลุ่มนักเรียนเองลุกขึ้นมาพูด ด้วยหัวใจที่อยากพัฒนาการศึกษา พื้นที่โรงเรียน ผู้ใหญ่ก็ต้องรับฟัง.
..........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น