อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2564

ลุ้น "กาชาด"เผยข่าวดี ใช้"เซรุ่ม" กันโควิด

โดยหลักการแล้วเมื่อคนป่วย แล้วก็หายได้ป่วย แสดงว่าในร่างกายได้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมา หรือเรียกว่ามีการพัฒนากองทัพเป็นเม็ดเลือดขาว อยู่ในพลาสมาหรือว่าน้ำใสๆ ที่อยู่ในเลือด และกองทหารเหล่านี้เป็นกองทหารที่รู้จักโรคโควิด-19 เป็นอย่างดี เสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2563 เวลา 13.30 น.


ท่ามกลางกระแสที่น่ายินดีเมื่อโลกเริ่มเห็นแสงสว่างการมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ใช้ในเร็วๆ คาดว่าไม่นานเกินกว่ากลางปี 2564 ในส่วนของประเทศไทยเองก็มีการศึกษาพัฒนาวัคซีนอยู่หลายตัว ที่มีความคืบหน้าไปมากเช่นเดียวกัน  
นอกเหนือจากนั้นหากยังจำกันได้ทางสภากาชาดไทย ก็ได้มีการเก็บตัวอย่าง “พลาสม่า” ของผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว มาสำรองไว้เพื่อทำการรักษาผู้ป่วยคนอื่นๆ ต่อไปนั้น แต่เดชะบุญ ที่ความร่วมมือของภาครัฐและประชาชน สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้ากัน พร้อมทั้งการเว้นระยะห่าง และล้างมือจนทำให้อัตราป่วยในประเทศไทยน้อยลงไป พลาสม่าที่เตรียมไว้ไม่ได้ถูกนำไปใช้มากนัก


แต่ล่าสุด “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าได้นำ “พลาสมา” ที่เก็บไว้ ครึ่งหนึ่งมาพัฒนาเป็น “เซรุ่ม” ที่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด-19 จึงเหมาะสำหรับใช้เพื่อการป้องกัน และรักษา กว่า 600 ขวด เก็บไว้ได้นานถึง 3 ปี  




นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องดีๆ ที่ยังรอให้ “สภากาชาดไทย” ออกมาบออกเล่าสู่กันฟังถึงแผนการนำเอา “เซรุ่ม” ที่ว่านี้ไปศึกษาต่อ อย่างไรก็ตาม ระหว่างรอนี้ “คุณหมอขอกบอก” ก็ได้พูดคุยกับทาง “นพพร ชื่นกลิ่น” ผอ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) หนึ่งในหน่วยงานที่สนับสนุนทุนวิจัยในโครงการดังกล่าว ซึ่งระบุว่า


“โดยหลักการแล้วเมื่อคนป่วย แล้วก็หายได้ป่วย แสดงว่าในร่างกายได้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมา หรือเรียกว่ามีการพัฒนากองทัพเป็นเม็ดเลือดขาว อยู่ในพลาสมาหรือว่าน้ำใสๆ ที่อยู่ในเลือด และกองทหารเหล่านี้เป็นกองทหารที่รู้จักโรคโควิด-19 เป็นอย่างดี”


ดังนั้น “กาชาด” จึงมีแนวคิดในการนำเอาเลือดของคนที่เคยป่วยแล้ว หายแล้วเอามาสกัดเอาพลาสมา ซึ่งหากยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้ประเทศมีผู้ป่วยเป็นกรุ๊ปใหญ่ คือ ที่สนามมวย 1 ต่อมาก็มี มีเข้ามาเรื่อยๆ แต่การสกัดพลาสมานั้นสิ่งสำคัญคือต้องเอาคนไข้ที่มีอาการหนักพอสมควร เชื้อต้องลงปอด จนกระทั่งปอดอักเสบ ถึงจะมีภูมิคุ้มกันเยอะ เพราะถ้าป่วยเล็กน้อยยังไม่ทันได้ต่อสู้ก็ชนะเสียแล้ว ทหารเราก็ไม่ได้ซ้อม


หลักการมีแค่นี้ และเป็นแนวคิดที่มีการนำมาใช้ทั่วโลก แต่ยังไม่ใช่การรักษาที่เป็นมาตรฐาน เมื่อสภากาชาดไทยเสนอเรื่องนี้มา สวสร.ก็เห็นด้วย และสนับสนุนงบประมาณไป ราวๆ 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัจจุบันไม่มีรายงานการป่วยในประเทศ อัตราเพิ่มอัตราติดเชื้อที่พบรายวันนั้นมีเพียงไม่กี่ราย แถมยังอาการไม่มาก โครงการ “พลาสมา” จึงชะลอตัว แต่ไม่ได้ยกเลิก


“จริงๆ ต้องชื่นชม กับผลงานของคนไทยทั้งประเทศที่ร่วมมือกัน และเป็นผลงานของรัฐบาลที่ออกมาตรการเพื่อมุ่งเน้นการป้องกัน โดยการสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง ทำ โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัยนั้นประสบความสำเร็จมากกว่าการบังคับสวมหมวกกันน็อคด้วยซ้ำ ให้คนป่วยของไทยน้อยมาก จึงทำให้ยังไม่สามารถจบการวิจัยนี้ได้อย่างสมบูรณ์”


ซึ่งการที่ สภากาชาดไทย พัฒนา “พลาสมา” มาเป็น “เซรุ่ม” ก็เป็นเรื่องที่ดี เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประเทศ เป็นอีกหนึ่งความมั่นคงทางการแพทย์ ความมั่นคงทางสุขภาพ ที่จะมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ และเศรษฐกิจไทย.

คอลัมน์ : คุณหมอขอบอก
เขียนโดย : อภิวรรณ เสาเวียง
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น