อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564

อย่ามองข้าม 'มะเร็งปอด' คร่าชีวิตชาวไทยน่าห่วง

“มะเร็งปอด” ปัจจุบันถือเป็นอีกโรคสุดอันตราย ที่มีสถิติคนไข้ตายสูงสุดจากทั้งโลก โดยทุกปีจะมีคนป่วยโรคนี้ 2 ล้านคน และเสียชีวิตถึง 1.7 ล้านคน จันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 07.00 น.


ทุกเดือน องค์กรนานาชาติทั่วทั้งโลกต่างร่วมมือร่วมใจรณรงค์ให้คนตระหนักถึงภัยร้ายของโรคมะเร็งสลับหมุนเวียนกันไปทุกเดือน โดยใช้สัญลักษณ์เป็น ’รูปโบโดยสีจะแตกต่างกันไปเป็นตัวแทนของมะเร็งส่วนต่าง ๆ เดือนพฤศจิกายน เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ให้ตระหนักถึงภัยของมะเร็งปอด โดยใช้สัญลักษณ์เป็น โบสีเทา



มะเร็งปอดปัจจุบันถือเป็นอีกโรคสุดอันตราย ที่มีสถิติคนไข้ตายสูงสุดจากทั้งโลก โดยทุกปีจะมีคนป่วยโรคนี้ 2 ล้านคน และเสียชีวิตถึง 1.7 ล้านคน สำหรับประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ เพิ่มวันละ 40 คน และ เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 38 คน ไม่น่าเชื่อปีหนึ่งจะมีคนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปอดถึง 15,000 คนต่อปี โดยเสียชีวิตจากมะเร็งปอดเป็นอันดับ 2 รองลงมาจาก มะเร็งตับ และท่อน้ำดี


บุหรี่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุด

ทีมข่าว 1/4 Special Report ตระหนักถึงอันตรายของโรคนี้ มีโอกาสสัมภาษณ์ แพทย์หญิงณัษฐา พิภพไชยาสิทธิ์ แพทย์ชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานโภชนาศาสตร์ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวถึงอันตรายของมะเร็งปอดว่า “ปอด เป็นอวัยวะแลกเปลี่ยนการหายใจ ไม่มีเส้นประสาท เราจึงไม่รู้ถึงความเจ็บปวด แถมยังเป็นอวัยวะภายใน เราเลยไม่รู้อาการ จนกว่าปอดจะเป็นมะเร็งเยอะแล้ว ดังนั้นคนไข้ที่มาพบแพทย์ จึงอยู่ในระยะที่หนัก รักษายาก โอกาสรอดชีวิตแทบไม่มีเลย เพียงแค่นี้ผู้อ่านก็คงจะรู้สึกแล้วว่ามะเร็งปอดเป็นมัจจุราชสุดอันตรายที่คร่าชีวิตคนเราได้อย่างรุนแรงจริง ๆ

แพทย์หญิงณัษฐา กล่าวว่า ขณะนี้ “บุหรี่ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของมะเร็งปอด ทั้งต่อคนสูบเองซึ่งได้รับควันโดยตรง เมื่อเจอกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ หรือปัญหาทางพันธุกรรม สูดสารพิษ โดยเฉพาะควันธูปซึ่งสังคมไทยเจอเรื่องนี้บ่อยมาก ก็จะทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งที่ปอดขึ้นมาได้ โดยผู้ป่วยมะเร็งปอด ส่วนใหญ่ร้อยละ 80-90  ล้วนสูบบุหรี่มาทั้งนั้น ซึ่งตัวบุหรี่เองมีสารเคมีหลากหลายชนิด ตรงนี้คนไม่สูบก็มีความเสี่ยงเทียบเท่ากับคนที่สูบหรืออาจเสี่ยงสูงกว่าด้วย หากได้รับควันบุหรี่มือสองจากคนที่สูบ เพราะบางคนนั้นสูบบุหรี่มีการดูดควันลงปอดสั้นยาวไม่เหมือนกัน บางคนสูบแล้วพ่นควันออกไปเร็ว ทำให้โมเลกุลของควันเข้าปอดน้อย แต่ขอเตือนว่าถ้าสูบบ่อย ๆ ก็เกิดความเสี่ยงในการจะเป็นมะเร็งปอดได้เช่นกัน



อย่างไรก็ดีสำหรับคนที่ รับควันบุหรี่มือสอง นั้น จะเจอกับควันสารพิษโมเลกุลเต็ม ๆ เลย เหมือนเราสูดกลิ่นท่อไอเสียของรถเข้าไป อีกทั้งควันบุหรี่นั้นลอยไปได้ไกลกว่า
10 เมตร ส่งผลต่อคนที่อยู่ใกล้เคียงทั้งหมด ดังนั้นควันบุหรี่มือสองจึงมีความอันตรายเทียบเท่าการสูบบุหรี่ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขมีการรณรงค์เรื่องห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ มีกฎหมายที่เข้มงวดเพื่อป้องกันตรงนี้ และสร้างจิตสำนึกลดความเสี่ยงของโรคให้ต่ำลง โดยได้รับความร่วมมือจากสังคมเป็นอย่างดี

ปัจจุบันนี้มี บุหรี่ไฟฟ้า เข้ามา ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อคนสูบและคนได้รับควันเหมือนกัน เพราะปกติบุหรี่จะมีสารนิโคตินผสมกับน้ำมันและยาเส้นมวนในกระดาษเพื่อเอาไปสูบ บุหรี่ไฟฟ้านั้นจะมี สารนิโคติน เป็นน้ำและยังมี สารเคมี อื่น ๆ พร้อมแต่งกลิ่นให้ได้รสชาติ ซึ่งเมื่อสูบเข้าไปไอเหล่านี้มีสารเคมีบางส่วนที่ส่งผลเสียต่อปอดเช่นเดียวกันกับบุหรี่ธรรมดา ดังนั้นขึ้นชื่อว่าบุหรี่จะประเภทไหนก็อันตราย แถมเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดได้ทั้งหมด

วินิจฉัยยากกว่าจะรู้ตัวก็สาย

แพทย์หญิงณัษฐา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสภาพอากาศโลกค่อนข้างมีปัญหา ทั้งโลกร้อนและมีฝุ่นควันจำนวนมาก แม้สถิติที่เก็บมาจะยังไม่สามารถบอกได้ว่า คนไข้มะเร็งปอดนั้นเกิดจากสภาพอากาศเหล่านี้เปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะต้องทำการประเมินระยะยาว เนื่องจากปัญหาสภาวะอากาศนั้นเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานนัก แต่อากาศที่แย่และฝุ่นควันที่มากมายนั้น มีความเสี่ยงต่อคนที่มีภาวะโรคปอด ภูมิแพ้ หรือเป็นหอบหืด จะมีอาการหนักขึ้นมาหากเจอเรื่องเหล่านี้อย่างแน่นอน

วิธีการป้องกันในตอนนี้ เราควรมุ่งแก้ที่ต้นเหตุคือรณรงค์ป้องกันมลพิษ โรงงาน รถยนต์ การเผาไหม้ในเกษตรกรรม ถ้าสิ่งเหล่านี้ลดลงได้ นอกจากจะส่งผลดีต่อโลกเราแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพคนทั่วไปให้ดียิ่งขึ้นได้ ปัจจุบันภายใต้สถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด ทำให้คนไทยหันมาสวมหน้ากากอนามัยมากขึ้น ซึ่งที่จริงในช่วงที่ค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 สูงนั้น คนก็ใส่หน้ากากอนามัยกันอยู่แล้ว โดยการใส่หน้ากากเหล่านี้ทำให้การติดเชื้อทางเดินหายใจลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะโรคหวัด อนาคตคาดว่ามนุษย์อาจต้องใส่หน้ากากเพื่อป้องกันอันตรายจากมลพิษกันเป็นปกติ ซึ่งก็เป็นผลพวงจากโรคระบาดโควิด-19 นั่นเอง

ความน่ากลัวของมะเร็งปอดอย่างหนึ่งก็คือ เราไม่สามารถตรวจหาด้วยตัวเองได้เหมือนมะเร็งเต้านม ต้องใช้เครื่องตรวจ ปัจจุบันโลกยังไม่มีเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการตรวจหาโรคนี้ให้เจอได้เร็ว การเอกซเรย์ปอดก็ยังไม่เพียงพอในการตรวจหา เพราะความคมชัดในการดูปอดยังไม่มาก เรื่องนี้วงวิชาการพยายามศึกษาพัฒนากันอยู่ เพราะการจะวินิจฉัยมะเร็งปอดแต่เนิ่น ๆ นั้น ต้องเจอจุดเล็ก ๆ ในปอดได้ชัดเจน ต้องใช้วิธีการเอกซเรย์แบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความละเอียดสูง ในต่างประเทศถือว่าการจะตรวจหามะเร็งปอดนั้น ต้องพิจารณาคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากกว่า ปัญหาคือเราต้องอย่าลืมว่าจุดเล็ก ๆ ในปอดนั้นอาจไม่ใช่มะเร็ง โดยอาจเป็นจุดแผลเป็นอันเกิดจากคนป่วยวัณโรคแล้วหายเองโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้



ถ้าเครื่องไปชี้ว่าจุดเล็ก ๆ ที่พบในปอดเป็นมะเร็ง ขั้นตอนต่อไปคือต้องเตรียมการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อไปตรวจสอบว่าเป็นมะเร็งจริงไหม ทีนี้ถ้าไม่ใช่ มันส่งผลต่อผู้ป่วยที่อาจเครียดจิตตกไปอยู่ก่อนแล้วแน่นอน นอกจากนี้เครื่องเอกซเรย์ที่มีความละเอียดสูงนั้น ใช้รังสีที่มีค่าสูงเช่นกัน ซึ่งเราก็ไม่มีข้อมูลว่ารังสีการตรวจที่สูงนั้นจะส่งผลต่ออวัยวะส่วนอื่น ๆ  ในร่างกายหรือไม่นี่จึงทำให้มะเร็งปอดเป็นโรคที่วินิจฉัยยากมากเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นทุกวันนี้ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พยายามดำเนินการรณรงค์เพื่อหวังลดผู้ป่วยจากมะเร็งชนิดต่าง ๆ เพราะไม่มีใครอยากให้คนป่วยเพิ่ม โดยมะเร็งปอดนั้นมีปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดหลายอย่างดังที่กล่าวถึงไป วิธีการป้องกันทั่วไปก็คือการลดความเสี่ยงมากที่สุด ทั้งเชิญชวนคนมาออกกำลังกายวันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ การเน้นสุขภาพอนามัย การกินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ทานผักผลไม้ให้มาก เพื่อให้มีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น

อย่างน้อยร่างกายที่แข็งแรงและการพยายามตรวจสุขภาพปีละครั้ง ก็น่าจะเป็นเกราะป้องกันภัยมัจจุราชที่อาจพรากชีวิตเราจากคนที่รักเราและคนที่เรารักให้อยู่ในโลกนี้ได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้.




คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น